วันอังคาร, มิถุนายน 23, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก หน้า 1862

“วิ่งธงชาติไทย” รถขบวนแห่ยิ่งใหญ่รอบเมืองจันทร์ “แต้ว” กำปั้นสาวสุดปลื้ม

0

พิมพ์ไทยออนไลน์ // ขยับเข้าใกล้จุดหมายขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมวิ่งธงชาติไทย เหลือวิ่งอีกเพียงแค่ 337 กม.จะถึงเส้นชัย กม.ที่ 4,606 โดยการวิ่งต่อเนื่องวันที่ 55 ปรับใช้ขบวนรถแห่ประชาสัมพันธ์ยิ่งใหญ่ทั่วเมืองจันทบุรี ทำให้ระยะสะสมขยับเพิ่มเป็น 4,269 กม.ด้านสุดาพร สีสอนดี กำปั้นสาวแกร่งลั่นพร้อมขึ้นสังเวียนโอลิมปิก ยันสู้เต็มที่
ความเคลื่อนไหวกิจกรรมประวัติศาสตร์ “FLAG OF NATION วิ่งส่งธงชาติไทย ไปโตเกียวโอลิมปิก” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่อง 61 วัน 35 จังหวัด ระยะทาง 4,606 กม. เทียบเท่าระยะทางกรุงเทพฯ ไปยังกรุงโตเกียว โดยจัดขึ้นเพื่อรวบรวมกำลังใจจากพี่น้องคนไทยส่งต่อถึงนักกีฬาทีมชาติไทย ล่าสุดเมื่อ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา วิ่งต่อเนื่องเป็นวันที่ 55 เส้นทางใน จ.จันทบุรี ระยะทางรวม 67.3 กม.

กิจกรรมในวันนี้ขบวนรถแห่ประชาสัมพันธ์ออกแทนการวิ่ง เพื่อปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังเชื้อไวรัสโควิด-19 ของ จ.จันทบุรี ก่อนเริ่มกิจกรรม นายมานัส ภาคการ ผู้ช่วยผู้จัดการ แผนกบริการ บริษัท โตโยต้าจันทบุรี (1972) ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด สาขาสอยดาว เชิญธงชาติไทยขึ้นปักบนแท่นขบวนรถประชาสัมพันธ์ด้วย
สำหรับวันที่ 55 ออกสตาร์ทจากบริษัท โตโยต้า จันทบุรี (1972) สาขาสอยดาว จ.จันทบุรี ขบวนรถประชาสัมพันธ์ได้วิ่งแห่ธงไตรรงค์อย่างยิ่งใหญ่ มุ่งหน้ามายังอำเภอเมืองจันทบุรี ใช้เวลาราว 3 ชม. นำธงชาติไทยถึงจุดหมายที่สนามกีฬาจังหวัดจันทบุรี รวมสะสมระยะทางการวิ่งไปแล้ว 4,269 กม. ทำให้ใน 6 วันสุดท้าย เหลือระยะทางอีกเพียงแค่ 337 กม.จะวิ่งครบเป้าหมายที่ 4,606 กม.

“แต้ว” สุดาพร สีสอนดี นักกีฬามวยสากลสมัครเล่น เหรียญเงินชิงแชมป์โลก 2018 และเอเชียนเกมส์ 2018 ในฐานะนักชกที่ผ่านไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2020 รุ่น 60 กก.หญิง ซึ่งโฟนอินเข้าพูดคุยกับผู้บรรยายระหว่างการไล์ฟสดกิจกรรมวันที่ 55 เผยว่า ตอนนี้กำลังเตรียมความพร้อม ด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนักทุกๆ วัน ทั้งช่วงเช้าและเย็น เพื่อทำร่างกายให้พร้อมและดีที่สุดก่อนไปแข่งขันรายการกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
กำปั้นสาวไทยเผยอีกว่า โอลิมปิกครั้งนี้ คู่แข่งที่น่ากลัว ถ้าในโซนเอเชีย ก็คือ เกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังมีอิตาลี และบราซิล ซึ่งต่างก็แข็งแรงและดุดัน จะพยายามศึกษาเทปเพื่อแก้ทาง และไม่ประมาทคู่แข่ง อยากขอขอบคุณทุกกำลังใจจากแฟนๆ กีฬาที่ส่งมาให้ตนและนักกีฬาไทยทุกๆ คน สัญญาว่าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อแฟนกีฬาและประเทศ
ด้าน “นวมินทร์ ดีน้อย” และ “ศิวกร วงศ์พิณ” คู่นักกีฬาเรือกรรเชียง ที่คว้าตั๋วลุยโอลิมปิกเกมส์ 2020 ประเภท 2 คนชายพายคู่ รุ่นไลต์เวท เผยร่วมกันระหว่างการไลฟ์สดว่า รู้สึกภูมิใจมากๆ เพราะเป็นการผ่านไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ร่วมกันเป็นครั้งแรก เวลาที่เหลืออีกราวๆ 2 เดือนจะพยายามมุ่งมั่นฝึกซ้อม แก้ไขข้อบกพร่อง เพื่อทำเวลาการแข่งให้ดีที่สุด ทั้งคู่อยากขอบคุณแฟนกีฬาทุกคนที่ช่วยกันเชียร์และส่งกำลังใจให้นักกีฬาทีมชาติไทยทุกคนเสมอมา

