วันศุกร์, สิงหาคม 28, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก

เกินคาด !! Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ดีลพุ่ง 266 ลบ.ดูแลสัตว์เลี้ยงมาแรง-สะดวกซักแชมป์ ปลายปีนี้PMG รุก มหกรรมชี้ช่องรวย

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//จบลงไปแล้วกับผลตอบรับดีเกินความคาดหมาย สำหรับงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 6-9 สิงหาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ผ่านมา สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่อยู่ในภาวะฟื้นตัวค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ยอดผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 30,622 คน มีผู้สนใจจองและซื้อธุรกิจแฟรนไชส์มูลค่าราว 280 ล้านบาท ส่วนยอดขอสินเชื่อในงานพุ่งสูงถึง 548 ล้านบาท ด้านเจรจาจับคู่ธุรกิจทำสถิติ 210 คู่ คิดเป็นมูลค่า 187 ล้านบาท หนุนให้เม็ดเงินสะพัดในงานสูงถึง 815 ล้านบาท จากความสำเร็จพีเอ็มจีประกาศจัดใหญ่ส่งท้ายปีกับงาน “มหกรรมชี้ช่องรวย แฟรนไชส์” วันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2569 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา ผู้ที่สนใจอยากมีอาชีพ หรือต่อยอดธุรกิจห้ามพลาด!!

งาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี จากความร่วมมือของหน่วยงานหลายภาคส่วน ได้แก่ สมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียน-สากล สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม สถาบันอาหาร สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด และ ทิพยประกันชีวิต

นางสาววิมลณ์เกศ สุวพัฒน์ธุนากร ผู้จัดงาน Franchise Expo Thailand 2026 กล่าวสรุปภาพรวมการจัดงานว่า “จากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีอัตราการฟื้นตัวค่อนข้างต่ำ แต่ผลตอบรับการจัดงานกลับเหนือความคาดหมาย โดยตลอด 4 วันมีผู้สนใจเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 30,622 คนจากทั่วประเทศ ช่วงอายุตั้งแต่ 22-65 ปี สะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการมองหาธุรกิจและแฟรนไชส์ เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้สู่ทางรอดในภาวะเศรษฐกิจยุคนี้

สำหรับธุรกิจและแฟรนไชส์ยอดนิยมในงาน ปีนี้ธุรกิจสะดวกซักยังครองแชมป์ความนิยมสูงสุด โดยแบรนด์ที่ติดโผ ได้แก่ Speed Queen By VJ Group, 24WASH, โอบี ดีเวลล็อปเม้นท์, Prompt Wash, คลีน สตาร์ โซลูชั่น,WASHENJOY , CleanChain, BearWash และ Trendy Wash ที่สำคัญปีนี้ยังมีธุรกิจหน้าใหม่ที่เบียดอันดับขอเข้าวินด้วย ได้แก่ World Of Pet ธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยง, บีซีเอ็ม แมเนจเม้นท์ ธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค, Quickwash ธุรกิจล้างรถอัตโนมัติ , ทีเอสอาร์ ลิฟวิ่ง โซลูชั่น ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องกรองน้ำและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง และ เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่ง ส่วนแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ยังครองความนิยมตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็น Merstar & Mim ธุรกิจกาแฟและมัทฉะ, Akiko’s Tea, กุยช่ายสวรรค์, 39 Ramen ร่ำรวยเย็นตาโฟ และข้าวมันส์ รวมมูลค่าดีลธุรกิจและแฟรนไชส์ภายในงานสูงถึง 266 ล้านบาท

ส่วนยอดขอสินเชื่อภายในงานปีนี้ทำสถิติสูงถึง 548 ล้าน ภายในงานมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเอสเอ็มอีจากสถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และการค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม อีกหนึ่งไฮไลท์ที่มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก คือ กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ปีนี้มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจรวม 210 คู่ คิดเป็นมูลค่า 187 ล้านบาท

“สำหรับภาพรวมการจัดงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ปีนี้เรียกได้ว่าสร้างผลตอบรับเกินความคาดหมาย จากยอดผู้เข้าร่วมงาน 30,622 คนทั่วประเทศ อายุเฉลี่ยตั้งแต่ 22-65 ปี แสดงให้เห็นว่าเวทีนี้สร้างโอกาสสำหรับคนที่มองหาอาชีพ ธุรกิจ และแฟรนไชส์ ในทุกช่วงวัยได้อย่างแท้จริง สมดังเจตนารมณ์ของผู้จัดงานที่ต้องการให้งานนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จุดประกายทางเลือกและโอกาสใหม่ ๆ ปลุกผู้คนให้ลุกขึ้นสู้และยืนหยัดอย่างมั่นคงแม้ในยามวิกฤต เราเชื่อว่ายังมีคนที่สนใจมองหาอาชีพเพื่อเริ่มต้น หรือต่อยอดธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้เดินหน้าจัดงานธุรกิจแฟรนไชส์สัญจรอีกครั้งในช่วงปลายปีกับงาน “มหกรรมชี้ช่องรวย แฟรนไชส์” ที่ไบเทค บางนา จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานนี้” นางสาววิมลณ์เกศ กล่าวปิดท้าย

จากผลตอบรับที่ดีเกินความคาดหมาย พีเอ็มจีจึงมุ่งมั่นสานภารกิจช่วยคนตัวเล็กอย่างต่อเนื่อง โดยปลายปีนี้เดินเครื่องจัดงานแฟรนไชส์สัญจร กับดีลพิเศษลดแรงส่งท้ายปี ในงาน “มหกรรมชี้ช่องรวย แฟรนไชส์” ที่ยกทัพแฟรนไชส์และธุรกิจน่าลงทุนจากงาน Franchise Expo Thailand พร้อมด้วยธุรกิจแฟรนไชส์หน้าใหม่ จัดเต็มพื้นที่ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ธุรกิจสะดวกซัก ธุรกิจจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เบเกอรี่ การศึกษา เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ โรงงานรับจ้างผลิต ขนส่งและโลจิสติกส์ ที่ตอบโจทย์ทุกงบการลงทุน พร้อมด้วยสินเชื่อจากสถาบันการเงินชั้นนำ เสิร์ฟครบจบกับทำเลทองให้เลือกสรรทั่วประเทศ

ผู้ที่กำลังตัดสินใจลงทุนหรือพลาดโอกาสในครั้งนี้ เตรียมพร้อมปักหมุดรองาน “มหกรรมชี้ช่องรวย แฟรนไชส์” จัดระหว่างวันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2569 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างอาชีพให้คนไทย เสริมเศรษฐกิจฐานรากให้ฟื้นตัวและเข้มแข็งไปด้วยกัน สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 094-915-4624 เฟซบุ๊ค : ชี้ช่องรวย , franchise Expo Thailand และ https://www.franchiseexpothailand.com/:Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

กมธ.การทหารฯ วุฒิสภา เปิดเวทีระดมความคิดเห็น มุ่งยกระดับ กอ.รมน. สู่การเป็น “Smart Security Agency”

0

กมธ.การทหารฯ วุฒิสภา เปิดเวทีระดมความคิดเห็น มุ่งยกระดับ กอ.รมน. สู่การเป็น “Smart Security Agency”

