https://linevoom.line.me/post/1178614855868419708
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1178614855868419708
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรับมือกับข้อจำกัดด้านแรงงานภาคเกษตรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ เครื่องจักรกลทางการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนา ผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Provider: ASP) ซึ่งเป็นโมเดลที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงบริการเครื่องจักรกลได้สะดวก ทันต่อฤดูกาลผลิต ลดภาระการลงทุนซื้อเครื่องจักรเอง และช่วยให้ผู้มีเครื่องจักรกลสามารถสร้างรายได้เสริมจากการให้บริการในพื้นที่

ประโยชน์สำคัญของ ASP คือ การทำให้เครื่องจักรกลทางการเกษตรถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและทั่วถึงมากขึ้น โดยเกษตรกรรายย่อยสามารถเลือกใช้บริการเครื่องจักรกลตามความจำเป็นของแต่ละกิจกรรมการผลิต ตั้งแต่การเตรียมดิน ปลูก ดูแลรักษา พ่นสารด้วยโดรน เก็บเกี่ยว ไปจนถึงขนส่งผลผลิต ช่วยลดการพึ่งพาแรงงานคน ลดระยะเวลาการทำงาน ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และเพิ่มความแม่นยำในการใช้ปัจจัยการผลิต ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการ ASP ยังมีโอกาสใช้เครื่องจักรที่มีอยู่ให้เกิดรายได้ต่อเนื่อง เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชน และช่วยให้บริการเครื่องจักรกลกระจายถึงเกษตรกรในพื้นที่ได้มากขึ้น

ปัจจุบันภาคเกษตรไทยเผชิญข้อจำกัดด้านแรงงานอย่างชัดเจน โดยอายุเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 59.44 ปี ในปี 2565 ขณะที่สัดส่วนแรงงานเกษตรอายุมากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2546 เป็น 22% ในปี 2561 สวนทางกับแรงงานเกษตรวัย 15–40 ปี ที่ลดลงจาก 48% เหลือ 28% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนความจำเป็นในการนำเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เหมาะสมกับบริบทของภาคเกษตรไทย

สศก. จึงสนับสนุนแนวทาง Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปันในภาคเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร หรือผู้ประกอบการที่มีเครื่องจักรกล สามารถพัฒนาเป็น ASP เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรรายอื่นที่ยังไม่มีเครื่องจักรกลเป็นของตนเอง ช่วยให้เกิดการใช้เครื่องจักรกลร่วมกันอย่างคุ้มค่า เพิ่มโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรรายย่อย และสร้างรายได้เสริมให้กับผู้มีเครื่องจักรกลในพื้นที่

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ได้จัดทำ ระบบการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร ผ่านเว็บไซต์ https://emachine.doae.go.th/ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการที่มีเครื่องจักรกล เข้าสู่ระบบการให้บริการได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้การบริหารจัดการบริการเครื่องจักรกลในพื้นที่ต่าง ๆ สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลิตมากขึ้น

เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรผ่านผู้ให้บริการ ASP หากดำเนินการในรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ ชนิดพืช และช่วงเวลาการผลิต เกษตรกรมีโอกาส เพิ่มผลผลิตหรือรายได้ ขณะที่ผู้ให้บริการ ASP มีโอกาสสร้างรายได้เสริมจากการรับจ้างบริการเครื่องจักรกล