ทั้งนี้กิจกรรมการวิ่งธงชาติไทยวันเสาร์ ที่ 22 พ.ค.64 วิ่งต่อเนื่องเป็นวันที่ 56 ออกสตาร์ทจากสนามกีฬาจังหวัดจันทบุรี ไปยังปั๊มน้ำมันพีที สาขาแกลง 2 จังหวัดระยอง ระยะทางรวม 71 กม. แฟนๆ กีฬา สามารถติดตามชมการไลฟ์สด พร้อมกับให้กำลังใจนักวิ่ง ทีมงาน และนักกีฬาทีมชาติไทยได้ที่เฟซบุ๊ก Road to Tokyo 2020 ตลอดทั้งวัน

Cr. : นายวิชัย แสงทวีป ผู้สื่อข่าวพิมพ์ไทยออนไลน์

 

“สองล้อ” เลื่อนศึก BMX อีก 3 สนาม ลุ้นจนโควิด-19 คลี่คลาย

0

พิมพ์ไทยออนไลน์ // “สองล้อ” ประกาศเลื่อนศึกบีเอ็มเอ็กซ์ ชิงแชมป์ประเทศไทย ทุกรุ่นกลุ่มอายุ อีก 3 สนาม ออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “โควิด-19” กลับสู่สภาวะปกติ
“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย เผยว่า จากแผนการดำเนินการของสมาคมกีฬาจักรยานฯ ในการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน ในแบบชีวิตวิถีใหม่ New Normal ตามคู่มือมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้รับอนุมัติจาก ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. โดยจะประเดิมการแข่งขันจักรยานประเภทลู่ ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน “ควีนส์คัพ” ประจำปี 2564 สนามที่ 3 ในแบบชีวิตวิถีใหม่ New Normal (ไม่มีผู้ชม) วันที่ 28-30 พฤษภาคม และสนามที่ 4 วันที่ 4-6 มิถุนายน ที่สนามเวลโลโดรม หัวหมาก โดยจะนำมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดใช้อย่างเข้มข้น

สำหรับการแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2564 สนามที่ 3 วันที่ 12-13 มิถุนายน ที่สนามเขาขยาย ชัยนาท สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯหารือกันอย่างรอบคอบกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ในฐานะเจ้าภาพ โดยการแข่งขันแต่ละสนามที่ผ่านมา มีนักกีฬายุวชนอายุน้อย ๆ ตั้งแต่ 4-10 ขวบ เข้าแข่งขันจำนวนมาก สมาคมฯ มีความห่วงใยในเรื่องความปลอดภัยของนักปั่นรุ่นจิ๋ว แต่ละครั้งจะมีผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง และผู้ติดตามไปให้กำลังใจในสนาม ยากต่อการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด ไม่สามารถจำกัดจำนวนคนตามที่ ศบค. กำหนด สมาคมกีฬาจักรยานฯ กับ อบจ.ชัยนาท จึงมีความเห็นตรงกันว่า จะขอเลื่อนการแข่งขันสนามที่ 3 ออกไปก่อน ทุกรุ่นกลุ่มอายุ
ด้าน นายอนุสรณ์ นาคาศัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ให้เลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี จะเลื่อนไปเป็นวันเวลาใด ซึ่งอบจ. ชัยนาท ขอยืนยันว่า หากสมาคมฯ กำหนดวันแข่งขันใหม่เรียบร้อยแล้ว และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 กลับสู่สภาวะปกติ อบจ.ชัยนามพร้อมที่จะรับหน้าที่เจ้าภาพจัดแข่งขันอย่างแน่นอน

