วันอังคาร, กรกฎาคม 21, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก

Thailand Wellness & SPORTEC Thailand 2026 ยอดคนชมทะลุ 16,627 คน จับคู่ธุรกิจ 122 คู่ เงินสะพัดกว่า 500 ลบ.

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//พีเอ็มจี และสปอร์เทค บีเคเค ส่งท้ายอีเว้นท์สุขภาพกลางปีได้งดงาม กับงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo & SPORTEC Thailand 2026 จัดเวทียิ่งใหญ่ รวบรวมสินค้าและบริการด้านสุขภาพ เวลเนส สปา Longevity ความงาม เครื่องมือแพทย์ อาหารเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส กีฬา และนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตแห่งอนาคตไว้ครบครัน โดยตลอดทั้ง 3 วัน ยอดคนเดินชมงานทั้งสิ้น 16,627 คน เจรจาจับคู่ธุรกิจ 122 คู่ สร้างมูลค่ารวม 129 ล้านบาท หนุนยอดเงินสะพัดในงานทะลุกว่า 500 ล้านบาท

นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงภาพรวมการจัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 ที่ผ่านมาว่า “การจัดงานครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จสมความตั้งใจ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า , การกีฬาแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม

โดยตลอดทั้ง 3 วัน มีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 16,627 ราย ประกอบด้วย ผู้สนใจในเรื่องสุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ นักลงทุน นักธุรกิจในอุตสาหกรรมฟิตเนส สปา เทคโนโลยีการแพทย์ สุขภาพ เวลเนส ความงาม รวมทั้งโรงพยาบาล ผู้จัดจำหน่ายและค้าปลีก ที่ต้องการต่อยอดและมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีผู้เข้าชมงานที่เป็นชาวต่างชาติ รวมทั้งสิ้น 1,035 คน จาก 80 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ เมียนมาร์ สิงคโปร์ ไต้หวัน อินเดีย มาเลเซีย สหราชอาณาจักร ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน เยอรมัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฮ่องกง แคนาดา ออสเตรเลีย รัสเซีย ฝรั่งเศส อิตาลี ลาว บังกลาเทศ สวิสเซอร์แลนด์ ซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ที่มุ่งเน้นเจรจาซื้อขายธุรกิจแบบ B2B มากกว่าค้าปลีกมีคู่เจรจาธุรกิจรวมทั้งสิ้น 122 คู่ สร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายธุรกิจรวมกว่า 129 ล้านบาท สำหรับธุรกิจที่ได้รับความสนใจจาก Buyer สูงสุด ได้แก่ ศูนย์ดูแลสุขภาพองค์รวม คลินิกโรคไต เครื่องสำอางและความงาม เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ธุรกิจสปา และอาหารเพื่อสุขภาพ ธุรกิจดาวเด่นที่ได้รับความนิยมในงาน ได้แก่ META ESTHETIC ผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์เสริมความงาม LEADING REPRODUCTIVE CENTER ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ CBG Corporation ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวลเนส FIX D ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และ Fit2Fly Studio สตูดิโอออกกำลังกายและเวลเนส

กิจกรรมเวทีเสวนาและห้อง Experience Room ปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานคับคั่ง โดยหัวข้อเสวนาและกิจกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือ กินอย่างฉลาดเพื่อย้อนวัยเซลส์ โดย ผศ.ดร.นพมาศ ไม้ประเสริฐ เมนูเรียกคืนพลังหนุ่มสาว โดย ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กินอย่างไรให้ไตแข็งแรงอายุยืน โดย ผศ.ดร.นพ. พัฒนา เต็งอำนวย เวิร์กชอปนวดศีรษะด้วยตนเอง โดย Miss Nitaras Phatthasriphirom ภารกิจล่าอายุยืน โดย 120 Wellness Villa Clinic และ อยากมีลูก ต้องเริ่มจากอะไรในปี 2026 โดย Baby & Mom

ด้าน นายวิทยา แซ่เลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์เทค บีเคเค จำกัด ผู้จัดงาน SPORTEC Thailand 2026 กล่าวว่า”SPORTEC Thailand 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมกีฬาและฟิตเนสในประเทศไทย เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกีฬา ฟิตเนส และเวลเนส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจด้านกีฬาและฟิตเนสของภูมิภาค