สำหรับปี 2569 สศก. จะต่อยอดการดำเนินงานดังกล่าว โดยเริ่มดำเนินการ จัดเก็บข้อมูลอัตราค่าให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรเป็นปีแรก จำนวน 296 ตัวอย่างทั่วประเทศ ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับใช้ประกอบการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต การจัดทำข้อมูลสนับสนุนเชิงนโยบาย และการวางแผนพัฒนาระบบบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้ตอบโจทย์เกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“การพัฒนา ASP เป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรกลได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ โดย สศก. จะสนับสนุนข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงนโยบาย เพื่อให้การบริหารจัดการบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรตอบโจทย์พื้นที่ และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม” เลขาธิการ สศก. กล่าว
พิมพ์ไทยออนไลน์// เปิดงานวันแรก Franchise Expo Thailand & TESE 2026 จัดใหญ่จัดเต็มด้วยทัพธุรกิจ&แฟรนไชส์ ซัพพลายเออร์สินค้าศักยภาพและโมเดลธุรกิจสร้างอาชีพไว้อย่างครบวงจรในงานเดียว พร้อมแนวร่วมแฟรนไชส์โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ที่รัฐช่วยจ่ายค่าแฟรนไชส์ 50% มาเสริมทัพในงาน รวมกว่า 250 บูธ บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร หวังเป็นทางเลือกสร้างรายได้เพิ่มและพยุงเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว เสิร์ฟครบจบในงานด้วยสินเชื่อ และทำเลทองทั่วประเทศ พร้อมเสวนาให้ความรู้โดยผู้ทรงคุณวุฒิคับคั่ง และกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ งานจัดต่อเนื่องระหว่างวันที่ 6-9 สิงหาคมนี้ ที่ฮอลล์ 6-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี คาดเม็ดเงินสะพัดในงานราว 220 ล้านบาท
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า งาน ” Franchise Expo Thailand & Thailand E-Commerce Selection Expo (TESE 2026) เป็นเวทีแสดงธุรกิจแฟรนไชส์และโซลูชั่นส์แบบครบวงจร ที่มากกว่างานแสดงสินค้าทั่วไป โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อนการเติบโตของแฟรนไชส์อย่างแท้จริง ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Events, Media และ Partnership Networks
สำหรับปีนี้กระทรวงพาณิชย์จัดในรูปแบบ DBD Pavilion เป็นการออกบูธของธุรกิจแฟรนไชส์ภายใต้การส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำนวน 50 บูธ ประกอบด้วย อาหาร 17 ราย เครื่องดื่ม 14 ราย การบริการ 6 ราย การศึกษา 10 ราย ความงามและสปา 1 ราย และค้าปลีก 2 ราย ในนี้ยังมีแฟรนไชส์ในโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” มาร่วมด้วย และยังมีกิจกรรมไลฟ์จากอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงตลอดทั้ง 4 วัน การให้คำปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แบบตัวต่อตัวโดยผู้เชี่ยวชาญ อัปเดตเทรนด์ธุรกิจแฟรนไชส์จากผู้เชี่ยวชาญ และธุรกิจแฟรนไชส์ตัวจริงที่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีพิธีมอบรางวัล Thailand Franchise Award : TFA 2026 เผยโฉมสุดยอดผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยภายในงานอีกด้วย
นางสาววิมลณ์เกศ สุวพัฒน์ธุนากร ผู้จัดงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 กล่าวว่า “งาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 จัดโดยบริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผนึกแนวร่วมกับสมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียน-สากล พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนมากมายที่ผลักดันให้เกิดงานดี ๆครั้งนี้ขึ้น อาทิ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม สถาบันอาหาร สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด และ ทิพยประกันชีวิต นับว่าเป็นเวทีที่รวมสุดยอดธุรกิจ แฟรนไชส์ รวมทั้งซัพพลายเออร์ผู้ผลิตสินค้าจากจีนและอาเซียน ที่ครบวงจรภายในงานเดียว


ภายในงานพาเหรดธุรกิจแฟรนไชส์ 250 แบรนด์ชั้นนำจัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษ อาทิ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว, กะเพราขุนช้าง, GIVORA Wellness Ecosystem Partner, ร่ำรวยเย็นตาโฟ xข้าวมันส์, เส้นซ่าส์, GUGU Chicken ไก่ทอดเกาหลี, เจ๊หุยสุกี้โบราณ ,มอนฉะ, 39RAMEN, ชาไข่มุกดอทคอม, T.A.WHEEY แฟรนไชส์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ, Farmhouse, เฮงปังปั๊ว หวานเย็นสูตรเด็ดเยาวราช, Pruksa Clinic ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ, MOMU แฟรนไชส์เก้าอี้นวด,ต้นตี้หมูทอดในตำนาน, ข้าวหน้า, Aruna วัตถุดิบราคาส่ง, DPlusExpres, Akiko’s Tea, ลูกชิ้นวรารัตน์, เจ้พงษ์ลูกชิ้นยืนกิน, ARP Coffee, โต้ว น้ำเต้าหู้, ปัญจะรส ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ธุรกิจสะดวกซัก LG Laundry Lux, MERCURY รถขายสินค้าเคลื่อนที่, KEX รับส่งพัสดุ, ร้านสะดวกซัก CleanChain, GENESENN ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสุขภาพชีวิต, BearWash Laundry, จงชงดี, รสโบราณสเตชั่น, คันโปรด บริการล้างรถอัตโนมัติ, 24 WASH, คลูโอ้ ซักรีด&ซักแห้งยุคใหม่, คินบินโต โตเกียวแป้งนุ่ม, Customix ผู้ให้บริการพัฒนา Website, โครงการ AI TRANSFORMATION ยกระดับธุรกิจด้วย Digital & AI, Payso ตัวช่วยรับชำระเงิน เป็นต้น
ครบจบด้วยแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินชั้นนำมากมาย พร้อมทำเลค้าขายทั่วประเทศ ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นและต่อยอดธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีเสวนาให้ความรู้จากเหล่าวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิอีกคับคั่ง กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ขอเชิญชวนผู้ที่กำลังมองหาอาชีพ คนว่างงาน วัยเกษียณ รวมทั้งผู้สนใจลงทุน มาเดินงานนี้เชื่อมั่นว่าจะสามารถจุดประกายไอเดียในการเริ่มต้นธุรกิจและอาชีพ รวมทั้งเติมองค์ความรู้เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจของคุณให้ก้าวทันโลก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่างาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 จะมีส่วนช่วยสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เข้มแข็งพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป งานนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดราว 220 ล้านบาท” นางสาววิมลณ์เกศกล่าวปิดท้าย
ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยงานจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 6-9 สิงหาคมนี้ ที่ฮอลล์ 6-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์ วางแผนการผลิต และกำหนดมาตรการด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรของแต่ละหมู่บ้านมีความแตกต่างกัน ทั้งชนิดสินค้า จำนวนเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก การเลี้ยงปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น การมีฐานข้อมูลระดับหมู่บ้านที่ชัดเจน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาระบบข้อมูลเกษตรของประเทศให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