นายกสองล้อไทย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สมาคมกีฬาจักรยานฯ จะเลื่อนการแข่งขันสนามที่ 4 ที่ศรีสัชนาลัย สุโขทัย วันที่ 24-25 กรกฎาคม และสนามที่ 5 เป็นสนามสุดท้าย ที่สนามเสมอกัน เซอร์กิต สุพรรณบุรี วันที่ 9-10 ตุลาคม ออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด-19 จะคลี่คลายสู่สภาวะปกติ
“เสธ.หมึก” ยังกล่าวอีกว่า การแข่งขันจักรยานประเภทอื่น ๆ ประเภทถนนและเสือภูเขา สมาคมกีฬาจักรยานฯประชุมหารือกับจังหวัดที่เป็นเจ้าภาพ เพื่อวางแนวทางการจัดการแข่งขันอย่างรอบคอบและรัดกุม ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-9 อย่างเข้มข้น รวมทั้งการแข่งขันจักรยานประเภทลู่ ที่สนามเวลโลโดรม หัวหมาก จัดการแข่งจันแบบไม่มีผู้ชมในสนามตามโปรแกรมที่กำหนด โดยจะไม่ประมาท การ์ดไม่ตก และสิ่งสำคัญที่สุด เราจะไม่ไปแพร่เชื้อ และจะไม่ให้เชื้อมาแพร่ถึงตัวเรา

Cr. : นายวิชัย แสงทวีป ผู้สื่อข่าวพิมพ์ไทยออนไลน์

 

ฟ้อง”ลุงพล” คดี​ครอบครองไม้หวงห้าม​ ศาลปล่อยตัวโดยไม่มีประกัน

0

พิมพ์ไทยออนไลน์​ //  อัยการยื่นฟ้อง “ลุงพล” ต่อศาลมุกดาหาร คดีครอบครองไม้หวงห้ามแล้ว​ ศาลปล่อยตัวโดยไม่มีประกัน​ให้สาบาลว่าจะมาศาลตามนัด

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2564 ที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร พนักงานอัยการยื่นฟ้อง นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล คดีอาญา ในข้อหาทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต, รับไว้ ซ่อนเร้น จำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปให้พ้นซึ่งไม้หรือของป่า ที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย และมีไม้ท่อนหวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

โดยศาลประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาแล้ว สอบคำให้การจำเลยก็ให้การปฏิเสธ ทั้งนี้ ศาลนัดคุ้มครองสิทธิในคดีอาญา (คล้ายนัดไกล่เกลี่ยที่ให้จำเลยกับผู้เสียหายมาพบกันเพื่อตกลงข้อพิพาทบางข้อหรือทั้งหมดที่สามารถยินยอมกันได้) ในวันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 09.00 น. และกำหนดพร้อมคู่ความ ในวันที่ 5 ก.ค. 2564 เวลา 09.00 น.

ต่อมาศาลได้ปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยไม่มีประกัน โดยให้จำเลยสาบานตัวว่าจะมาศาลตามกำหนดนัด

แกนนำ​ 3 นิ้ว​ ร้อง​ ยธ.แก้ปัญหาโควิค​ จี้​”สมศักดิ์” อย่าโทษม็อบนำเชื้อแพร่ในคุก

0

พิมพ์ไทยออนไลน์ // กลุ่มแกนนำ 3 นิ้ว ยื่นร้อง ยธ. แก้ปัญหาโควิด-19 ในเรือนจำ จี้ “สมศักดิ์” อย่าโทษม็อบนำเชื้อแพร่ในคุก

เมื่อวันที่​ 21 พ.ค. 64 ที่บริเวณด้านหน้าอาคารกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.ยธ. พร้อมด้วย นายวัลลภ นาคบัว รองปลัด ยธ. และในฐานะโฆษก ยธ. รับเรื่องจากกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา ,น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา นายเอกชัย หงษ์กังวาน เพื่อเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมแก้ปัญหาโควิด-19 ในเรือนจำ

