วันเสาร์, สิงหาคม 15, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก

รัฐสภา ศึกษาดูงานสวนเบญจกิติ ถอดบทเรียนกรุงเทพมหานคร มุ่งปักธงขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ปี 2032

0

รัฐสภา ศึกษาดูงานสวนเบญจกิติ ถอดบทเรียนกรุงเทพมหานคร มุ่งปักธงขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ปี 2032

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมกับคณะทำงานเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านฯ จัดโครงการศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 1 ณ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วย นายสาธิต วงศ์อนันต์นนท์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ และ นางรักชนก เกสรทอง ผู้อำนวยการสำนักการพิมพ์ นำคณะบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมศึกษาดูงาน โดยมี นางสาวฤดีกร ทับทิมทอง ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์พื้นที่สีเขียว สำนักงานบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ

การศึกษาดูงานในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญจากสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร มาถ่ายทอดความรู้เชิงลึกใน 4 ประเด็นหลัก เพื่อเป็นแนวทางในการปรับใช้ภายในองค์กร ประกอบด้วย:
1. นโยบายสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนและการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFO): ถอดบทเรียนกรุงเทพมหานครในการขับเคลื่อน BMA Net Zero
2. การสื่อสารและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียว ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรด้วยแนวคิด “สื่อสารชัดเจน ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร และเปิดโอกาสร่วมคิดร่วมทำ”
3. การจัดการขยะและของเสียอย่างครบวงจร: การลดขยะต้นทางผ่านแนวคิด Bangkok Reduce – Bangkok Reuse การคัดแยกขยะเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาศูนย์จัดการขยะรีไซเคิล (MRF) และการนำแปรรูปเศษกิ่งไม้-ใบไม้เป็น Biochar เพื่อช่วยดูดซับคาร์บอน
4. การบริหารพื้นที่สีเขียวและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sink): การบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ และนวัตกรรมการสร้างสวนสาธารณะเชิงนิเวศน์ ณ สวนเบญจกิติ เพื่อเป็นปอดของเมืองและแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก

จากนั้น คณะผู้เข้าศึกษาดูงานได้ลงพื้นที่จริงภายในสวนเบญจกิติเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและการจัดการระบบนิเวศเมือง พร้อมทั้งเข้าชม Bangkok City Model นิทรรศการแบบจำลองเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งแสดงภาพรวมการพัฒนามิติเมืองน่าอยู่และการจัดการความร้อน-มลพิษในอนาคต

สำหรับช่วงบ่าย ได้มีการจัดกิจกรรมสรุปองค์ความรู้ ณ ห้องรับสารนิเทศ ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถอดบทเรียน สิ่งที่เห็น – สิ่งที่เป็น – สิ่งที่จะนำมาใช้ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายรัฐสภาสีเขียวต่อไป

สศก. เปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” รู้ล่วงหน้า ข้อมูลไหนออกเมื่อไหร่ ใช้งานง่ายในที่เดียว

0

นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการ สศก. ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร ให้เข้าถึงง่าย ทันเวลา โปร่งใส และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สศก. จึงได้พัฒนาและปรับปรุงการให้บริการข้อมูลบนเว็บไซต์หลัก พร้อมเปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถรับทราบล่วงหน้าว่า ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรที่ต้องการจะเผยแพร่เมื่อใด และเข้าถึงได้จากช่องทางใด ทำให้ไม่พลาดการติดตามข้อมูลสำคัญด้านเศรษฐกิจการเกษตร

 

ปัจจุบัน ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการผลิต การตลาด และการค้าระหว่างประเทศ การมีปฏิทินเผยแพร่ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าถึงง่าย จะช่วยให้เกษตรกร ใช้ข้อมูลราคา ผลผลิต สถานการณ์ตลาด ประกอบการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตร ขณะที่ ผู้ประกอบการ สามารถประเมินแนวโน้มวัตถุดิบ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน ส่วน นักวิเคราะห์ นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป จะมีแหล่งข้อมูลกลางสำหรับติดตามสถานการณ์ภาคเกษตร และ ผู้บริหาร กษ. หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการกำหนดมาตรการและขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ ปฏิทินดังกล่าว นำเสนอในรูปแบบตารางที่ใช้งานง่าย โดยแสดงข้อมูลสำคัญ ได้แก่ รายการ/สินค้า ความถี่ในการเผยแพร่ ช่วงเวลาเผยแพร่ และผู้ประสานงาน/ช่องทางติดต่อ พร้อมจัดหมวดหมู่ข้อมูลให้เห็นภาพรวมอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 10 หมวดหลัก ได้แก่ ผลพยากรณ์ ข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตร ราคาสินค้าเกษตร สถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ ดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร การนำเข้า–ส่งออก ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปัจจัยการผลิต ภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร และการคำนวณต้นทุน