สศก. โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร จึงดำเนิน โครงการจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจ (Sampling for List Frame Survey) โดยอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกรอบตัวอย่างของกิจกรรมการเกษตรระดับหมู่บ้าน สำหรับใช้เป็นฐานในการสำรวจด้วยตัวอย่าง และสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศการเกษตร โดยข้อมูลกรอบตัวอย่างเปรียบเสมือนฐานข้อมูลตั้งต้นที่ช่วยให้การสำรวจครอบคลุม เลือกกลุ่มตัวอย่างได้เหมาะสม และสะท้อนภาพการผลิตจริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นายพีรพันธ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินงานครั้งนี้ คือการดึงศักยภาพของ อกม. ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับเกษตรกรและรู้ข้อมูลการเกษตรของหมู่บ้านเป็นอย่างดี เข้ามามีบทบาทในการสำรวจภาคสนาม ผ่านการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ กสก. และ สศก. พร้อมใช้ระบบบันทึกข้อมูลดิจิทัล Frame-asa เป็นเครื่องมือสนับสนุน เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับ อกม. ให้เป็นเครือข่ายด้านข้อมูลการเกษตรระดับหมู่บ้าน และเป็นกลไกเชื่อมโยงข้อมูลจากพื้นที่สู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย

สำหรับการดำเนินงานของโครงการได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566–2569 โดยมีเป้าหมายจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมประมาณ 75,000 หมู่บ้าน ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถือเป็นปีเป้าหมายสำคัญในการดำเนินการให้ครบถ้วน โดยยังเหลือพื้นที่เป้าหมายกว่า 18,000 หมู่บ้าน ในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 และ 5 ได้แก่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งจะดำเนินการจัดเก็บข้อมูลสินค้าเกษตร 26 ชนิด ครอบคลุมทั้งพืชไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อให้มีฐานข้อมูลกรอบตัวอย่างที่ครอบคลุมและสามารถนำไปใช้สนับสนุนการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินงานในพื้นที่เป็นไปตามแผนการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่าง สศก. และ กสก. โดยมีการจัดเตรียมระบบเว็บแอปพลิเคชัน Frame-asa สำหรับใช้บันทึกข้อมูลภาคสนาม พร้อมประชุมชี้แจงแนวทางการจัดเก็บข้อมูลและการใช้งานระบบให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สศท. และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติให้แก่ อกม. ในพื้นที่ โดย อกม. จะบันทึกข้อมูลกิจกรรมการเกษตรของเกษตรกรในหมู่บ้าน ครอบคลุมสินค้าเกษตรเป้าหมาย 26 ชนิด อาทิ จำนวนครัวเรือนที่ทำการเกษตร เนื้อที่เพาะปลูกหรือเนื้อที่ให้ผล จำนวนสัตว์เลี้ยง มาตรฐานการผลิต แหล่งจำหน่ายผลผลิต และราคาที่ขายได้ จากนั้นจะมีการติดตามความก้าวหน้า ยืนยันการบันทึกข้อมูล ตรวจสอบคุณภาพข้อมูลทั้งในระบบและภาคสนาม ก่อนนำไปประมวลผล วิเคราะห์ปรับปรุง และรายงานผลตามแผนงานต่อไป

“การจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจโดย อกม. เป็นการวางรากฐานสำคัญให้ระบบข้อมูลเกษตรของประเทศมีความครบถ้วน แม่นยำ และเชื่อมโยงกับพื้นที่จริงมากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการยกระดับบทบาทของ อกม. ในฐานะผู้รู้ข้อมูลการเกษตรระดับหมู่บ้าน ให้เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของ กสก. และ สศก. เพื่อนำข้อมูลจากพื้นที่ไปใช้วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดนโยบายด้านการเกษตรได้ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและพื้นที่มากยิ่งขึ้น” นายพีรพันธ์ กล่าว

พิมพ์ไทยออนไลน์//รองนายกรัฐมนตรี “ดร.เอกนิติ” ชูระบบภาครัฐดิจิทัลเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ พร้อมเปิดตัว “ภาคีเครือข่ายเศรษฐกิจฐานราก” และเชิดชูองค์กรที่มีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME ไทย ประจำปี 2569

สมาพันธ์ SME ไทย จัดกิจกรรม “THAI MSME FORUM 2026 DINNER TALK” ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ MSME ไทย” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของงาน THAI MSME FORUM 2026 ระหว่างวันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569 โดยรวบรวมผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน องค์กรพันธมิตร สมาคมธุรกิจ และผู้ประกอบการ MSME จากทั่วประเทศ มาร่วมกันกำหนดทิศทางและสร้างกลไกความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก เริ่มต้นด้วยการแสดงจากวงโยธวาทิตและ NextGen Team ต่อด้วยการแสดงและการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ เพื่อสร้างความประทับใจและสะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย

นายรัตติ ญวนกระโทก ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งมุ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและภาคีเครือข่ายได้สะท้อนปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอจากภาคธุรกิจไปสู่ระดับนโยบาย พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้เกิดการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน ดร.ณพงษ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย ได้นำเสนอพันธกิจของสมาพันธ์ SME ไทย ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเป็นตัวแทนเครือข่ายผู้ประกอบการมอบข้อเสนอเชิงนโยบายต่อผู้แทนนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันมาตรการที่ช่วยลดข้อจำกัด เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของ MSME ไทย

โอกาสนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “พลิกโฉมธุรกิจ MSME เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้วยระบบภาครัฐดิจิทัล”
สาระสำคัญของปาฐกถามุ่งเน้นบทบาทของระบบภาครัฐดิจิทัลในการลดขั้นตอนและอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ เชื่อมโยงข้อมูลและบริการของหน่วยงานรัฐ ตลอดจนเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐ แหล่งทุน มาตรการสนับสนุน และโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ภายในงานยังมีพิธีเปิดตัว “ภาคีเครือข่ายเศรษฐกิจฐานราก” เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สมาคม และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดเป็นเครือข่ายสนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับประเทศ
พร้อมกันนี้ ได้จัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานและองค์กรผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME ไทย ประจำปี 2569 เพื่อยกย่องภาคีที่ร่วมส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน พัฒนาองค์ความรู้ และสร้างช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการปาฐกถาพิเศษโดย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในหัวข้อ“โลกเปลี่ยน กติกาปรับ : ขับเคลื่อน MSME ไทย สู่อนาคตที่แข่งขันได้และยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และกติกาการค้ารูปแบบใหม่ โดยภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ MSME สามารถปรับตัว ยกระดับมาตรฐาน พัฒนานวัตกรรม และเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพได้อย่างยั่งยืน
การจัดงาน THAI MSME FORUM 2026 DINNER TALK จึงไม่ใช่เพียงเวทีพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยง “นโยบาย–ภาครัฐ–เงินทุน–เทคโนโลยี–ตลาด และผู้ประกอบการ” ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนข้อเสนอจากภาคธุรกิจให้กลายเป็นมาตรการที่นำไปใช้ได้จริง และเปลี่ยนโอกาสทางนโยบายให้กลายเป็นการเติบโตของผู้ประกอบการไทย
งานครั้งนี้สะท้อนพลังของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งพร้อมร่วมกันสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และผลักดัน MSME ไทยให้ก้าวจากธุรกิจฐานราก สู่พลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
ดังนั้น THAI MSME FORUM 2026 เปลี่ยนนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ MSME ไทย ร่วมสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน :Cr;มณสิการ รามจันทร์
พิมพ์ไทยออนไลน์// สมาชิกใหม่ล่าสุดของคอลเล็กชัน Captain Cook มาพร้อมหน้าปัดดีไซน์ใหม่ที่เติมมิติแห่งพลังและเอกลักษณ์อันโดดเด่นให้กับคอลเล็กชันนี้ จุดเด่นของเรือนเวลารุ่นนี้อยู่ที่หน้าปัดซึ่งมาพร้อมพื้นผิวสีทองเปล่งประกายราวผงเพชรละเอียด ถ่ายทอดประกายแสงอันเปลี่ยนแปลงอย่างมีมิติและตราตรีงในทุกการเคลื่อนไหว พื้นผิวอันเปล่งประกายนี้ถือกำเนิดขึ้นจากกระบวนการผลิตอันซับซ้อนและประณีต ก่อให้เกิดประกายแสงที่ดูราวกับเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา พร้อมเปลี่ยนแปลงไปตามทุกจังหวะของการเคลื่อนไหวของข้อมืออย่างงดงาม
การตีความใหม่ของดีไซน์คลาสสิกที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1962 เติมมิติแห่งธรรมชาติและความมีชีวิตชีวาให้กับคอลเล็กชัน Captain Cook พร้อมสะท้อนเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเรือนเวลาอย่างสมบูรณ์แบบ กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงสี่เหลี่ยมเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ช่วยขับเน้นรายละเอียดอันโดดเด่นของหน้าปัดให้เผยเสน่ห์ได้อย่างเต็มที่ เรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้โดดเด่นเพียงรูปลักษณ์ หากยังสะท้อนบุคลิกอันชัดเจนและความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม รังสรรค์ขึ้นสำหรับผู้ที่กล้าแสดงตัวตนและก้าวเดินบนเส้นทางของตนเอง
มนต์เสน่ห์แห่งประกายทอง
นอกเหนือจากรายละเอียดอันโดดเด่นเหล่านี้แล้ว เรือนเวลารุ่นนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านการออกแบบและแนวคิดการใช้งานของต้นแบบไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงขนาดใหญ่ ขีดบอกนาทีที่อ่านค่าได้อย่างชัดเจน ช่องแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ ซึ่งทั้งหมดได้รับการออกแบบอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา และมุ่งเน้นประสิทธิภาพในการใช้งาน ปราศจากความซับซ้อนที่เกินความจำเป็น ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Rado คาลิเบอร์ R763 พร้อมแฮร์สปริง Nivachron™ ที่มีคุณสมบัติต้านทานสนามแม่เหล็ก และมอบพลังงานสำรองนานสูงสุด 80 ชั่วโมง เพื่อความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือในการใช้งาน เข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว ช่วยให้อ่านเวลาได้อย่างชัดเจนแม้อยู่ในสภาวะแสงน้อยตัวเรือนขนาด 39 มม.รุ่นใหม่นี้เข้ามาเติมเต็มไลน์อัปของคอลเล็กชัน Captain Cook โดยอยู่ระหว่างตัวเรือนขนาด 37 มม. และ 43 มม. ที่มีอยู่เดิม ขนาดตัวเรือนที่สมดุลนี้ผสานสัดส่วนแบบคลาสสิกเข้ากับได้อย่างลงตัว พร้อมเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้สวมใส่ที่มีข้อมือขนาดเล็กถึงปานกลาง
วิวัฒนาการแห่งความสมบูรณ์แบบ
อีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญของเรือนเวลารุ่นนี้คือความยืดหยุ่นในการสวมใส่ที่ได้รับการยกระดับมาพร้อมสายสเตนเลสสตีลและสายยาง ซึ่งสามารถสลับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วและสะดวกด้วยระบบ EasyClip ของ Rado ช่วยปรับเปลี่ยนลุคให้เหมาะกับการสวมใส่ในแต่ละโอกาสได้อย่างง่ายดาย ขณะที่สายอีกเส้นสามารถจัดเก็บได้อย่างเป็นระเบียบภายในซองหนังสีดำที่มาพร้อมกับตัวเรือน สำหรับโอกาสที่เป็นทางการ สายสเตนเลสสตีลช่วยเสริมความสง่างามให้กับเรือนเวลาอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการผสานข้อสายด้านนอกแบบขัดลายเข้ากับข้อต่อกลางทรงเมล็ดข้าวที่ขัดเงาอย่างประณีต มอบสัมผัสที่ให้ทั้งความสบายในการสวมใส่และความกลมกลืนกับตัวเรือนสเตนเลสสตีลขัดเงา
พร้อมเติมเต็มลุคอันเรียบหรูสง่างามอย่างไร้ที่ติกับทุกสไตล์การแต่งกาย
สำหรับผู้ที่พร้อมออกเดินทางและผจญภัย คุณสมบัติการกันน้ำลึก 30 บาร์ ช่วยให้เรือนเวลารุ่นนี้พร้อมรองรับการใช้งานได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจจุดหมายใหม่หรือการใช้ชีวิตในทุกวัน และเมื่อต้องการเปลี่ยนลุค เพียงสลับมาใช้สายยางสีดำ เรือนเวลาก็พร้อมเผยบุคลิกที่สปอร์ตและร่วมสมัยยิ่งขึ้น พร้อมมอบความสบายในการสวมใส่ด้วยน้ำหนักที่เบาและความยืดหยุ่นของวัสดุ ผิวสัมผัสของสายยางได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันให้สอดรับกับรายละเอียดของหน้าปัด ขณะที่โทนสีดำยังกลมกลืนกับกรอบหน้าปัดไฮเทคเซรามิกสีดำขัดเงาของขอบตัวเรือนได้อย่างลงตัวการผสานความสง่างามเหนือกาลเวลา ความเที่ยงตรงที่เชื่อถือได้ สไตล์ร่วมสมัย และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย ทำให้ Captain Cook รุ่นใหม่นี้สะท้อนเอกลักษณ์ของคอลเล็กชัน พร้อมตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ในปัจจุบัน
พร้อมให้คุณสัมผัสอย่างใกล้ชิดแล้ววันนี้ที่
• ราโด บูติก เซ็นทรัลพาร์ค โทร. 02-078-0586
• ราโด บูติก เซ็นทรัล เชียงใหม่ โทร. 052-002-228
• เคาน์เตอร์แบรนด์ Rado ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Customer Service โทร. 02-146-8402
Line Official: @RadoThailand
สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จัดประชุมสามัญครั้งที่ 23 ประจำปี 2568 เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายและยกระดับการดำเนินงานด้านสุขภาพจิต
สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จัดการประชุมสามัญครั้งที่ 23 ประจำปี 2568 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุม โรงแรมบางกอกพาเลซ กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ Heart & Hand: Life Skills Center พื้นที่สร้างสรรค์ แบ่งปันแรงใจ ฝึกทักษะชีวิตผู้บกพร่องทางจิต โดยมีคณะกรรมการบริหารสมาคม ที่ปรึกษาสมาคม กรรมการเครือข่ายภาคและเขต ผู้แทนชมรมเครือข่าย และสมาชิกจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมติดตามผลการดำเนินงานและกำหนดทิศทางการพัฒนางานของสมาคม

การประชุมมีการรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2567 พร้อมรับรองรายงานการประชุมสามัญประจำปีที่ผ่านมา และรับทราบรายงานการเงินและงบดุลประจำปี 2568 ซึ่งสะท้อนการบริหารงานของสมาคมด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาเครือข่ายชมรมทั่วประเทศ ทั้งการผ่านมาตรฐานองค์กรด้านคนพิการ การจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการ การได้รับการรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ การเป็นสมาชิกสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ตลอดจนความก้าวหน้าด้านทะเบียนสมาชิก การออกหนังสือรับรองแก่ชมรมเครือข่าย และการยื่นขอประเมินมาตรฐานองค์กรด้านคนพิการ ประจำปี 2568
ที่ประชุมยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชของชมรมเครือข่ายในพื้นที่ พร้อมหารือแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้บกพร่องทางจิตสามารถเข้าถึงบริการและได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างทั่วถึง

สำหรับวาระเพื่อพิจารณา ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาการเสนอรายชื่อผู้ตรวจสอบบัญชีของสมาคม และการทบทวนปรับปรุงระเบียบข้อบังคับของสมาคมให้สอดคล้องกับการดำเนินงานในปัจจุบัน รวมทั้งหารือแนวทางการจัดประชุมสามัญในครั้งต่อไป
การประชุมสามัญครั้งที่ 23 ประจำปี 2568 นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสมาคมและเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนางานด้านสุขภาพจิต การคุ้มครองสิทธิ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บกพร่องทางจิตและครอบครัวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน//
“สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตฯ ผนึกภาครัฐ-เครือข่ายทั่วประเทศ ขับเคลื่อนทักษะชีวิต สร้างโอกาสการจ้างงานอย่างเท่าเทียม”
สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้บกพร่องทางจิต ผ่านโครงการ “Heart & Hand : Life Skills Center พื้นที่สร้างสรรค์ แบ่งปันแรงใจ ฝึกทักษะชีวิตผู้บกพร่องทางจิต” พร้อมจัดการประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 23 ระหว่างวันที่ 20–23 กรกฎาคม 2569 ณ MCC Hall ชั้น 4 เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน จังหวัดนนทบุรี เพื่อยกระดับทักษะชีวิต เสริมสร้างศักยภาพ และเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพของผู้บกพร่องทางจิต ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจและลดอคติของสังคม

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายกันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ น.สพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นายพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหารศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD) นางวิษฐิดา อุ้ยตยะกุล ผู้อำนวยการกองกองทุนส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ, ผู้บริหาร เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน และ นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้บกพร่องทางจิต ทั้งด้านทักษะชีวิต การฟื้นฟูสมรรถภาพ การศึกษา การประกอบอาชีพ และการจ้างงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้ผู้บกพร่องทางจิตสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างอิสระ มีศักดิ์ศรี และได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพและสิทธิด้านการจ้างงานเพิ่มขึ้น สามารถพัฒนาทักษะการดำรงชีวิต แสดงศักยภาพผ่านผลงานและผลิตภัณฑ์ของตนเอง รวมทั้งเกิดเครือข่ายความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยมีเครือข่ายชมรมทั่วประเทศ 156 ชมรม และสมาชิกกว่า 9,000 คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บกพร่องทางจิตในทุกภูมิภาค

แม้ที่ผ่านมา ผู้บกพร่องทางจิตจำนวนมากได้รับการฟื้นฟูจนสามารถดำรงชีวิตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงเผชิญข้อจำกัดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อคติทางสังคม และข้อจำกัดของระบบสนับสนุนในสถานประกอบการ ส่งผลให้หลายคนยังเข้าไม่ถึงโอกาสด้านการศึกษาและการจ้างงาน ทั้งที่มีศักยภาพไม่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม
ด้วยเหตุนี้ โครงการ Heart & Hand : Life Skills Center จึงมุ่งสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้ผู้บกพร่องทางจิตได้เรียนรู้ ฝึกทักษะชีวิต พัฒนาศักยภาพ และแสดงความสามารถของตนเอง พร้อมสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม เพื่อลดการตีตราและส่งเสริมการยอมรับความแตกต่าง อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม
โครงการยังมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการดำเนินชีวิตประจำวัน การสื่อสาร การเข้าสังคม การฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตใจ การเสริมสร้างทักษะอาชีพ การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเปิดเวทีให้สมาชิกและเครือข่ายทั่วประเทศร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานของสมาคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บกพร่องทางจิตในระยะยาว

นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของผู้บกพร่องทางจิต ผ่านกิจกรรมฝึกทักษะชีวิตและฝึกอาชีพ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเอง สร้างรายได้ และใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้อย่างมั่นใจ
“ผู้บกพร่องทางจิตมีศักยภาพและความสามารถไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม เราอยากให้สังคมเชื่อมั่น เปิดใจ และร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งโอกาส เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี”
ด้าน นายกันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของผู้พิการทุกประเภท รวมถึงผู้บกพร่องทางจิต โดยเดินหน้าผลักดันนโยบายและโครงการต่าง ๆ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงสิทธิ การพัฒนาทักษะ และการประกอบอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมทั้งระบุว่า ในอนาคตจะเร่งขยายองค์ความรู้และการสนับสนุนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงศึกษารูปแบบการเข้าถึงและการช่วยเหลือคนพิการชาวไทยที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ เพื่อให้ได้รับข้อมูล สิทธิ และการสนับสนุนอย่างทั่วถึง
การจัดโครงการครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันให้ผู้บกพร่องทางจิตได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ มีงานทำ มีรายได้ และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในสังคม พร้อมร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ทุกคนได้รับการยอมรับบนพื้นฐานของความเข้าใจ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์//
พิมพ์ไทยออนไลน์//พีเอ็มจี และสปอร์เทค บีเคเค ส่งท้ายอีเว้นท์สุขภาพกลางปีได้งดงาม กับงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo & SPORTEC Thailand 2026 จัดเวทียิ่งใหญ่ รวบรวมสินค้าและบริการด้านสุขภาพ เวลเนส สปา Longevity ความงาม เครื่องมือแพทย์ อาหารเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส กีฬา และนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตแห่งอนาคตไว้ครบครัน โดยตลอดทั้ง 3 วัน ยอดคนเดินชมงานทั้งสิ้น 16,627 คน เจรจาจับคู่ธุรกิจ 122 คู่ สร้างมูลค่ารวม 129 ล้านบาท หนุนยอดเงินสะพัดในงานทะลุกว่า 500 ล้านบาท
นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงภาพรวมการจัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 ที่ผ่านมาว่า “การจัดงานครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จสมความตั้งใจ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า , การกีฬาแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
โดยตลอดทั้ง 3 วัน มีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 16,627 ราย ประกอบด้วย ผู้สนใจในเรื่องสุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ นักลงทุน นักธุรกิจในอุตสาหกรรมฟิตเนส สปา เทคโนโลยีการแพทย์ สุขภาพ เวลเนส ความงาม
รวมทั้งโรงพยาบาล ผู้จัดจำหน่ายและค้าปลีก ที่ต้องการต่อยอดและมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีผู้เข้าชมงานที่เป็นชาวต่างชาติ รวมทั้งสิ้น 1,035 คน จาก 80 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ เมียนมาร์ สิงคโปร์ ไต้หวัน อินเดีย มาเลเซีย สหราชอาณาจักร ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน เยอรมัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฮ่องกง แคนาดา ออสเตรเลีย รัสเซีย ฝรั่งเศส อิตาลี ลาว บังกลาเทศ สวิสเซอร์แลนด์ ซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ที่มุ่งเน้นเจรจาซื้อขายธุรกิจแบบ B2B มากกว่าค้าปลีกมีคู่เจรจาธุรกิจรวมทั้งสิ้น 122 คู่ สร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายธุรกิจรวมกว่า 129 ล้านบาท สำหรับธุรกิจที่ได้รับความสนใจจาก Buyer สูงสุด ได้แก่ ศูนย์ดูแลสุขภาพองค์รวม คลินิกโรคไต เครื่องสำอางและความงาม เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ธุรกิจสปา และอาหารเพื่อสุขภาพ ธุรกิจดาวเด่นที่ได้รับความนิยมในงาน ได้แก่ META ESTHETIC ผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์เสริมความงาม LEADING REPRODUCTIVE CENTER ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ CBG Corporation ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวลเนส FIX D ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และ Fit2Fly Studio สตูดิโอออกกำลังกายและเวลเนส
กิจกรรมเวทีเสวนาและห้อง Experience Room ปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานคับคั่ง โดยหัวข้อเสวนาและกิจกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือ กินอย่างฉลาดเพื่อย้อนวัยเซลส์ โดย ผศ.ดร.นพมาศ ไม้ประเสริฐ เมนูเรียกคืนพลังหนุ่มสาว โดย ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กินอย่างไรให้ไตแข็งแรงอายุยืน โดย ผศ.ดร.นพ. พัฒนา เต็งอำนวย เวิร์กชอปนวดศีรษะด้วยตนเอง โดย Miss Nitaras Phatthasriphirom ภารกิจล่าอายุยืน โดย 120 Wellness Villa Clinic และ อยากมีลูก ต้องเริ่มจากอะไรในปี 2026 โดย Baby & Mom
ด้าน นายวิทยา แซ่เลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์เทค บีเคเค จำกัด ผู้จัดงาน SPORTEC Thailand 2026 กล่าวว่า”SPORTEC Thailand 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมกีฬาและฟิตเนสในประเทศไทย เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกีฬา ฟิตเนส และเวลเนส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจด้านกีฬาและฟิตเนสของภูมิภาค
จากกระแสตอบรับที่ได้รับ ทั้งจำนวนผู้เข้าชมงานและความต้องการพื้นที่จัดแสดงที่เพิ่มขึ้น เราจึงเตรียมขยายพื้นที่จัดงาน SPORTEC Thailand 2027 พร้อมยกระดับเนื้อหา กิจกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมกีฬาและฟิตเนสของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป”
นางสาวณรินณ์ทิพ และนายวิทยา กล่าวทิ้งท้ายว่า “จากความสำเร็จของการจัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo & SPORTEC Thailand 2026 ในครั้งนี้ และเสียงตอบรับจากผู้จัดแสดงบูธที่ต้องการเพิ่มพื้นที่จัดแสดงงาน ทางผู้จัดงานจึงวางแผนขยายพื้นที่เป็น 20,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับความต้องการในปีหน้า ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าเรื่องสุขภาพ เวลเนส และกีฬา เป็นเทรนด์ของโลกยุคใหม่ที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ทางผู้จัดงานมุ่งมั่นที่จะยกระดับงานให้ครอบคลุมทั้งสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส กีฬา และการแพทย์เชิงป้องกันไว้ในเวทีเดียวกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับสากลต่อไป”
แล้วพบกันอีกครั้งกับหมุดหมายสำคัญในอีเว้นท์ใหญ่ด้านสุขภาพ เวลเนส Longevity และกีฬา กับงาน “WALEX” Thailand Wellness & Longevity Expo and SPORTEC Thailand 2027 จัดระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2570 ณ ฮอลล์ 101-104 ไบเทค บางนา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 086-314-1482 :Cr;มณสิการ รามจันทร์