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมหมายเลข 402 – 403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “การบริหารความมั่นคงภายในอย่างยั่งยืน : บทบาทและทิศทางของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ในมิติบูรณาการ” โดยมี นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดการเสวนา นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ คณะอนุกรรมาธิการ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน่วยงานด้านความมั่นคง สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการความมั่นคงภายในประเทศให้เท่าทันสถานการณ์สากล โดยการนำระบบโครงสร้างความมั่นคงต้นแบบจากต่างประเทศ เช่น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (DHS) หรือระบบสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหราชอาณาจักร มาเป็นแนวทางร่วมพิจารณาเพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและโครงสร้างของหน่วยงานให้ก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่มีขีดความสามารถสูง มีการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Management) บูรณาการฐานข้อมูล (Big Data Consolidation) และใช้ระบบการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยการข่าวและเทคโนโลยีที่แม่นยำ คณะกรรมาธิการฯ ในฐานะเป็นกลไกหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการทางการทหารทั้งปวง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การพัฒนาประเทศ และที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแบบองค์รวม รวมถึงการพิจารณาศึกษา ติดตาม และเสนอแนะการปฏิรูปประเทศภายใต้กรอบของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อส่งเสริมระบบการบริหารจัดการด้านการรักษาความมั่นคงภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการศึกษาและถอดบทเรียนเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดโครงการเสวนาวิชาการขึ้นและคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้รับกรอบแนวทาง (Roadmap) ที่ชัดเจนในการยกระดับ กอ.รมน. สู่การเป็น “Smart Security Agency” ที่มีการทำงานเชิงรุก โปร่งใสและมีเป้าหมายเพื่อประชาชนเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดความเข้าใจและมุมมองต่อ กอ.รมน. ที่มีเอกภาพมากขึ้น สามารถช่วยกันส่งเสริมและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เช่น ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และปัญหาชายแดนได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จร่วมกัน และยังมีความเชื่อมั่นต่อระบบการบริหารความมั่นคงของรัฐ ได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามที่กระทบต่อความเป็นอยู่ นำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังได้รับชุดข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่รอบด้าน เพื่อนำไปยกร่างและปรับปรุงรายงานและการยกระดับคุณภาพทางวิชาการ โดยมีข้อมูลสนับสนุนและบทวิเคราะห์ที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถนำไปปรับปรุงในเนื้อหา “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ” และเกิดโครงข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการสื่อสาร สร้างความตระหนักรู้กับภาคประชาชน จากการจัดเสวนาจะช่วยลดช่องว่างความไม่ไว้วางใจของภาคประชาชนที่มีต่อหน่วยงานความมั่นคง โดยสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมตามแนวทางการปฏิบัติงานยุคดิจิทัล อีกทั้งยังเกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือข้ามภาคส่วน หรือ Multi-agency and Stakeholder Network ระหว่างวุฒิสภา หน่วยงานความมั่นคง เช่น กอ.รมน. สมช. มท. ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดการบูรณาการและการประสานงานด้านความมั่นคงแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน
ภายในงานเสวนาฯ มีการปาฐกถาพิเศษโดย พลเอก นักรบ บุญบัวทอง เรื่อง “ภาพอนาคตความมั่นคงไทย : การปฏิรูปโครงสร้างและกฎหมายความมั่นคงภายใน สู่การทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” จากนั้น มีการเสวนาโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย 1. พลตรี ชัชช์ มนตรีมุข รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กองทัพบก ในประเด็น “กอ.รมน. กับบทบาทการเป็นแกนกลางบูรณาการ (Integration Hub) และการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรความมั่นคงอัจฉริยะ (Smart Security Agency)” 2. นายเอกพงษ์ ศิริพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ในประเด็น “กลไกมหาดไทยกับการบูรณาการความมั่นคงภายในระดับพื้นที่ : การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน” และ 3. นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง “มุมมองฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาสังคม : ความท้าทายในการปรับปรุงกฎหมายความมั่นคง สิทธิมนุษยชนและความไว้วางใจของประชาชน”
.
สำหรับวัตถุประสงค์การจัดเสวนา จัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ร่วมวิเคราะห์ ทบทวนบทบาท และออกแบบแนวทางการพัฒนาระบบบริหารจัดการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทั้งในด้านกฎหมาย โครงสร้าง และกำลังพล ตลอดจนภารกิจสำคัญและจำเป็นในการรักษาความมั่นคงภายในของประเทศ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรความมั่นคงอัจฉริยะที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดมั่นในผลประโยชน์ ความปลอดภัย และความสุขของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

รพ.กรุงเทพ รับแต่งตั้งเป็น ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้ทันตกรรมรากเทียมแห่งแรกในไทย Center of Dental Education (CoDE) เชื่อมเครือข่ายการเรียนรู้สู่ระดับโลก