รายละเอียดที่แสดงในปฏิทินดังกล่าว ทั้งประเภทข้อมูล ความถี่และช่วงเวลาการเผยแพร่ ผู้ประสานงาน และช่องทางเข้าถึงข้อมูล ถือเป็น Metadata หรือข้อมูลอธิบายชุดข้อมูล ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจลักษณะของข้อมูล และพิจารณาได้ว่าข้อมูลใดเหมาะกับความต้องการ ควรติดตามเมื่อใด และนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร ขณะเดียวกัน การรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบในลักษณะ Data Catalog หรือบัญชีข้อมูล ยังช่วยให้ค้นหาและเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการได้สะดวก ลดเวลาและความซ้ำซ้อนในการค้นหา รวมถึงสามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้ตรงจุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Data Governance หรือธรรมาภิบาลข้อมูล ที่ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐเป็นระบบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้ข้อมูลมากยิ่งขึ้น

ปฏิทินดังกล่าวมีจุดเด่นที่การแสดงรอบการเผยแพร่ข้อมูลอย่างชัดเจน ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส และรายปี ผู้ใช้งานสามารถเลือกติดตามข้อมูลที่ตรงกับความต้องการได้สะดวก รวดเร็ว และนำไปใช้วางแผนล่วงหน้าได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมี ตารางทดลองคำนวณต้นทุน เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถประมาณการต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรของตนเองได้บนเว็บไซต์

ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรไม่เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของ สศก. ในฐานะ องค์กรนำในการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ ที่มุ่งยกระดับการให้บริการข้อมูลภาครัฐให้มีมาตรฐาน โปร่งใส เข้าถึงง่าย และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมแสดงรายชื่อผู้ประสานงานแยกตามหมวดหมู่ข้อมูลและช่องทางติดต่อ เพื่อให้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยตรง

รวมทั้งมีการประเมินความพึงพอใจบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานร่วมแสดงความคิดเห็น และให้ สศก. นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สศก. ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าใช้งาน “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” ผ่านเว็บไซต์ www.oae.go.th โดยคลิกเลือกเมนู “ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” ซึ่งภายในหน้าดังกล่าว ได้รวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ หรือเข้าใช้งานปฏิทินฯ ได้โดยตรงที่ https://oae.go.th/home/Agricultural-calendar

“สศก. มุ่งเน้นการพัฒนาข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรให้เป็นข้อมูลที่เข้าถึงง่าย ใช้ได้จริง ทันเวลา และเผยแพร่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ประชาชน ผู้บริหาร และภาคีเครือข่าย สามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการยกระดับบริการข้อมูลภาครัฐ และสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง” นายชนวัฒน์ กล่าว

พาณิชย์ มอบตรา “Thai SELECT 2026” ให้ 182 ร้านทั่วไทย ชู “The Power of Thai Taste, The Value of Trust”ยกระดับ Soft Power สู่ความเชื่อมั่น กระตุ้นการท่องเที่ยว-สร้างรายได้สู่ชุมชน

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 (Thai SELECT Award 2026) ให้แก่ร้านอาหารไทยคุณภาพที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากทั่วประเทศ จำนวน 182 ร้าน ภายใต้แนวคิด “The Power of Thai Taste, The Value of Trust” หรือ “พลังแห่งรสชาติไทย คุณค่าแห่งความเชื่อมั่น ปลุกพลังเศรษฐกิจ” เชิดชูผู้ประกอบการที่รักษาคุณภาพ มาตรฐาน รสชาติ และอัตลักษณ์อาหารไทย พร้อมเชื่อมโยงคุณค่าตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้บริโภคและภาคการท่องเที่ยว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 หรือ Thai SELECT Award 2026 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ว่า ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยในปี 2567 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 674,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.61 ของ GDP ประเทศไทย ขณะที่ปี 2568 มีผู้ประกอบการร้านอาหารรวมกว่า 393,000 ราย เกิดการจ้างงานกว่า 1.28 ล้านคน เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีจำนวนคงอยู่ 33,136 ราย มีมูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 174,430 ล้านบาท และสร้างรายได้รวม 305,487 ล้านบาท สะท้อนบทบาทสำคัญของธุรกิจร้านอาหารต่อระบบเศรษฐกิจไทย และการกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ และแรงงานในทุกภูมิภาค

นางศุภจี กล่าวว่า อาหารไทยเป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่าที่ประเทศไทยมอบไว้ให้กับโลกใบนี้ อาหารไทยเราเป็นที่รู้จักแล้วก็เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก แต่การที่จะทำให้อาหารไทยนั้นยังคงรักษาคุณภาพ มาตรฐาน และเสน่ห์ของอาหารไทย ซึ่งมีเรื่องราวมากมายในการปรุงอาหารในแต่ละจานนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพวกท่านในการที่จะยังยึดมั่นในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐาน รสชาติ และรวมไปถึงการให้บริการ