จากกระแสตอบรับที่ได้รับ ทั้งจำนวนผู้เข้าชมงานและความต้องการพื้นที่จัดแสดงที่เพิ่มขึ้น เราจึงเตรียมขยายพื้นที่จัดงาน SPORTEC Thailand 2027 พร้อมยกระดับเนื้อหา กิจกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมกีฬาและฟิตเนสของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป”

นางสาวณรินณ์ทิพ และนายวิทยา กล่าวทิ้งท้ายว่า “จากความสำเร็จของการจัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo & SPORTEC Thailand 2026 ในครั้งนี้ และเสียงตอบรับจากผู้จัดแสดงบูธที่ต้องการเพิ่มพื้นที่จัดแสดงงาน ทางผู้จัดงานจึงวางแผนขยายพื้นที่เป็น 20,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับความต้องการในปีหน้า ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าเรื่องสุขภาพ เวลเนส และกีฬา เป็นเทรนด์ของโลกยุคใหม่ที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ทางผู้จัดงานมุ่งมั่นที่จะยกระดับงานให้ครอบคลุมทั้งสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส กีฬา และการแพทย์เชิงป้องกันไว้ในเวทีเดียวกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับสากลต่อไป”

แล้วพบกันอีกครั้งกับหมุดหมายสำคัญในอีเว้นท์ใหญ่ด้านสุขภาพ เวลเนส Longevity และกีฬา กับงาน “WALEX” Thailand Wellness & Longevity Expo and SPORTEC Thailand 2027 จัดระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2570 ณ ฮอลล์ 101-104 ไบเทค บางนา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 086-314-1482 :Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

งาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 6-9 ส.ค.นี้ พบทัพแฟรนไชส์&ธุรกิจน่าลงทุนจัดดีลพิเศษ พ่วงแฟรนไชส์รัฐช่วยจ่าย 50% เสิร์ฟครบทั้งแหล่งทุน&ทำเล

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//หมุดหมายสำคัญที่ไม่ควรพลาด !!  ชวนคุณล็อกเป้ามางาน  Franchise Expo Thailand  & Thailand  E-Commerce Selection Expo (TESE 2026) ” จัดโดย บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ สมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียน-สากล  สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  ธนาคารออมสิน   ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม  บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)  สถาบันอาหาร  สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ  สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ TOYOTA HlLUX Champ พร้อมใจขนทัพแฟรนไชส์น่าลงทุนและธุรกิจครบวงจร  ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม  เบเกอรี่  ขนมหวาน  คาเฟ่  ร้านอาหาร  สตรีทฟู้ด  ธุรกิจสะดวกซัก  ธุรกิจหยอดเหรียญ  ธุรกิจล้างรถอัตโนมัติ   เครื่องใช้สำนักงาน  อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง   การศึกษา  เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์  AI Solution   โรงงานรับจ้างผลิต  แพกเกจจิ้ง  ขนส่งโลจิสติกส์  เวลเนส&Longevity และอีกมากมาย  รวมกว่า 250 แบรนด์ บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร จัดแพ็กเกจดีลสุดพิเศษช่วงกลางปี

ช้อปให้คุ้มกับแฟรนไชส์มาตรฐานในโครงการ  “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ที่รัฐช่วยจ่ายค่าแฟรนไชส์ 50%  พร้อมแหล่งทุน การเชื่อมโยงตลาดดิจิทัล รวมทั้งพื้นที่ขายในโลตัสและแม็คโครกว่า 2,000 สาขา รวม 10,000 จุดทั่วประเทศ  แถมฟรีค่าเช่าอีก 6 เดือน   เสริมด้วย 100 ตลาดค้าขายจากสมาคมตลาดสดไทยสนับสนุนพื้นที่ขายให้ผู้ประกอบการ  (จองก่อนได้สิทธิก่อน จำกัด 10,000 สิทธิเท่านั้น !!)