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับ Straumann Group ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบรากฟันเทียมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัว Straumann Center of Dental Education (CoDE) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้ทันตกรรมรากเทียมอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น CoDE แห่งแรกในประเทศไทย และแห่งที่ 60 ของโลก ภายใต้เครือข่ายศูนย์การศึกษาด้านทันตกรรมของ Straumann ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางคลินิก เพื่อสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยจริงมร.มาร์คัส คอฟมันน์ รองประธาน และหัวหน้าฝ่ายพัฒนาการศึกษาด้านการแพทย์ระดับสากล Straumann Group กล่าวว่า Straumann ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาทักษะของทันตแพทย์ เพื่อสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานการรักษา โดย Straumann Center of Dental Education หรือ CoDE มีพันธกิจ คือการรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานสูงสุด และการเปิดพื้นที่ให้ทันตแพทย์จากที่อื่นได้เรียนรู้จากสถานการณ์ทางคลินิกจริง ผ่านการฝึกอบรม สัมมนา และกิจกรรมวิชาการในหลากหลายรูปแบบ ปัจจุบันเครือข่าย CoDE มี 60 แห่ง ใน 28 ประเทศทั่วโลก การจัดตั้งศูนย์กลางการเรียนรู้ ณ ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพนี้ จะได้รับการยอมรับในระดับเดียวกับศูนย์ชั้นนำอื่น ๆ ในทั่วโลก จึงเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงทันตแพทย์ไทยกับเครือข่ายการศึกษาระดับโลกของ Straumann พร้อมสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยและนานาชาติพญ.บุญธิดา เจริญสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรงพยาบาลกรุงเทพมุ่งพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ในหลากหลายสาขา โดยให้ความสำคัญกับ ทีมแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสถานที่ที่พร้อมรองรับการรักษาและการเรียนรู้ ควบคู่กัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง การได้รับเลือกเป็น Straumann Center of Dental Education (CoDE) แห่งแรกของประเทศไทยและนับเป็นแห่งที่ 60 ของโลก สะท้อนถึงมาตรฐานทางคลินิกขั้นสูงและความพร้อมของโรงพยาบาลกรุงเทพในการเป็นแหล่งเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านทันตกรรมในระดับภูมิภาค และต่อยอดสู่การพัฒนาคุณภาพการรักษาและผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วย”ทพญ.วลัยลักษณ์ เกียรติธนากร ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ในปี 2027 ศูนย์ฯ เตรียมเปิดหลักสูตรสำหรับทันตแพทย์ที่สนใจพัฒนาทักษะด้านทันตกรรมรากเทียม ผสมผสานการเรียนรู้ทั้งการสาธิตการผ่าตัด (Live Surgery)และ การฝึกปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย (Hands-on Training) เพื่อให้ทันตแพทย์สามารถเชื่อมโยงความรู้ ประสบการณ์ทางคลินิกและนำไปประยุกต์ใช้ในการรักษาได้อย่างเหมาะสม มี 2 หลักสูตร คือ1. Digital Pro Arch Workflow Course หลักสูตรอบรมหรือการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำรากฟันเทียมและใส่ฟันทั้งปาก ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การวางแผนการรักษา ไปจนถึงการบูรณะขั้นสุดท้าย เพื่อเพิ่มความเข้าใจและทักษะในการประยุกต์ใช้ Digital Workflow ในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูช่องปากทั้งขากรรไกร

2. Single Anterior Course หลักสูตรการทำรากฟันเทียมฟันหน้าด้วยระบบดิจิทัล ตั้งแต่วางแผนจนถึงฝังรากเทียมและใส่ฟันชั่วคราว ไปจนถึงการบูรณะขั้นสุดท้าย เป้าหมายคือลดขั้นตอนทางคลินิกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ  โทร. 0 2755 1335 Contact Center โทร. 1719 หรือ แอดไลน์ BHQ Dental Line คลิก http://bit.ly/3XEOriq

หรือ CoDE website: https://www.straumann.com/en/dental-professionals/education.html

#ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ #รพ.กรุงเทพ #Bangkokhospital #Straumann #Center of Dental Education#CoDE #รากฟันเทียม #ทันตกรรม

:Cr;มณสิการ รามจันทร์

DITP เปิดหลักสูตร “พลิกเกมธุรกิจ เร่งสปีดด้วย AI” ยกระดับผู้ประกอบการไทยเท่าทันเศรษฐกิจยุคใหม่

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดย สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) จัดโครงการ ยกระดับผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่ (Upskill & Reskill) ภายใต้แนวคิด “Megatrend Arrow: พลิกเกมธุรกิจ เร่งสปีดด้วย AI” ระหว่างวันที่ 20–21 สิงหาคม 2569 ณ ห้องปารีส แกรนด์ ชั้น 2 เฟส 3 โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเสริมศักยภาพ SMEs, MSMEs ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และผู้สนใจด้านการค้าระหว่างประเทศ ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลกยุคดิจิทัล

โครงการมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีดิจิทัล และแนวโน้มการค้าโลก ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค การวางแผนการตลาด การพัฒนาสินค้าและบริการ การบริหารต้นทุน ไปจนถึงการขยายตลาดต่างประเทศ ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว

ตลอดระยะเวลา 2 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้รับองค์ความรู้เชิงกลยุทธ์ผ่านหัวข้อสำคัญ อาทิ การวิเคราะห์ Megatrend ของตลาดโลก การสร้าง Business Mindset การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการค้าและการส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ พร้อม Workshop ทดลองใช้เครื่องมือ AI เพื่อแก้โจทย์ทางธุรกิจและวางแผนการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากการพัฒนาทักษะแล้ว โครงการยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำความรู้ไปใช้จริง ทั้งการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด การสร้างแบรนด์ เพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยระบบดิจิทัล รวมถึงสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดสู่ความร่วมมือและนวัตกรรมใหม่ การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และสร้างคุณค่าใหม่ให้ธุรกิจ