สำหรับการจัดงาน Thai SELECT Award 2026 ในปีนี้ มีร้านอาหารจากทั่วประเทศสนใจสมัครเข้าร่วมการคัดเลือกและต่ออายุตราสัญลักษณ์กว่า 500 ร้าน ก่อนผ่านการประเมินอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และมีร้านที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานได้รับตราสัญลักษณ์จำนวน 182 ร้าน แบ่งเป็น Thai SELECT 3 ดาว จำนวน 2 ร้าน Thai SELECT 2 ดาว จำนวน 23 ร้าน และ Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 157 ร้าน ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวมทั้งสิ้น 517 ร้าน ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด โดยมีรายชื่ออยู่ใน Thai SELECT Guide 2026 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวค้นหาร้านอาหารไทยคุณภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น

นางศุภจีกล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบและอัตลักษณ์ไทย รวมถึงการกระจายโอกาสไปสู่ชุมชน โดยจะเดินหน้ายกระดับร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าตลอดห่วงโซ่อาหาร และต่อยอด Soft Power ไปสู่ Trust Power หรือ “พลังแห่งความเชื่อมั่น” เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

“ในประเทศไทยเนี่ย 500 กว่าแห่ง แต่ทั่วโลกเราก็มีมากด้วยเช่นกัน ดิฉันก็อยากจะเห็นพัฒนาการที่ทำให้ท่านต่อยอดธุรกิจของท่านต่อเนื่องไปอีก ในมุมของกระทรวงพาณิชย์ เราจะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาศักยภาพใหม่ ๆ โปรแกรมใหม่ ๆ ช่วยโปรโมต ช่วยโฆษณาร้านอาหารของท่านให้เป็นที่รู้จักได้มากขึ้น” นางศุภจีกล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะเดินหน้าขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ร้านอาหาร Thai SELECT ผ่านกลยุทธ์ดิจิทัลและการตลาดเชิงรุก ทั้งการดึงศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศมาช่วยสร้างกระแส การส่งเสริมการผลิตคอนเทนต์และสื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อเชื่อมโยงการรับรู้ไปสู่การใช้บริการจริง ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรและอีเวนต์ระดับสากล เชื่อมโยงร้านอาหารไทยเข้ากับการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

“ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว 2 ดาว หรือ 3 ดาว ท่านคือตัวแทนของประเทศไทยในการที่จะรังสรรค์และยังคงให้ความสำคัญกับรสชาติอาหารไทย ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ท่านตั้งใจ และเป็นกำลังหลักสำคัญในการเชิดชูอาหารไทยของเราให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ ให้ทุกคนได้รับรู้ว่าอาหารไทยไม่แพ้ใครในโลก” นางศุภจีกล่าว

ทั้งนี้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถค้นหาร้านอาหาร Thai SELECT ทั่วประเทศ พร้อมรับสิทธิประโยชน์และติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: Thai SELECT Thailand และ Line Official Account: @thaiselect ส่วนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยหรือผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 0 2547 5954 อีเมล thaiselectdbd@gmail.com เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.thhttp://www.dbd.go.th และ Call Center 1570:Cr;มณสิการ รามจันทร์

 

สศก. ยกระดับ 1,010 ศกอ. เชื่อมข้อมูลพื้นที่สู่การวางแผนเกษตร ชูทักษะดิจิทัล วิเคราะห์สถานการณ์ ถ่ายทอดความรู้

0

นายครองศักดิ์ สงรักษา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจการเกษตรอาสา หรือ ศกอ. เป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง สศก. กับเกษตรกรในระดับพื้นที่ ทั้งการติดตาม จัดเก็บ และรายงานข้อมูลสถานการณ์การผลิตและราคาสินค้าเกษตร ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรแก่เกษตรกรและชุมชน ข้อมูลที่ ศกอ. สนับสนุนจึงเป็นส่วนสำคัญในการสะท้อนสถานการณ์จริงจากพื้นที่ เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดมาตรการด้านการเกษตรได้อย่างเหมาะสม

ที่ผ่านมา สศก. ได้พัฒนาศักยภาพ ศกอ. อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความรู้ทางเศรษฐกิจการเกษตร การจัดเก็บและรายงานข้อมูล การใช้ระบบดิจิทัล และการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กำหนดพัฒนา ศกอ. จำนวน 1,010 รายทั่วประเทศ ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ครอบคลุม 4 ภูมิภาค โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 ร่วมดำเนินการในพื้นที่รับผิดชอบ

จุดเด่นของการอบรมในปีนี้ คือ การพัฒนาหลักสูตรจากผลประเมินและความต้องการจริงของ ศกอ. โดยผลการประเมิน SMART ศกอ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ใน 5 ด้าน ได้แก่ สมรรถภาพการทำงาน ความรอบรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตร จิตอาสาและความเป็นผู้นำ ความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก อย่างไรก็ตาม ศกอ. ยังต้องการพัฒนาทักษะด้านการใช้แอปพลิเคชัน การจัดเก็บและรายงานข้อมูลสถานการณ์การผลิตและราคา รวมถึงความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรและการถ่ายทอดองค์ความรู้