ภายในงานยังรวมผู้ผลิตสินค้าจากจีนและอาเซียนโดยตรงกว่า 200 โรงงาน เปิดโอกาสให้ผู้ค้าไทยได้คัดเลือกสินค้าเพื่อค้าขายออนไลน์โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง  และโซนบริการด้านอีคอมเมิร์ซครบวงจร

อีกทั้งยังมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเอสเอ็มอี เสิร์ฟพร้อมทำเลทองครบจบในงาน  พร้อมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ  อัพเดทเทรนด์ธุรกิจและเครื่องมือการตลาดยุคใหม่กับเสวนาให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญบนเวทีอีกคับคั่งตลอดงานหากคุณวางแผนจะเริ่มต้นหรือต่อยอดธุรกิจ  รวมทั้งนักลงทุน วัยเกษียณ  ผู้ที่กำลังมองหาอาชีพสร้างรายได้  เตรียมล็อกเป้ามาเดินงานนี้  Franchise Expo Thailand & TESE 2026 จัดระหว่างวันที่ 6–9 สิงหาคม 2569 ฮอลล์ 6–8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

 >> ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ลุ้นรับกระเป๋าผ้าสุดชิค (ของมีจำนวนจำกัด)  คลิก >>   https://lnk.ink/franchiseexpo01>> ผู้สนใจออกบูธในงาน โทร. 08-6344-5358, 06-2845-9515 :Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จับมือจุฬาฯดันโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ“GREATER PROMETA L34 ” เปลี่ยนงานวิจัยสู่นวัตกรรมสุขภาพ

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 มีพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยด้านโพรไบโอติกระหว่างศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub)กับบริษัทโรงงานเภสัชกรรม เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีโพรไบโอติกเชื้อผสมจากเชื้อสายพันธุ์ประจำถิ่นของคนไทยสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้แบรนด์ “GREATER PROMETA L34 (เกร๊ทเตอร์ โพรเมทาแอล34)” ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำผลงานวิจัยไทยออกจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย ณ ห้องประชุม ชั้น 11 อาคารจามจุรีสแควร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยมี ศาสตราจารย์นายแพทย์รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.สมหญิง ธัมวาสร หัวหน้าโครงการวิจัย ภก.เชิญพร เต็งอำนวย กรรมการผู้จัดการ และคุณชนวิน เต็งอำนวย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่ม บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัดร่วมลงนามและเป็นสักขีพยาน ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีโพรไบโอติกเชื้อผสมที่ประกอบด้วย Lacticaseibacillus rhamnosus L34, Lacticaseibacillus
paracasei L45 และ Bifidobacterium bifidum NB42 ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์ประจำถิ่นของคนไทยที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนาจากผลงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และมีศักยภาพในการสนับสนุนการดูแลสุขภาพด้านเมแทบอลิซึม อาทิภาวะน้ำหนักเกิน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ไขมันในเลือดสูง และภาวะไขมันพอกตับโดยผลการศึกษาระดับก่อนคลินิกพบว่าสูตรโพรไบโอติกดังกล่าวสามารถช่วยลดการสะสมของไขมันลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดรวมถึงลดการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเมแทบอลิซึมในสัตว์ทดลอง

ภก.เชิญพร เต็งอำนวย กรรมการผู้จัดการ กลุ่ม บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมในการต่อยอดเทคโนโลยีดังกล่าวสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้แบรนด์ “GREATER PROMETA L34 (เกร๊ทเตอร์ โพรเมทาแอล34)” โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐานจากผลงานวิจัยของคนไทยเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคและเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมสุขภาพไทยในตลาดทั้งในและต่
างประเทศ อีกทั้งในโอกาสอันใกล้ที่เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จะครบรอบ 60 ปี ในปีหน้าจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่เกิดความร่วมมือนี้เพื่อการขยายอุตสาหกรรมด้านสุขภาพเพื่อคนไทยและขยายสู่ตลาดต่างประเทศส่งเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย

“ผมคิดว่าความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยใช้การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานวิจัยและต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและยกระดับระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของไทยอย่างยั่งยืน”

ศาสตราจารย์นายแพทย์รังสรรค์ กล่าวว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยีในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงโดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากนักวิจัยกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ศาสตราจารย์ ดร.สมหญิง หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า จุดเด่นของงานวิจัย คือการใช้เชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์ประจำถิ่นของคนไทยมาพัฒนาเป็นโพรไบโอติกเชื้อผสม ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และสนับสนุนสุขภาพด้านเมแทบอลิซึม การที่ผลงานวิจัยได้รับการถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรมถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ

GREATER PROMETA L34 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านขายยาทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์ www.greaterpharm.com พิเศษ! โปรโมชั่นราคาพิเศษเฉพาะทางออนไลน์
และร่วมพบกับกิจกรรมโรดโชว์แนะนำผลิตภัณฑ์พร้อมข้อเสนอสุดคุ้ม ณ โรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฝ่ายการตลาด บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด
โทร: 02-886-8190-9 เว็บไซต์: www.greaterpharma.com