นายสมยศ กล่าวว่า สืบเนื่องเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยธ. ได้แถลงข่าวถึงสาเหตุการแพร่ระบาดเชื้อโควิดในเรือนจำ มาจากกลุ่มนักโทษการเมือง 7 คน ไม่ให้ความร่วมมือตรวจโควิด เมื่อวันที่ 15 มี.ค.64 ในเวลายามวิกาลนั้นเป็นข้อมูลไม่ครบถ้วนเพราะทุกคนกลัวไม่ได้รับความปลอดภัย รวมทั้ง กรมราชทัณฑ์ยังปฏิเสธว่า น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง ไม่ได้ติดเชื้อโควิดในเรือนจำ ก่อนมาแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว ซึ่งจริงแล้วในทัณฑสถานหญิงกลางมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากแต่กลับถูกปกปิดข้อมูล

นายสมยศ กล่าวอีกว่า วันนี้ในตัวแทนกลุ่มจึงข้อเรียกร้องแก้ปัญหาในเรือนจำ 10 ข้อ คือ 1.ให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์เปิดเผยข้อมูลการแพร่ระบาดอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหากไม่มีข่าวนักโทษแกนนำการเมืองติดเชื้อ สาธารณชนก็จะไม่มีวันทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในเรือนจำ 2.ส่งบุคลากรสาธารณสุขมาช่วยควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อในเรือนจำ ดีกว่าคาดโทษเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ควบคุมนักโทษเพราะได้ทำงานล่วงเวลาและเสี่ยงภัยในการปฏิบัติหน้าที่ 3.ลดความแออัดในเรือนจำ จากจำนวน 3 แสนรายให้เหลือ 2 แสนราย หรือติดกำไลEM ผู้ต้องขังกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการผู้ป่วยจิตเวช รวมทั้ง จ่ายเงินชดเชยเยียวยาผู้ติดเชื้อในเรือนจำ โดยคำนวณตามอัตราประกันภัยทั่วไปจากการโควิด-19 เพราะมาจากความบกพร่องและได้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคของหน่วยงานรัฐ

นายสมยศ กล่าวต่อว่า 4.ให้เปิดเผยความจริงและรายละเอียดการแพร่ระบาดในเรือนจำให้ญาติผู้ต้องขัง และสาธารณชนรับทราบ รวมทั้งจัดให้มีการ สื่อสารเยี่ยมญาติทางออนไลน์ให้นักโทษทุกคน 5.จัดหาวัคซีนให้กับเจ้าหน้าที่และนักโทษโดยเร็ว 6.ประสานงานให้ศาลยุติธรรมให้ประกันตัวผู้ถูกกล่าวหาทุกรายแทนการสั่งคุมขัง ให้ตำรวจทำการสอบสวนตามกระบวนการปกติ หลีกเลี่ยงการขอฝากขัง 7.จัดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับผู้ถูกกักกันโรค เช่น การแจกหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ หรือของใช้จำเป็นสำหรับผู้หญิง คือ ผ้าอนามัยให้เพียงพอ และปรับปรุงคุณภาพอาหาร

“8.กรณีผู้ต้องขังที่ติดเชื้อที่รักษาอยู่ในห้องขังให้ส่งตัวไปรักษายังสถานพยาบาลอื่นๆ เพื่อลดความแออัดของผู้ป่วยในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ 9.จัดการสาธารณูปโภคให้เพียงพอเช่น ไฟฟ้า น้ำประปา และผ้าห่มนอน และ 10.จัดยารักษาโควิดให้เพียงพอกับผู้ป่วยในเรือนจำ รวมทั้งอำนวยความสะดวกการปล่อยตัวนักโทษที่ติดเชื้อและติดตามผลหลังการปล่อยตัวไป” นายสมยศ กล่าว

ด้าน น.ส.วรรณวลี เผยว่า อยากให้ทางเรือนจำได้มีการให้ความรู้แก่ผู้ต้องขังรู้วิธีป้องกันเชื้อโควิดเพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อีกทั้งทราบว่าหน้ากากอนามัยมีไม่พอใช้บางคนต้องนำมาซักและนำกลับมาใช้ใหม่ จึงอยากให้ราชทัณฑ์แจกสิ่งของจำเป็นเพียงพอแก่ผู้ต้องขังทุกคน