สศก. จึงกำหนดเนื้อหาการอบรมให้ครอบคลุมทั้ง หลักสูตรกลางและหลักสูตรเฉพาะพื้นที่ อาทิ มาตรการและนโยบายด้านการเกษตร สถานการณ์และแนวโน้มสินค้าเกษตร การใช้แพลตฟอร์ม Big Data ระดับจังหวัด การรายงานราคาสินค้าเกษตรผ่านแอปพลิเคชัน ราคา Farm Plus การรายงานสถานการณ์การผลิต การสำรวจปริมาณและต้นทุนการผลิต พร้อมการฝึกปฏิบัติและแลกเปลี่ยนปัญหาอุปสรรคจากการทำงานจริง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 ร่วมพิจารณาคัดเลือกองค์ความรู้และรูปแบบการฝึกอบรมให้เหมาะสมกับความต้องการของ ศกอ. สภาพปัญหาการปฏิบัติงาน รวมถึงสินค้าและพืชเศรษฐกิจสำคัญของแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมศึกษาดูงานตามความสนใจและความจำเป็นของ ศกอ. โดยคัดเลือกแหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทและสินค้าเกษตรสำคัญของพื้นที่ เพื่อให้ ศกอ. ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ขณะเดียวกัน ยังเป็นโอกาสให้สมาชิกได้ทำความรู้จัก สร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาการทำงานในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 จะพิจารณาคัดเลือกองค์ความรู้และรูปแบบการฝึกอบรมให้เหมาะสมกับ ความต้องการและทักษะที่จำเป็นของ ศกอ. สภาพปัญหาการปฏิบัติงาน ตลอดจนสินค้าและพืชเศรษฐกิจสำคัญของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การอบรมไม่เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมดทั่วประเทศ แต่สามารถปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละภูมิภาค และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

“การพัฒนา ศกอ. ในปีนี้ ไม่ได้มุ่งเพียงให้สามารถใช้แอปพลิเคชันหรือรายงานข้อมูลได้เท่านั้น แต่ต้องเข้าใจความหมายของข้อมูล มองเห็นสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดในพื้นที่ และสามารถถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องแก่เกษตรกรได้ เมื่อ ศกอ. มีความรู้และทักษะที่เข้มแข็ง ข้อมูลจากพื้นที่ก็จะมีคุณภาพมากขึ้น และสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการด้านการเกษตรให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายครองศักดิ์ กล่าว

สศก. ตั้งเป้าให้ ศกอ. ทั้ง 1,010 ราย ได้รับการพัฒนาศักยภาพ และไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ผ่านเกณฑ์การประเมิน SMART ศกอ. เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรในระดับพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการวางแผนการผลิตและบริหารความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์สำหรับใช้ขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรต่อไป

สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ผนึกกำลัง 10 องค์กรสื่อ มอบโล่เกียรติคุณ “คนดีของแผ่นดิน ครั้งที่ 3” เชิดชู 86 บุคคลและองค์กรต้นแบบแห่งปี 2569

0

สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ผนึกกำลัง 10 องค์กรสื่อ มอบโล่เกียรติคุณ “คนดีของแผ่นดิน ครั้งที่ 3” เชิดชู 86 บุคคลและองค์กรต้นแบบแห่งปี 2569

สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ร่วมกับ 10 องค์กรสื่อมวลชน จัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี คนดีของแผ่นดิน ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569” เพื่อยกย่องเชิดชูบุคคลและองค์กรที่อุทิศตนทำความดี สร้างคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม “แผ่นดินเดียวกัน”

พิธีจัดขึ้นในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องบุณยะธิดา 6 สโมสรตำรวจ โดยได้รับเกียรติจาก หม่อมราชวงศ์จิราคม กิติยากร เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับการคัดเลือก พร้อมกล่าวโอวาทและแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล ภายในงานมีคณะกรรมการสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ผู้ทรงคุณวุฒิ แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง

นอกจากนี้ ภายในพิธียังมีการมอบ ของที่ระลึกแก่แขกผู้มีเกียรติ เพื่อแสดงความขอบคุณและเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือในการสนับสนุนภารกิจของสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม โดยมี นายอภิรัฐ กุนกันไชย นายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ,นายปัญธิพงศ์ ศิริโชคธนากูล อุปนายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม, นายวุฒิ ฤทธิ์เมฆพร เลขานุการสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม และนายโกสินธ์ จินาอ่อน กรรมการสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ เป็นผู้มอบของที่ระลึกแก่แขกผู้มีเกียรติ