:Cr;มณสิการ รามจันทร์

ททท. จับมือ ZEERK เปิดตัวแคมเปญ “Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way” ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วยยานยนต์ไฟฟ้า

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างภาครัฐและ ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี
เพื่อนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวไทยรูปแบบใหม่ที่สอดรับยุทธศาสตร์ “Value Over Volume” ของ ททท. และยกระดับมาตรฐานการเดินทางท่องเที่ยวโดยยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่ตลาดในประเทศ

อเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ZEEKR Thailand กล่าวว่า ZEEKR ได้ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจในไทยในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป โดยจะก้าวข้ามจากแบรนด์รถไฟฟ้าพรีเมียม สู่การเป็น Premium Lifestyle Brand ที่เชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การเดินทางเข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างภาครัฐกับ ZEEKR

นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ (Brand Trust) ได้อย่างชัดเจนแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่า ZEEKR ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ด้วยสมรรถนะชั้นสูงควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัย อีกทั้งยังเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง สามารถตอบสนองต่อทุกความต้องการเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่จะสะท้อนตัวตนได้ เพราะ ZEEKR เชื่อมั่นว่าทุกการเดินทางควรเป็นประสบการณ์ที่พิเศษไม่แพ้จุดหมายปลายทาง

“ผมคิดว่าความร่วมมือกับ ททท. ในการนำเสนอแคมเปญนี้ เป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย และเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่น่าสนใจด้วยยานยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นจาก ZEEKR” กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ZEEKR Thailand กล่าว

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ปี 2569 ททท. มุ่งมั่นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตผ่านนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ “Value over Volume” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าและประสบการณ์ที่มีความหมาย ควบคู่กับการสร้างความสมดุล ความเข้มแข็ง และความยั่งยืนให้กับระบบการท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั้งภายในประเทศและจากทั่วโลก

นอกจากนี้ ททท. ยังส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นการเดินทางท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ ที่ตอบโจทย์ด้านการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยังลดภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยความร่วมมือกับ ZEEKR ครั้งนี้ ททท. จะทำหน้าที่คัดสรรเส้นทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะสถานที่ “Hidden Destination” ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตท้องถิ่น ขณะที่ ZEEKR จะสนับสนุนการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าตลอดเส้นทาง ภายใต้แนวคิด “ZEEKR คือ Puzzle Piece ของการเดินทางแบบ Premium Experience” โดย ททท. และ ZEEKR จะร่วมผลิตซีรีส์คอนเทนต์ “Travel the ZEEKR Way” ที่นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่

•Northern Escape: การค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติทางภาคเหนือ ทั้งภูสูงและสายน้ำที่โอบล้อมรอบกาย ช่วยเยียวยาจิตใจพร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ สัมผัสความหมายที่ลึกซึ้งของวัฒนธรรมล้านนาผ่านสถาปัตยกรรมและงานหัตถกรรม ที่จะสร้างความทรงจำสุดประทับใจไม่รู้ลืม

•Isaan Stories: สัมผัสเอกลักษณ์ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา สร้างพลังเชิงบวกไปพร้อมกับเรื่องราวการใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งอดทน ผ่านการบอกเล่าจากวิถีชีวิต ดนตรี อาหารและสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นแดนอิสาน

•Southern Serenity: กางมือออกกว้างๆ แล้วหายใจให้เต็มปอด สูดกลิ่นอายแห่งท้องทะเล และชื่นชมความงดงามตระการตาของหมู่เกาะทะเลใต้ ให้เสียงคลื่นและผืนน้ำช่วยฮีลร่างกายและจิตใจไปพร้อมกับการเดินทางที่จะเติมเต็มทุกประสบการณ์ชีวิต

•Urban Retreat: ค้นพบมุมมองใหม่ที่ไม่เคยเจอ จากการเดินทางง่ายใช้เวลาเพียงสั้นๆ ครบจบทั้งการเช็คอินจุดถ่ายรูปมุมลับที่โลกยังไม่รู้ สนุกสนานไปกับประสบการณ์ใหม่จากเมืองที่ผสานอดีตกับวัฒนธรรมร่วมสมัยได้อย่างลงตัวของกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง

ซึ่งการนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวในครั้งนี้ จะถ่ายทอดผ่านยานยนต์ไฟฟ้า ZEEKR ซึ่งสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์การเดินทางท่องเที่ยวที่ลงตัวไปกับทุกเส้นทางอย่างเหนือระดับ พร้อมเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อของ ททท. ทั้งอนุสาร อสท. และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ผสานกับความแข็งแกร่งจากการนำ KOLs ผู้มีอิทธิพลทางความคิด ทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ The Zecret Revealer, The Zecret Insider และ The Zecret Visualizer มาร่วมสร้างคอนเทนต์ เพื่อขยายการรับรู้ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวของ ททท.ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพระดับภูมิภาค ผสานเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเข้ากับคุณค่าทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของไทย ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและประสบการณ์เชิงคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ

แคมเปญ Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way จะดำเนินไปเป็นระยะเวลา 7 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 – กุมภาพันธ์ 2570 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งปี 2569 นี้ ททท. ตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน 202.42 ล้านคน รายได้ 1.07 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ ZEEKR ในฐานะแบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนตลาดท่องเที่ยวในประเทศอย่างยั่งยืน:Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

ติดตามข่าวสาร และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของ ZEEKR ได้ที่
Website: https://www.zeekrlife.com/th-th/
Facebook: https://www.facebook.com/ZEEKRTHA/

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยเปิดร้าน! AMIT Cafe ต้นแบบคาเฟ่แห่งโอกาส สร้างอาชีพ สร้างคุณค่า สร้างสังคม

0

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยเปิดร้าน! AMIT Cafe ต้นแบบคาเฟ่แห่งโอกาส สร้างอาชีพ สร้างคุณค่า สร้างสังคม

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับ สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมสุขภาพจิต กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม เปิด AMIT Cafe อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นต้นแบบของการสร้างโอกาสด้านอาชีพ การพัฒนาศักยภาพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและคนพิการ ภายใต้แนวคิด “ทุกแก้วแห่งโอกาส…สร้างคุณค่าให้ทุกชีวิต”

พิธีเปิดจัดขึ้น ณ สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยได้รับเกียรติจาก รศ.น.สพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, นางภิญญา จำรูญศาสน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, ผู้แทนกรมสุขภาพจิต, นางกิจติยา ใสสอาด พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครปฐม และ นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ร่วมประกอบพิธีเปิดและตัดริบบิ้นเปิดร้านอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางผู้บริหาร ภาคีเครือข่าย สื่อมวลชน และผู้ร่วมงานจำนวนมาก

รศ.น.สพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ กล่าวว่า การจัดตั้ง AMIT Cafe เป็นความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน ทั้งมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษา ที่จะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและคนพิการ ผ่านการสร้างความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และการยอมรับความแตกต่าง อันเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีคุณภาพ

ด้าน นางภิญญา จำรูญศาสน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า การมีพื้นที่ต้นแบบเช่น AMIT Cafe สะท้อนถึงความร่วมมือในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนพิการให้สามารถพึ่งพาตนเอง มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางสังคม

ขณะที่ นางสาวพนาวัลย์ จ้างประเสริฐ
ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 5
ผู้แทนกรมสุขภาพจิตผู้แทนกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การมีงานทำถือเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญของการฟื้นฟูผู้มีปัญหาสุขภาพจิต เพราะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เปิดโอกาสให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้อย่างปกติ พร้อมทั้งช่วยลดอคติและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของสังคมต่อผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

ด้าน นางกิจติยา ใสสอาด พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครปฐม กล่าวว่า การสนับสนุนผ่านกลไกกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นการสร้างโอกาสให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านอาชีพ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนแก่ผู้รับประโยชน์และสังคมโดยรวม

ส่วน นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ผู้มีความบกพร่องทางจิตได้รับโอกาสในการทำงาน มีรายได้ และสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ โดย AMIT Cafe จะเป็นต้นแบบของพื้นที่แห่งโอกาส ที่แสดงให้เห็นว่าหากสังคมเปิดใจและให้โอกาส ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองและเป็นกำลังสำคัญของสังคมได้

ภายหลังพิธีเปิด คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมร้าน พบปะผู้ปฏิบัติงาน พร้อมร่วมชิมกาแฟและผลิตภัณฑ์ของร้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการนำแนวคิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการมีงานทำมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