ส่วนทาง นายเอกชัย กล่าวว่า ตนเชื่อว่ากรมราชทัณฑ์มีการปกปิดข้อมูลการเสียชีวิตของโควิด เพราะปกติในเรือนจำจะมีการเสียชีวิตจากสาเหตุต่างๆ จึงอยากให้เปิดเผยว่ามีผู้ป่วยหนักหรือน้อยจำนวนเท่าใด นอกจากนี้ อยากให้เปิดเผยผู้ติดโควิดในเรือนจำอื่นๆ นอกเหนือจาก 13 เรือนจำที่มีการเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดเชื้อในเรือนจำคาดว่ามีมานาน แต่ทางกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมกลับไม่นำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้ต้องขังระวังตัว จนเกิดการระบาดเป็นคลัชเตอร์ใหญ่ จากประสบการณ์ที่เคยถูกคุมขัง และรับทราบข้อมูลจากผู้ต้องขังในคดีการเมืองด้วยกัน พบว่าในเรือนจำสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการรักษาผู้ป่วย เนื่องจากยังมีความแออัด

ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจาก นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยธ. เป็นผู้แทนรับเรื่องเพื่อไว้พิจารณาซึ่งมีหลายข้อที่น่าสนใจ ซึ่งตั้งแต่ รมว.ยธ. มารับตำแหน่งได้พยายามแก้ปัญหาในเรือนจำมาตลอด ทั้งเรื่องคุณภาพอาหารหรือลดความแออัด และดูแลผู้ต้องขังที่หลากหลายคดีในภาพรวมไม่ใช่เพราะคดีการเมือง กระทั่งมีการแพร่ระบาดโควิดในเรือนจำ ซึ่งก็ยอมรับในข้อบกพร่องที่ต้องใช้เวลา และที่สำคัญคืองบประมาณการสนับสนุน แต่จะเร่งแก้ไขโดยด่วน

Cr.​:  ทวีศักดิ์​ ชิตทัพ​ ผู้สื่อข่าวพิมพ์ไทยออนไลน์

ผ่าทางตันรถไฟฟ้าสายสีเขียว.. เลิกซื้อเวลา ซุกปัญหาใต้พรม!

0

http://www.natethip.com/news.php?id=3985
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

 

 

 

หนังม้วนเก่า..วาระแห่งชาติแก้ทุจริต ปาหี่ประมูลรถไฟฟ้าสีส้มยังไม่กล้าแตะ

0

http://www.natethip.com/news.php?id=3984
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

 

 

 

ธ.ก.ส.มอบเงินจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

0

http://www.natethip.com/news.php?id=3983
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

 

 

 

ผ่าทางตันรถไฟฟ้าสายสีเขียว..เลิกซื้อเวลา ซุกปัญหาใต้พรม!

0

พิมพ์ไทยออนไลน์ // ทำเอาทุกฝ่ายได้แต่ “อึ้งกิมกี่”

กับเรื่องที่ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีออกมา “กระตุกเบรก” การฉีดวัคซีนต้านโควิดแบบ Walk -in หัวทิ่ม ด้วยเกรงผู้ที่เดินทางไปแล้วไม่ได้คิวฉีดจะออกมาโวยวาย จนกลายเป็นความโกลาหล และอาจก่อให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่เอาได้

พร้อมสั่งให้ทุกฝ่ายหุบปาก รอฟังความชัดเจนจาก “ศูนย์บริหารสถานการณ์ไวรัสโควิด”หรือ ศบค.แทน ทำเอาแผนกระจายการฉีดวัคซีนต้านโควิด “วอล์ก-อิน” ที่เจ้ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตีปี๊บมากว่าสัปดาห์ค้างเติ่ง จนลูกพรรค ภท.ออกมาสัพยอกนายกฯ กลัวผู้คนจะติดโควิดทั้งประเทศก่อนได้ฉีด ขณะผู้ที่รอคิวฉีดแบบไม่ต้องลงทะเบียน “หมอพร้อม”(แต่ระบบและวัคซีนไม่พร้อม) ได้แต่นั่งหาวเรอรอเก้อไปตามๆ กัน

พร้อมกับตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้นกับการบริหารจัดการวัคซีนและการสื่อสารของรัฐ เหตุใดถึงเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่านยิ่งกว่าบ้านทรายทองได้เช่นนี้  แล้วอย่างนี้จะไปเพรียกหาความมั่นใจจากประชาชนคนไทยได้อย่างไร ในเมื่อแม้แต่ระดับนโยบายรัฐยังพายเรือคนละทางกันแบบนี้

 

 

 

เช่นเดียวกับเรื่อง “การเจรจาต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว”ให้กับ บมจ.บีทีเอส( BTS) ที่คาราคาซังมากว่าขวบปี นับตั้งแต่รัฐบาล คสช.ของพลเอกประยุทธ์ใช้อำนาจตาม ม. 44 สั่งให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งคณะกรรมการเจรจาสางปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวนี้หลังจาก กทม.ไม่สามารถแบกรับภาระหนี้ค่าก่อสร้างและค่าจ้างบริหารจัดการเดินรถที่มีอยู่กับบริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานได้