ประกอบด้วย อ.เอรดา พชรวจีตรเมธี ที่ปรึกษานายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม คุณสัญชัย จันทร์ผ่อง ผู้ตรวจการอัยการ ดร.นพดล เพิ่มพิทยา คณะกรรมการโนตารีแห่งสภาทนายความแห่งประเทศไทย (ในพระบรมราชูปถัมภ์) คุณณพล บริบูรณ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา คุณวีระพล สกุลรัตน์ ที่ปรึกษานายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม คุณนาวิน ที่ปรึกษานายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม คุณพิสัญจ์ อุดมอัครโรจน์ ที่ปรึกษานายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม คุณฐากูร คงมิ่ง ที่ปรึกษานายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม และคุณภูษิชย์ บุญเส็ง ที่ปรึกษานายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าประทับใจ
สำหรับการพิจารณาบุคคลและองค์กรที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณ “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี คนดีของแผ่นดิน” ประจำปี 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 86 ราย อาทิ นายบุญยัง ไพรวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพานทองหนองกะขะ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี นายสำเริง สว่างจิตต์ นายพงษ์พันธ์ แพทย์กูล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพานทองหนองกะขะ นางสาวณัฐฐารินทร์ เกษมสารพิพัฒน์
รวมถึง MR. DENG YUE HSU หรือ “เติง-เย้ ฉี” ประธานกรรมการบริษัท เอ็มเอ็มดี จ๊อบ เซอร์วิส จำกัด และอดีตนายกสมาคมนักธุรกิจไต้หวันชลบุรี และนายธนวัฒน์ สันตินรนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอดับบลิวอาร์เอ็ม จำกัด นายวิเชษฐ์ เกตุแก้ว คณะทำงานพื้นที่และชุมชน เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก คุณพิชิต บัวสุวรรณ ผู้สื่อข่าว๔ เหล่าทัพ จังหวัดสมุทรสาครเป็นต้น
นายอภิรัฐ กุนกันไชย นายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม และประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบุคคล รวมถึงองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ที่ดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคม ผ่านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

จากภารกิจดังกล่าว คณะกรรมการสมาคมฯ จึงมีมติจัดโครงการ “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี คนดีของแผ่นดิน ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรที่สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ประชาชน ตลอดจนเผยแพร่เรื่องราวแห่งความดีสู่สาธารณชน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการทำความดีอย่างต่อเนื่อง และร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็งด้วยพลังแห่งความดี

สำหรับการพิจารณาคัดเลือกผู้ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณในปีนี้ ดำเนินการโดยสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ร่วมกับองค์กรสื่อพันธมิตร ได้แก่ สำนักข่าว Today News, สำนักข่าวทั่วไทยนิวส์, สำนักข่าวอีแฉ, หนังสือพิมพ์สยามโฟกัสไทม์, หนังสือพิมพ์ข่าวกระทรวง, หนังสือพิมพ์ 4 เหล่าทัพ, ผู้ผลิตรายการ “เปิดฟ้า” ทาง ททบ.5, ผู้ผลิตรายการ “ตามรอยบุญ” ทาง ททบ.5 และสำนักข่าวเสียงมวลชน

การคัดเลือกยึดหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1. เป็นผู้มีความคิดและการกระทำที่สร้างสรรค์
2. เป็นผู้มีหลักธรรมาภิบาล
3. เป็นผู้ประกอบคุณงามความดีเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องและเป็นที่ประจักษ์

ผลการพิจารณาในปี 2569 มีบุคคลและองค์กรที่ได้รับการคัดเลือกให้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี คนดีของแผ่นดิน” รวมทั้งสิ้น 86 ราย ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการยกย่องผู้ทำความดีและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการส่งต่อคุณค่าที่ดีงามในสังคมไทย

ในโอกาสนี้ สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม และคณะกรรมการจัดงาน ขอขอบพระคุณผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานทุกภาคส่วน ที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ องค์กรสื่อมวลชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมส่งเสริมและเผยแพร่เรื่องราวแห่งความดีสู่สาธารณชน

พร้อมกันนี้ สมาคมฯ ขอเชิญชวนประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนโครงการ “แผ่นดินเดียวกัน” ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและสร้างประโยชน์แก่สังคม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ โครงการต้านภัยหนาว ทุนการศึกษา กิจกรรมน้ำใจไทยเพื่อผู้พิการ ผู้ยากไร้ และผู้ประสบภัย เพื่อนำเงินสนับสนุนไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินงานของสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม

ทั้งนี้ สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมมุ่งหวังให้โครงการ “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี คนดีของแผ่นดิน” เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการยกย่องผู้ทำความดี พร้อมส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ให้เกิดเป็นพลังบวกในสังคม และร่วมสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งด้วย ความร่วมมือ ความเสียสละ และพลังแห่งการทำความดี เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน//

สวัสดีเช้าวันใหม่วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว

0

https://linevoom.line.me/post/1178614855868419708

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

 

สศก. ดันโมเดล ASP จับคู่บริการเครื่องจักรกลเกษตรช่วยเกษตรกร รับมือแรงงานสูงวัย

0

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรับมือกับข้อจำกัดด้านแรงงานภาคเกษตรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ เครื่องจักรกลทางการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนา ผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Provider: ASP) ซึ่งเป็นโมเดลที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงบริการเครื่องจักรกลได้สะดวก ทันต่อฤดูกาลผลิต ลดภาระการลงทุนซื้อเครื่องจักรเอง และช่วยให้ผู้มีเครื่องจักรกลสามารถสร้างรายได้เสริมจากการให้บริการในพื้นที่