NEA ยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลก เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง สามารถใช้ AI และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส เพิ่มรายได้ ยกระดับศักยภาพธุรกิจ และขยายตลาดสู่ระดับสากล นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ กระจายรายได้สู่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางของ NEA ได้แก่ เว็บไซต์ :
www.nea.ditp.go.th, Facebook : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ และแพลตฟอร์มให้ความรู้ออนไลน์E-Academy ที่ https://e-academy.ditp.go.th/home สามารถเรียนได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย:Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

สศก. เปิดเวทีวิชาการ 2569 ชู 8 งานวิจัย มองภาคเกษตรไทยผ่าน“คำถามเชิงเศรษฐศาสตร์”

0

จากสังคมสูงวัย ข้าวคาร์บอนต่ำ และ AI–SAR สู่การแข่งขันทุเรียน โอกาสของโกโก้ไทย และปาล์มน้ำมันยั่งยืน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดงานสัมมนาวิชาการ “การเสนอผลงานวิชาการด้านเศรษฐกิจการเกษตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และนิทรรศการนวัตกรรมข้อมูลภาคเกษตร” หรือ Academic Open House & Agricultural Economics Forum 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ ห้องไดมอนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัยและงานวิเคราะห์รวม 8 เรื่อง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรเข้าร่วม

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า จุดเด่นของเวทีวิชาการปีนี้ คือการนำข้อมูลและปัญหาภาคเกษตรมาตั้งเป็น “คำถามเชิงเศรษฐศาสตร์” เพื่อค้นหาคำอธิบายว่า เหตุใดเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องจึงตัดสินใจเช่นนั้น การตัดสินใจดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใด และหากภาครัฐจะดำเนินมาตรการ ควรออกแบบอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศ

“งานของ สศก. ต้องไม่หยุดอยู่ที่การรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดจึงเกิด ใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุน และหากภาครัฐใช้ทรัพยากรหนึ่งบาท จะสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ข้อมูล แบบจำลอง และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่หัวใจคือการใช้ดุลพินิจทางเศรษฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนหลักฐาน” เลขาธิการ สศก. กล่าว

สำหรับผลงานวิจัยและงานวิเคราะห์ทั้ง 8 เรื่อง ที่นำเสนอ ประกอบด้วย

1. การวางแผนการผลิตเพื่อรองรับความเสี่ยงทางรายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า สังคมสูงวัยไม่ได้กระทบเพียงจำนวนแรงงานในภาคเกษตร แต่ยังส่งผลต่อความพร้อมในการลงทุน ความสามารถในการรับความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยี และการส่งต่อกิจการเกษตรไปยังคนรุ่นใหม่ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า อายุ สุขภาพ รายได้ ข้อมูล และความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ส่งผลต่อการตัดสินใจวางแผนการผลิตผ่านช่องทางใด และภาครัฐควรช่วยให้เกษตรกรสูงวัย “ทำต่อ ส่งต่อ หรือวางมือ” ได้อย่างเหมาะสมอย่างไร

2. การพัฒนาความร่วมมือบริหารจัดการสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech

กรณีศึกษาข้าว สับปะรด กล้วยหอมทอง และอะโวคาโด สะท้อนให้เห็นว่า การแปรรูปไม่ได้สร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกรโดยอัตโนมัติ แม้ทุกฝ่ายจะมองเห็นโอกาสร่วมกัน แต่ความร่วมมืออาจไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากยังมีต้นทุนในการค้นหาคู่ค้า การเจรจา การควบคุมคุณภาพ การขอรับรองมาตรฐาน การติดตามสัญญา และการเข้าถึงตลาด

งานวิจัยจึงมุ่งค้นหาว่า อุปสรรคที่แท้จริงอยู่ที่เทคโนโลยี เงินทุน การบริหารจัดการ หรือโครงสร้างแรงจูงใจของคู่สัญญา รวมทั้งพิจารณาว่า มูลค่าที่เกิดขึ้นจากการแปรรูปถูกแบ่งปันกลับไปถึงเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนมากน้อยเพียงใด

3. ความเต็มใจจ่ายของเกษตรกรต่อบริการ ASP สำหรับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ

การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ขณะที่ต้นทุนในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตส่วนหนึ่งตกอยู่กับเกษตรกรรายบุคคล งานวิจัยจึงประเมินความเต็มใจจ่ายของเกษตรกรต่อบริการเครื่องจักรและเทคโนโลยี เช่น การปรับระดับนาด้วยเลเซอร์ เครื่องปักดำนา โดรนเพื่อการเกษตร และเครื่องสับย่อยฟาง

ผลการศึกษาจะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาตลาดผู้ให้บริการทางการเกษตร หรือ Agricultural Service Providers (ASPs) รวมถึงการออกแบบมาตรการสนับสนุนที่ช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยไม่ทำให้ภาครัฐต้องรับต้นทุนทั้งหมด และสามารถเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ด้านการลดคาร์บอนได้อย่างเหมาะสม

4. การจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบายสำหรับการฟื้นฟูภาคเกษตรหลังอุทกภัย

เมื่อทรัพยากรและงบประมาณมีจำกัด การฟื้นฟูหลังอุทกภัยจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า ควรช่วยใคร เรื่องใด และในช่วงเวลาใดก่อน เพราะการจัดลำดับตามระดับความเสียหาย ความเปราะบางของครัวเรือน หรือผลตอบแทนต่อทรัพยากรที่ใช้ อาจให้คำตอบที่แตกต่างกัน

งานวิจัยยังชวนพิจารณาความสมดุลระหว่างเงินเยียวยาระยะสั้นกับการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต ตลอดจนการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การประกันภัยพืชผล การฟื้นฟูปัจจัยการผลิต การจัดการหนี้ การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่กลับเข้าสู่วงจรความเปราะบางซ้ำเดิม

5. การประเมินเนื้อที่ยืนต้นปาล์มน้ำมันด้วย AI และภาพถ่ายดาวเทียม SAR

งานศึกษานำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประมวลผลร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมระบบ Synthetic Aperture Radar (SAR) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการประเมินเนื้อที่ยืนต้นปาล์มน้ำมัน

ในทางเศรษฐศาสตร์ ข้อมูลจะมีมูลค่าก็ต่อเมื่อช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้น คำถามของงานจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า แบบจำลองมีความแม่นยำเพียงใด แต่รวมถึงความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดต้นทุนการสำรวจ ลดความผิดพลาดในการคาดการณ์อุปทาน และทำให้การบริหารจัดการปาล์มน้ำมันทั้งระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร

6. ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบและศักยภาพตลาดส่งออกทุเรียนไทย

ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบสะท้อนผลการค้าที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ไม่ใช่หลักประกันความสามารถในการแข่งขันในอนาคต เนื่องจากการแข่งขันยังขึ้นอยู่กับผลิตภาพ ต้นทุนหลังการเก็บเกี่ยว ระบบโลจิสติกส์ คุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถในการส่งมอบสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขของตลาดปลายทาง

งานวิจัยจึงวิเคราะห์ทั้งสถานะของไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออก และความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลัก พร้อมเสนอแนวทางรักษาตลาดเดิม ฟื้นฟูตลาดที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลง และกระจายตลาดบนพื้นฐานของกำไรและความเสี่ยง โดยไม่พิจารณาเฉพาะปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว

7. โอกาสทางการตลาดของโกโก้ไทย

งานวิจัยศึกษาทั้งความต้องการของผู้แปรรูป พฤติกรรมผู้บริโภค คุณลักษณะผลิตภัณฑ์ที่ตลาดให้คุณค่า ตลอดจนระดับราคาและช่องทางจำหน่ายที่เหมาะสม โดยพบว่า แหล่งผลิตในประเทศไทย รสชาติ การรับรองคุณภาพ และเรื่องราวของพื้นที่ผลิต มีส่วนช่วยสร้างความแตกต่างให้แก่ผลิตภัณฑ์โกโก้ไทย

อย่างไรก็ตาม โอกาสของเกษตรกรรายหนึ่งอาจไม่เท่ากับโอกาสของประเทศทั้งระบบ โดยเฉพาะโกโก้ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีก่อนให้ผลผลิต หากมีการขยายพื้นที่พร้อมกันโดยไม่มีข้อมูลอุปสงค์และตลาดรองรับ อาจนำไปสู่อุปทานส่วนเกินในอนาคต งานวิจัยจึงให้ความสำคัญกับการผลิตที่มีผู้รับซื้อรองรับ การรักษาคุณภาพ และการพัฒนาตลาดควบคู่กับการส่งเสริมการปลูก