นัยว่า เฉพาะหนี้ค้างที่กองอยู่เบื้องหน้าที่ BTS ยื่นโนตี๊สให้ กทม.ต้องจ่ายในเวลานี้ก็ปาเข้าไปกว่า 30,000 ล้านแล้ว  ยังไม่รวมหนี้ก่อสร้างที่จะทยอยครบดิว และค่าจ้างเดินรถรายปีอีกปีละ 6-7,000 ล้านบาท ซึ่งรวมมูลหนี้ที่ กทม.จะต้องแบกรับในระยะ 8-9 ปีข้างหน้า ก่อนสัมปทานเดิมสิ้นสุดลงในปี 2572 เกือบแสนล้านบาทเลยทีเดียว!

แต่เมื่อกทม.และกระทรวงมหาดไทยนำผลเจรจาที่ได้ข้อยุติข้างต้นเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อปลายปี 2563 โดยเสนอให้ต่อขยายสัญญาสัมปทาน BTS ออกไปอีก 30 ปี(ถึงปี 2602 ) เพื่อแลกกับการให้บริษัทเอกชน BTS แบกรับภาระหนี้ทั้งมวลของกทม.ไป รวมทั้งต้องปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า สายสีเขียวลงมาจากที่ต้องจัดเก็บเต็มอัตราศึก 104 บาทตลอดสายเหลือ 65 บาทตลอดสาย( 68.5 กิโลเมตร) ทั้งยังต้องจ่ายสัมปทานให้กับกทม.อีก 200,000 ล้านบาทด้วย ก็กลับถูกกระทรวงคมนาคม และเครือข่ายในภาคประชาชนออกโรงคัดค้าน ตีโพยตีพายไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐจะต่อขยายสัมปทานให้กับ BTS ด้วยข้ออ้างค่ารถไฟฟ้าที่กำหนดไว้สูงเกินไป พร้อมเสนอให้รัฐดำเนินการเอง หรือไม่ก็เปิดประมูลสัมปทานกันใหม่ 

โดยไม่มีการพูดถึงหนี้ค้างที่กองอยู่เบื้องหน้าก่อนสัมปทานสิ้นสุดในปี 72 ร่วมแสนล้านบาทนั้นจะให้ กทม.และรัฐบาลทำอย่างไร? เพราะล่าสุดนั้น ผู้บริหาร บมจ.บีทีเอส “นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา” ที่นอกจากจะยื่นโนตี๊สไปถึงกทม .แล้ว ยังอัดคลิปทวงหนี้รัฐ(กทม.) ผ่านสื่อโซเชียลให้ทั่วโลกได้เห็นด้วยแล้ว ยิ่งกดดัน กทม.หนักยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไม่เคยมีรัฐบาลใดในประวัติศาสตร์ถูกบริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานลุกขึ้นมาทวงหนี้กัน “โจ๋งครึ่ม”ขนาดนี้ อันเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึง Creditability ของรัฐบาลในเวลานี้ได้เป็นอย่างดี

ทำเอาเส้นทางการพิจารณาต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียวค้างเติ่งคาราคาซังมาจนกระท่ังวันนี้ และแม้จะมีการตีแผ่ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่กระทรวงคมนาคมนำมาอ้างอิง เพื่อ”กระตุกเบรก” การพิจารณาต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียวข้างต้น เป็นข้อมูล “ยกเมฆ” ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะแม้แต่รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน และสายสีม่วงของ รฟม.ใต้ชายคาที่ไปว่าจ้างบริษัทรับเหมายักษ์ บมจ.บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้า (BEM) เดินรถให้ก็ยังกำหนดอัตราค่าโดยสารเอาไว้สูงลิบลิ่วสูงกว่ารถไฟฟ้า สายสีเขียวเสียอีก ทั้งที่รัฐบาลได้จ่ายค่าก่อสร้างงานโยธาและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้หมดแล้ว 