ประโยชน์สำคัญของ ASP คือ การทำให้เครื่องจักรกลทางการเกษตรถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและทั่วถึงมากขึ้น โดยเกษตรกรรายย่อยสามารถเลือกใช้บริการเครื่องจักรกลตามความจำเป็นของแต่ละกิจกรรมการผลิต ตั้งแต่การเตรียมดิน ปลูก ดูแลรักษา พ่นสารด้วยโดรน เก็บเกี่ยว ไปจนถึงขนส่งผลผลิต ช่วยลดการพึ่งพาแรงงานคน ลดระยะเวลาการทำงาน ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และเพิ่มความแม่นยำในการใช้ปัจจัยการผลิต ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการ ASP ยังมีโอกาสใช้เครื่องจักรที่มีอยู่ให้เกิดรายได้ต่อเนื่อง เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชน และช่วยให้บริการเครื่องจักรกลกระจายถึงเกษตรกรในพื้นที่ได้มากขึ้น

ปัจจุบันภาคเกษตรไทยเผชิญข้อจำกัดด้านแรงงานอย่างชัดเจน โดยอายุเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 59.44 ปี ในปี 2565 ขณะที่สัดส่วนแรงงานเกษตรอายุมากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2546 เป็น 22% ในปี 2561 สวนทางกับแรงงานเกษตรวัย 15–40 ปี ที่ลดลงจาก 48% เหลือ 28% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนความจำเป็นในการนำเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เหมาะสมกับบริบทของภาคเกษตรไทย

สศก. จึงสนับสนุนแนวทาง Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปันในภาคเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร หรือผู้ประกอบการที่มีเครื่องจักรกล สามารถพัฒนาเป็น ASP เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรรายอื่นที่ยังไม่มีเครื่องจักรกลเป็นของตนเอง ช่วยให้เกิดการใช้เครื่องจักรกลร่วมกันอย่างคุ้มค่า เพิ่มโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรรายย่อย และสร้างรายได้เสริมให้กับผู้มีเครื่องจักรกลในพื้นที่

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ได้จัดทำ ระบบการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร ผ่านเว็บไซต์ https://emachine.doae.go.th/ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการที่มีเครื่องจักรกล เข้าสู่ระบบการให้บริการได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้การบริหารจัดการบริการเครื่องจักรกลในพื้นที่ต่าง ๆ สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลิตมากขึ้น

เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรผ่านผู้ให้บริการ ASP หากดำเนินการในรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ ชนิดพืช และช่วงเวลาการผลิต เกษตรกรมีโอกาส เพิ่มผลผลิตหรือรายได้ ขณะที่ผู้ให้บริการ ASP มีโอกาสสร้างรายได้เสริมจากการรับจ้างบริการเครื่องจักรกล

สำหรับปี 2569 สศก. จะต่อยอดการดำเนินงานดังกล่าว โดยเริ่มดำเนินการ จัดเก็บข้อมูลอัตราค่าให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรเป็นปีแรก จำนวน 296 ตัวอย่างทั่วประเทศ ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับใช้ประกอบการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต การจัดทำข้อมูลสนับสนุนเชิงนโยบาย และการวางแผนพัฒนาระบบบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้ตอบโจทย์เกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“การพัฒนา ASP เป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรกลได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ โดย สศก. จะสนับสนุนข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงนโยบาย เพื่อให้การบริหารจัดการบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรตอบโจทย์พื้นที่ และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม” เลขาธิการ สศก. กล่าว

สตาร์ทวันนี้-9 ส.ค.Franchise Expo Thailand & TESE 2026 พบทัพธุรกิจ&แฟรนไชส์ ซัพพลายเออร์ ลดใหญ่กว่า  250 บูธ คาดเงินสะพัด 220 ลบ.

0

พิมพ์ไทยออนไลน์// เปิดงานวันแรก Franchise Expo Thailand & TESE 2026 จัดใหญ่จัดเต็มด้วยทัพธุรกิจ&แฟรนไชส์ ซัพพลายเออร์สินค้าศักยภาพและโมเดลธุรกิจสร้างอาชีพไว้อย่างครบวงจรในงานเดียว พร้อมแนวร่วมแฟรนไชส์โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ที่รัฐช่วยจ่ายค่าแฟรนไชส์ 50% มาเสริมทัพในงาน รวมกว่า 250 บูธ  บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร  หวังเป็นทางเลือกสร้างรายได้เพิ่มและพยุงเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว  เสิร์ฟครบจบในงานด้วยสินเชื่อ และทำเลทองทั่วประเทศ พร้อมเสวนาให้ความรู้โดยผู้ทรงคุณวุฒิคับคั่ง และกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ  งานจัดต่อเนื่องระหว่างวันที่ 6-9 สิงหาคมนี้ ที่ฮอลล์ 6-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี  คาดเม็ดเงินสะพัดในงานราว 220 ล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า งาน ” Franchise Expo Thailand  & Thailand  E-Commerce Selection Expo (TESE 2026) เป็นเวทีแสดงธุรกิจแฟรนไชส์และโซลูชั่นส์แบบครบวงจร ที่มากกว่างานแสดงสินค้าทั่วไป โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อนการเติบโตของแฟรนไชส์อย่างแท้จริง ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Events, Media และ Partnership Networks