8. แนวทางสู่ความสำเร็จในการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน

การผลิตตามมาตรฐานความยั่งยืนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบย้อนกลับ และโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบทางสังคม อย่างไรก็ตาม การรับรองมาตรฐานมีต้นทุนคงที่ ทั้งค่าตรวจประเมิน ระบบข้อมูล เอกสาร และการบริหารกลุ่ม ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าเกษตรกรรายใหญ่

งานวิจัยจึงศึกษาปัจจัยความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับมาตรฐาน RSPO ทั้งด้านการบริหารกลุ่ม การมีส่วนร่วมของสมาชิก การสนับสนุนจากโรงงานสกัด ระบบตรวจสอบ และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อหาแนวทางลดต้นทุนในการเข้าสู่ระบบ และทำให้ผลตอบแทนจากตลาดกลับไปถึงเกษตรกรอย่างเป็นธรรม

เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อพิจารณาร่วมกัน ผลงานทั้ง 8 เรื่องสะท้อนปัญหาภาคเกษตรไทยใน 4 มิติ ที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ข้อจำกัดของเกษตรกรและครัวเรือน โครงสร้างแรงจูงใจและการทำงานของตลาด คุณภาพของข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ และการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันและมาตรฐานในตลาดปลายทาง

ทั้ง 4 มิตินำไปสู่คำถามร่วมกันว่า เหตุใดปัญหาบางประการในภาคเกษตรจึงเกิดขึ้นซ้ำ แม้ทุกฝ่ายจะมีข้อมูลและมีความตั้งใจแก้ไข คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ข้อจำกัด แรงจูงใจ ข้อมูล และกติกาที่ไม่สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ข้อมูล แบบจำลอง และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน มาประกอบการออกแบบนโยบาย

“สศก. จะยกระดับงานวิชาการจากการรายงานสถานการณ์ ไปสู่การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์และการประเมินทางเลือกนโยบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้ข้อเสนอของ สศก. สามารถตอบได้ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม ความคุ้มค่าของงบประมาณ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อเกษตรกร” เลขาธิการ สศก. กล่าว

ทั้งนี้ ผลงานที่นำเสนอในเวทีดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและผลการศึกษาได้ทางช่องทางเผยแพร่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ โดย สศก. พร้อมเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาข้อมูล องค์ความรู้ และงานวิเคราะห์สำหรับสนับสนุนการกำหนดนโยบายภาคเกษตรของประเทศต่อไป

สศก. เดินหน้า “Single Map” พืชเศรษฐกิจ ลดข้อมูลพื้นที่ทับซ้อน หนุนวางแผนผลิต–ตลาดแม่นยำขึ้น

0

นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่ยืนต้นพืชเศรษฐกิจ เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับติดตามสถานการณ์การผลิต จัดทำสถิติการเกษตร ประเมินผลผลิต และวางแผนการผลิตและการตลาด โดยข้อมูลพื้นที่ที่ถูกต้อง สอดคล้อง และสะท้อนสภาพการเพาะปลูกจริง จะช่วยให้ภาครัฐวิเคราะห์สถานการณ์และบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้เหมาะสมกับสถานการณ์และพื้นที่มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์ที่ดินทางการเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการเปลี่ยนชนิดพืช การโค่นและปลูกใหม่ หรือการปลูกพืชตามฤดูกาล ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่จัดทำข้อมูลพื้นที่เกษตรอาจมีวิธีการและช่วงเวลาในการจัดเก็บข้อมูลแตกต่างกัน จึงอาจทำให้ขอบเขตพื้นที่เพาะปลูกจากแต่ละแหล่งไม่สอดคล้องหรือเกิดการทับซ้อน ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบและปรับปรุงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สศก. โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร จึงดำเนินกิจกรรม “การจัดทำแผนที่พืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว (Single Map)” ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับข้อมูลเชิงพื้นที่ของพืชเศรษฐกิจสำคัญให้มีความสอดคล้อง ลดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์