AMIT Cafe จึงไม่ใช่เพียงร้านกาแฟ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การฝึกอาชีพ การสร้างความมั่นใจ และการสร้างโอกาสให้ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและคนพิการได้กลับมายืนหยัดในสังคมอย่างภาคภูมิใจ ภายใต้ความร่วมมือของสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนสังคมแห่งการยอมรับ ลดอคติ และสร้างความเข้าใจว่า “การให้โอกาส คือการสร้างคุณค่าให้ทุกชีวิต”

การดำเนินงานครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน และขยายผลต้นแบบ AMIT Cafe ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศในอนาคต.//

สวัสดีเช้าวันใหม่วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178338269375244493

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178329536672113897

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สศก. เร่งวางแผนโลจิสติกส์เกษตร ปี 2571–2575 รับมือ Climate Change หนุน Green Logistics ยกระดับสินค้าเกษตรไทย

0

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ตลาด ตั้งแต่การรวบรวม ขนส่ง แปรรูป กระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งออก หากมีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุน รักษาคุณภาพผลผลิต เพิ่มโอกาสทางการตลาด และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Shock รวมถึงผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายพีรพันธ์ กล่าวว่า ความท้าทายของโลจิสติกส์เกษตรในระยะต่อไป ไม่ได้อยู่เพียงการขนส่งสินค้าให้ถึงตลาด แต่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงโรงงานแปรรูป เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อาจทำให้ปัจจัยการผลิตมีข้อจำกัด ต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงกระทบต่อทั้งปริมาณและ คุณภาพสินค้าเกษตร เช่น การสะสมแป้งในมันสำปะหลัง และค่าความหวานของอ้อย ดังนั้น การพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรจึงต้องมองทั้งระบบ ไม่พึ่งพาแหล่งอุปทานหรือตลาดเพียงแหล่งเดียว เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

เนื่องจาก แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2566 – 2570 กำลังจะสิ้นสุดลง สศก. โดยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร จึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เพื่อประกอบการจัดทำ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2571 – 2575 ให้ต่อเนื่องและสอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และภาคเกษตรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สศก. จึงกำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความเห็น หรือ Focus Group รวม 4 ครั้ง โดยขณะนี้ดำเนินการแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 และล่าสุด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแคนทารี โคราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อรับฟังปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านการเกษตร การค้า และการขนส่ง เชื่อมโยงตลาดในประเทศ จังหวัดชายแดนภาคอีสาน สปป.ลาว และจีน

สำหรับการดำเนินงานภายใต้ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2566 – 2570 ที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการโลจิสติกส์การเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนโลจิสติกส์การเกษตร มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาด และลดต้นทุนให้กับภาคเกษตร

ขณะที่ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2571 – 2575 จะต่อยอดการดำเนินงานให้ทันต่อบริบทใหม่ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเกษตร ยกระดับคลังสินค้าและห้องเย็นเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิต ส่งเสริมการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ หรือ Multimodal Transportation พัฒนาบุคลากรและระบบให้รองรับเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และ Smart Logistics รวมถึงขับเคลื่อน Green Logistics เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กรอบการระดมความคิดเห็นเพื่อประกอบการจัดทำแผนฯ ฉบับใหม่ ครอบคลุม 5 ประเด็นการพัฒนาหลัก ได้แก่ 1) การสร้างความเข้มแข็ง ให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ 2) การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์เกษตร 3) การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ 4) การจัดทำฐานข้อมูลโลจิสติกส์เกษตรของประเทศ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ได้จริง และ 5) การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์เกษตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์พื้นที่

“สิ่งสำคัญคือ ภาคเกษตรต้องปรับวิธีคิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วขึ้น การพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรจึงต้องมองตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต รวบรวม ขนส่ง แปรรูป และกระจายสินค้า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย” นายพีรพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ สศก. จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 4 ณ จังหวัดชุมพร ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้ครบตามเป้าหมาย จากนั้นจะรวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานจริงในแต่ละพื้นที่ เพื่อทบทวนและปรับปรุงร่าง แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2571 – 2575 ให้มีความสมบูรณ์ ครอบคลุมปัญหาและความต้องการของพื้นที่ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดย สศก. จะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

สวัสดีเช้าวันใหม่วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178286458357608603

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)