สำหรับปีนี้กระทรวงพาณิชย์จัดในรูปแบบ DBD Pavilion เป็นการออกบูธของธุรกิจแฟรนไชส์ภายใต้การส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำนวน 50 บูธ ประกอบด้วย อาหาร 17 ราย  เครื่องดื่ม 14 ราย การบริการ 6 ราย การศึกษา 10 ราย ความงามและสปา 1 ราย และค้าปลีก 2 ราย  ในนี้ยังมีแฟรนไชส์ในโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” มาร่วมด้วย และยังมีกิจกรรมไลฟ์จากอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงตลอดทั้ง 4 วัน  การให้คำปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แบบตัวต่อตัวโดยผู้เชี่ยวชาญ   อัปเดตเทรนด์ธุรกิจแฟรนไชส์จากผู้เชี่ยวชาญ และธุรกิจแฟรนไชส์ตัวจริงที่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีพิธีมอบรางวัล Thailand Franchise Award : TFA 2026 เผยโฉมสุดยอดผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยภายในงานอีกด้วย

นางสาววิมลณ์เกศ สุวพัฒน์ธุนากร ผู้จัดงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026  กล่าวว่า “งาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026   จัดโดยบริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผนึกแนวร่วมกับสมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียน-สากล  พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนมากมายที่ผลักดันให้เกิดงานดี ๆครั้งนี้ขึ้น อาทิ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม   สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน)  ธนาคารออมสิน   ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม  สถาบันอาหาร  สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ  บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด และ ทิพยประกันชีวิต  นับว่าเป็นเวทีที่รวมสุดยอดธุรกิจ แฟรนไชส์ รวมทั้งซัพพลายเออร์ผู้ผลิตสินค้าจากจีนและอาเซียน ที่ครบวงจรภายในงานเดียว

ภายในงานพาเหรดธุรกิจแฟรนไชส์ 250 แบรนด์ชั้นนำจัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษ อาทิ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว, กะเพราขุนช้าง,  GIVORA Wellness Ecosystem Partner, ร่ำรวยเย็นตาโฟ xข้าวมันส์, เส้นซ่าส์,  GUGU Chicken ไก่ทอดเกาหลี, เจ๊หุยสุกี้โบราณ ,มอนฉะ, 39RAMEN, ชาไข่มุกดอทคอม, T.A.WHEEY แฟรนไชส์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ, Farmhouse, เฮงปังปั๊ว หวานเย็นสูตรเด็ดเยาวราช,  Pruksa Clinic ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ, MOMU แฟรนไชส์เก้าอี้นวด,ต้นตี้หมูทอดในตำนาน, ข้าวหน้า,  Aruna วัตถุดิบราคาส่ง,  DPlusExpres, Akiko’s Tea, ลูกชิ้นวรารัตน์, เจ้พงษ์ลูกชิ้นยืนกิน, ARP Coffee, โต้ว น้ำเต้าหู้,  ปัญจะรส ก๋วยเตี๋ยวเรือ,  ธุรกิจสะดวกซัก LG Laundry Lux, MERCURY รถขายสินค้าเคลื่อนที่, KEX รับส่งพัสดุ, ร้านสะดวกซัก CleanChain, GENESENN ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสุขภาพชีวิต,  BearWash Laundry, จงชงดี, รสโบราณสเตชั่น,  คันโปรด บริการล้างรถอัตโนมัติ, 24 WASH, คลูโอ้ ซักรีด&ซักแห้งยุคใหม่, คินบินโต โตเกียวแป้งนุ่ม, Customix ผู้ให้บริการพัฒนา Website, โครงการ AI TRANSFORMATION ยกระดับธุรกิจด้วย Digital & AI, Payso ตัวช่วยรับชำระเงิน เป็นต้น

ครบจบด้วยแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินชั้นนำมากมาย  พร้อมทำเลค้าขายทั่วประเทศ ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นและต่อยอดธุรกิจ  นอกจากนี้ยังมีเสวนาให้ความรู้จากเหล่าวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิอีกคับคั่ง  กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ  ขอเชิญชวนผู้ที่กำลังมองหาอาชีพ คนว่างงาน วัยเกษียณ รวมทั้งผู้สนใจลงทุน มาเดินงานนี้เชื่อมั่นว่าจะสามารถจุดประกายไอเดียในการเริ่มต้นธุรกิจและอาชีพ  รวมทั้งเติมองค์ความรู้เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจของคุณให้ก้าวทันโลก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่างาน  Franchise Expo Thailand & TESE 2026 จะมีส่วนช่วยสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เข้มแข็งพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป  งานนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดราว 220 ล้านบาท”  นางสาววิมลณ์เกศกล่าวปิดท้าย