สำหรับ Single Map คือการตรวจสอบและปรับข้อมูลพื้นที่ปลูกพืชให้มีขอบเขตที่สอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อไม่ให้พื้นที่เดียวกันถูกระบุซ้ำหรือแตกต่างกันในข้อมูลพืชแต่ละชนิด ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศของ สศก. ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมติดตามเนื้อที่เพาะปลูกและประเมินผลผลิต ตลอดจนการบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สศก. ใช้ ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมควบคู่กับการสำรวจพื้นที่จริง โดยเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บพิกัดและข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน นำมาเปรียบเทียบและตรวจสอบกับข้อมูลจากดาวเทียม พร้อมนำเทคโนโลยี Machine Learning ด้วยวิธี XGBoost Model มาสร้างต้นไม้แห่งการตัดสินใจ (Decision Tree) เพื่อช่วยวิเคราะห์ ประมวลผล และจำแนกพื้นที่พืช โดยฝึก (Train) แบบจำลองจากข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่าง ๆ ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมที่ผ่านการวิเคราะห์ค่าดัชนีพืชพรรณ (Vegetation Index) หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีสามารถดึงลักษณะพืชพรรณที่ปรากฏในพื้นที่ได้แตกต่างกัน ได้แก่ Normalized Difference Vegetation Index (NDVI), Soil Adjusted Vegetation Index (SAVI), Normalized Difference Red Edge Index (NDRE) และ Chlorophyll Index Red Edge (CI-Red) การใช้ดัชนีเหล่านี้ร่วมกันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนการตัดสินใจมีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่ข้อมูลมีความคลุมเครือหรือพบขอบเขตของพืชหลายชนิดทับซ้อนกัน ช่วยให้การตรวจสอบข้อมูลเป็นระบบ และสร้างมาตรฐานการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทับซ้อนกัน เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำไปใช้จำแนกประเภทพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จนถึงปัจจุบัน สศก. ได้ดำเนินการตรวจสอบและปรับแก้ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูก/ยืนต้นของ พืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี มันสำปะหลังโรงงาน สับปะรด ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมถึงสินค้าอื่นๆ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดมาตรการและนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีแผนดำเนินการให้ครอบคลุมแหล่งผลิตที่สำคัญทั่วประเทศ ทั้งนี้ ได้ทยอยลงพื้นที่สำรวจและจัดเก็บข้อมูลแปลงเกษตรตัวอย่างให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

ภายหลังการสำรวจภาคสนามแล้วเสร็จ สศก. จะนำข้อมูลสภาพพื้นที่จริงที่จัดเก็บได้มาประมวลผลร่วมกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2A และ Sentinel-2B เพื่อพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจำแนกชนิดพืชให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก่อนนำผลไปตรวจสอบและปรับแก้พื้นที่ที่ยังมีข้อมูลทับซ้อน โดยมีเป้าหมายให้ได้ข้อมูลเชิงพื้นที่พืชเศรษฐกิจที่มีความสอดคล้องและครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะรายงานให้ทราบต่อไป

การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยยกระดับฐานข้อมูลด้านการเกษตรให้มีคุณภาพและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ทั้งการจัดทำสถิติการเกษตร การติดตามสถานการณ์การผลิต การประเมินผลผลิต และการวางแผนด้านการผลิตและการตลาด ช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจที่สะท้อนสภาพพื้นที่จริงมากยิ่งขึ้น รวมถึงนำข้อมูลเชิงพื้นที่ที่จัดทำไปใช้ประกอบการดำเนินนโยบายรัฐบาลที่สำคัญ เช่น การทำ Geo-location ตามนโยบาย EU Deforestation Regulation (EUDR) ของสำนักงาน กพ. ร่วมกับ NECTEC และการคำนวณการดูดซับและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในพื้นที่ปาล์มน้ำมันและยางพารา โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

“เป้าหมายของ Single Map ไม่ได้อยู่เพียงการทำแผนที่ให้ตรงกัน แต่คือการทำให้ประเทศมีข้อมูลพื้นที่เกษตรที่มีคุณภาพและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เมื่อเรารู้ว่าพืชแต่ละชนิดปลูกอยู่ที่ไหนและมีพื้นที่เท่าใดอย่างชัดเจน ก็จะช่วยให้การติดตามสถานการณ์ การวางแผนการผลิต การบริหารจัดการสินค้า และการวางแผนตลาดมีข้อมูลรองรับที่ดีขึ้น ซึ่งสุดท้าย จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกร ผู้บริหาร และผู้ใช้ข้อมูลภาคเกษตร”

ป้องกัน: Hacked by CoupDeGrace

0

This content is password-protected. To view it, please enter the password below.

ป้องกัน: Hacked by CoupDeGrace

0

This content is password-protected. To view it, please enter the password below.

ป้องกัน: Hacked by CoupDeGrace

0

This content is password-protected. To view it, please enter the password below.