แต่กระนั้น ดูเหมือนข้อมูลทั้งหลายทั้งปวงที่สื่อและนักวิชาการร่วมกันตีแผ่ออกมาชัดซะยิ่งกว่า “แป้ง”ข้างต้น กลับไม่ทำให้รัฐบาล และโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจะได้ตัดสินใจอะไรลงไป ได้แต่ “ซื้อเวลา-ซุกปัญหาใต้พรม” เอาไว้อย่างนั้น จนทำเอา กทม.กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เพราะยิ่งทอดยาวออกไป กทม.ก็ยิ่งแบกรับภาระหนี้และดอกเบี้ยค้างบานตะไทหนักเข้าไปอีก

 คงได้แต่ฝากแง่คิดให้ “นายกฯลุงตู่” ที่เวลานี้คงกำลังสาละวนอยู่กับ “วิกฤตไวรัสโควิด” และการบริหารจัดการในเรื่องวัคซีนจนแทบไม่เป็นอันได้คิดอะไรอีก ก็ไหนลูกพรรคพปชร.เคยโอ่นักโอหนาว่ารัฐบาลของฯพณฯท่านนายกฯลุงตู่ของเรานั้น  ทำงานหนักยิ่งกว่ารัฐบาลชุดไหน ๆ ในประวัติศาสตร์ตัวนายกฯมีการตัดสินใจเฉียบคม เด็ดขาด ยึดมั่นผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง จนถึงขนาดที่มีการเปรียบเปรยและยกย่อง “นายกฯลุงตู่” เทียบชั้น “วินสตัน เชอร์ชิลด์” อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในยุคสงครามโลกครั้งที่สองกันเลยทีเดียว

แล้วเหตุใดกลับจะมา “บ้อท่า” แค่จะขี้ขาดว่าจะเอาอย่างไรกับสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียว ที่กรุงเทพมหานคร(กทม.)และกระทรวงมหาไทย ตั้งแท่นให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)ชี้ขาดว่าจะต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BTSC หรือ “ล้มกระดาน” เปิดประมูลหาเอกชนรายใหม่เข้ามารับสัมปทานกันดี!

เพราะอย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ยิ่งซื้อเวลาก็ยิ่งจะทำให้ผู้คนอิดหนาระอาใจ จนพลอยจะคิดว่ารัฐบาลชุดนี้บ่มี “น้ำอิ๊ว” เอาได้  ก็ในเมื่อนายกฯกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวริบอำนาจตามกฎหมายทั้งหลายทั้งปวงมาอยู่ในมือตนเอง เพื่อให้การบริหารจัดการฉับไว มีประสิทธิภาพ และความเป็นเอกภาพ ก็สมควรจะได้แสดงให้เห็นความเด็ดเดี่ยว ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหารถไฟฟ้า สายสีเขียวที่ว่านี้ด้วย

หาไม่แล้ว การซื้อเวลา-ซุกปัญหาใต้พรมที่ว่านี้ สุดท้ายจะกลายเป็น”หนามยอกอก”ที่แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลเองนั่นแหล่ะจะโยนขี้ว่า เป็นความรับผิดชอบของนายกฯคนเดียวที่ทำให้ประชาชนคนกรุงฝันค้างหรือต้องจ่ายค่าโดยสารแพงระยับ เหมือนดั่งที่กำลังมีความพยายามจะโยนภาระ รับผิดชอบเรื่องการบริหารวัคซีนนี้ให้นายกฯคนเดียวรับไปเต็มๆ 

ไม่รักใคร่ชอบพอกัน คงไม่กล้าเตือนกันตรงๆ ขนาดนี้หรอก “ลุงตู่”จริงไม่จริง!

 

 

 

 

เดอะไนน์ฯติวานนท์ ยินดีต้อนรับ ศูนย์อาหารฯจากร้านดังในตำนาน

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//นายวิศาล สิปิยารักษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายบริหารพื้นที่เช่าและผู้เช่าสัมพันธ์ และรองกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วย นางสาวจรูญรัตน์ สาลี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เดอะไนน์ ติวานนท์ จำกัด (ที่ 2 จากซ้าย) และคณะผู้บริหาร ร่วมแสดงความยินดีแก่ นายศตวรรษ หลักแหลม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายธุรกิจศูนย์อาหาร บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) (ที่ 4 จากซ้าย) ในโอกาสที่ ศูนย์อาหาร ฟู้ด เลเจ้นด์ส บาย เอ็มบีเค (Food Legends By MBK) พร้อมเปิดให้บริการเป็นวันแรก บริเวณ ชั้น 1 ศูนย์การค้า เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ เมื่อวันก่อน :Cr;มณสิการ รามจันทร์