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยงานจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 6-9 สิงหาคมนี้ ที่ฮอลล์ 6-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี 

สศก. ร่วมกับ กสก. ลุยต่อเนื่อง ปิดจ๊อบฐานข้อมูลเกษตร 75,000 หมู่บ้าน ดึง อกม. สำรวจพื้นที่คงเหลือ 18,000 หมู่บ้านผ่าน Frame-asa ปี 2569

0

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์ วางแผนการผลิต และกำหนดมาตรการด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรของแต่ละหมู่บ้านมีความแตกต่างกัน ทั้งชนิดสินค้า จำนวนเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก การเลี้ยงปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น การมีฐานข้อมูลระดับหมู่บ้านที่ชัดเจน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาระบบข้อมูลเกษตรของประเทศให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

สศก. โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร จึงดำเนิน โครงการจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจ (Sampling for List Frame Survey) โดยอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกรอบตัวอย่างของกิจกรรมการเกษตรระดับหมู่บ้าน สำหรับใช้เป็นฐานในการสำรวจด้วยตัวอย่าง และสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศการเกษตร โดยข้อมูลกรอบตัวอย่างเปรียบเสมือนฐานข้อมูลตั้งต้นที่ช่วยให้การสำรวจครอบคลุม เลือกกลุ่มตัวอย่างได้เหมาะสม และสะท้อนภาพการผลิตจริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นายพีรพันธ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินงานครั้งนี้ คือการดึงศักยภาพของ อกม. ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับเกษตรกรและรู้ข้อมูลการเกษตรของหมู่บ้านเป็นอย่างดี เข้ามามีบทบาทในการสำรวจภาคสนาม ผ่านการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ กสก. และ สศก. พร้อมใช้ระบบบันทึกข้อมูลดิจิทัล Frame-asa เป็นเครื่องมือสนับสนุน เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับ อกม. ให้เป็นเครือข่ายด้านข้อมูลการเกษตรระดับหมู่บ้าน และเป็นกลไกเชื่อมโยงข้อมูลจากพื้นที่สู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย

สำหรับการดำเนินงานของโครงการได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566–2569 โดยมีเป้าหมายจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมประมาณ 75,000 หมู่บ้าน ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถือเป็นปีเป้าหมายสำคัญในการดำเนินการให้ครบถ้วน โดยยังเหลือพื้นที่เป้าหมายกว่า 18,000 หมู่บ้าน ในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 และ 5 ได้แก่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งจะดำเนินการจัดเก็บข้อมูลสินค้าเกษตร 26 ชนิด ครอบคลุมทั้งพืชไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อให้มีฐานข้อมูลกรอบตัวอย่างที่ครอบคลุมและสามารถนำไปใช้สนับสนุนการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินงานในพื้นที่เป็นไปตามแผนการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่าง สศก. และ กสก. โดยมีการจัดเตรียมระบบเว็บแอปพลิเคชัน Frame-asa สำหรับใช้บันทึกข้อมูลภาคสนาม พร้อมประชุมชี้แจงแนวทางการจัดเก็บข้อมูลและการใช้งานระบบให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สศท. และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติให้แก่ อกม. ในพื้นที่ โดย อกม. จะบันทึกข้อมูลกิจกรรมการเกษตรของเกษตรกรในหมู่บ้าน ครอบคลุมสินค้าเกษตรเป้าหมาย 26 ชนิด อาทิ จำนวนครัวเรือนที่ทำการเกษตร เนื้อที่เพาะปลูกหรือเนื้อที่ให้ผล จำนวนสัตว์เลี้ยง มาตรฐานการผลิต แหล่งจำหน่ายผลผลิต และราคาที่ขายได้ จากนั้นจะมีการติดตามความก้าวหน้า ยืนยันการบันทึกข้อมูล ตรวจสอบคุณภาพข้อมูลทั้งในระบบและภาคสนาม ก่อนนำไปประมวลผล วิเคราะห์ปรับปรุง และรายงานผลตามแผนงานต่อไป

“การจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจโดย อกม. เป็นการวางรากฐานสำคัญให้ระบบข้อมูลเกษตรของประเทศมีความครบถ้วน แม่นยำ และเชื่อมโยงกับพื้นที่จริงมากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการยกระดับบทบาทของ อกม. ในฐานะผู้รู้ข้อมูลการเกษตรระดับหมู่บ้าน ให้เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของ กสก. และ สศก. เพื่อนำข้อมูลจากพื้นที่ไปใช้วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดนโยบายด้านการเกษตรได้ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและพื้นที่มากยิ่งขึ้น” นายพีรพันธ์ กล่าว