https://linevoom.line.me/post/1177932249540257563
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177932249540257563
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177923633237179303
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
พิมพ์ไทยออนไลน์//คนรักสุขภาพ นักธุรกิจที่มองหาโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต เตรียมตั้งตารอ กับงาน “Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026” จัดโดย บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ บริษัท สปอร์เทค บีเคเค จำกัด รวบรวม 22 โซนสุขภาพ จัดแสดงสินค้า บริการทางการแพทย์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพ longevity Wellness Healthcare ฟิตเนส กีฬา
รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สมาคมฯที่เกี่ยวข้องมาร่วมแสดงศักยภาพด้านเวลเนสอย่างคับคั่งเต็มพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ชวนคุณมาอัพเดทเทรนด์สุขภาพโลกยุคใหม่ พร้อมค้นหาแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพผ่านเวทีเสวนา ให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเมืองไทยและต่างประเทศ อาทิ ดีเบตในหัวข้อ Smart Eating สาธิตการปรุงอาหารสุขภาพ โดยหลักสูตรปรุงสุข จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)
ตื่นตากับกิจกรรมสร้างสีสันภายในงานคับคั่ง อาทิ การประกวดแข่งขัน Thailand Chocorista Championship 2026 รอบ playoff การแข่งขันระดับประเทศเพื่อเฟ้นหาและแสดงศักยภาพของผู้สอนแอโรบิกสเต็ป และผู้ที่หลงใหลในการเต้นฟิตเนสแบบกลุ่ม (Rookie Contest Thailand 2026), ONTRACK RACEON การแข่งขันฟิตเนสแบบทีม, Barre Workout จากเกาหลี, เวิร์กชอปจาก Zumba, เวิร์กชอปมวยไทยโดยแฟร์เท็กซ์ นอกจากนี้ยังมีห้อง Experience Room ให้คุณได้เปิดประสบการณ์ด้านสุขภาพและเวลเนสแบบเต็มอิ่ม พร้อมด้วยเวิร์กชอปสร้างกลิ่นหอมในแบบฉบับของคุณ โยคะเพื่อการบำบัดฉบับวัยทำงาน และอีกมากมาย ที่สำคัญยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ จัดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้ง 3 วัน
อย่าพลาด ! วันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยคลิกลิงค์ลงทะเบียนเข้างาน และเช็คหัวข้อพร้อมจองที่นั่งฟังสัมมนาได้ที่ >> https://eventpassinsight.co/el/to/twst2605
สนใจจองบูธในงานคลิก >> https://forms.gle/SFpuF3PnBj6wujDR8 โทร. 094-915-4624, 062-845-9515:Cr;มณสิการ รามจันทร์
พิมพ์ไทยออนไลน์//บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์สเปิดตัวแคมเปญสื่อสารแบรนด์ชุดใหม่ ภายใต้แนวคิด “ทุกเหตุผลของการเดินทางล้วนมีความหมาย” นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกลยุทธ์แบรนด์ จากการสื่อสารด้านการบริการสู่การถ่ายทอดคุณค่าทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง โดยมุ่งเน้นบทบาทของแบรนด์ในฐานะ “ผู้ร่วมทาง” ที่เชื่อมโยงทุกเหตุผลของการเดินทางให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีความหมายและน่าจดจำ
โดยมี “ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์” แบรนด์แอมบาสเดอร์ ร่วมถ่ายทอดมุมมองการเดินทางที่อบอุ่นและแสนพิเศษ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11
นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายขาย และรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แคมเปญนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของบางกอกแอร์เวย์ส ในฐานะ “Asia’s Boutique Airline” ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของประสบการณ์เดินทาง เราเชื่อว่าทุกเหตุผลของการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ความสัมพันธ์ หรือช่วงเวลาพิเศษในชีวิต ล้วนมีคุณค่า และทุก ๆ บอร์ดดิ้งพาสของบางกอกแอร์เวย์สจะเป็นเรื่องราวที่มีความหมาย และอยู่ในความทรงจำของผู้โดยสารเสมอ”
“นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับการสื่อสารแบรนด์จากมิติของบริการสู่คุณค่าทางอารมณ์ โดยมุ่งเข้าใจความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้โดยสารยุคใหม่ ที่มีเหตุผลในการเดินทางที่หลากหลายและเฉพาะตัวมากขึ้น พร้อมเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความอบอุ่น เข้าถึงง่าย และสะท้อนบทบาทของสายการบินในชีวิตผู้โดยสารได้อย่างแท้จริง” นางสาวอมรรัตน์ กล่าวเสริม
แคมเปญดังกล่าวนำเสนอผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของการเดินทางในมิติที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อความสัมพันธ์ การค้นหาประสบการณ์ใหม่ หรือช่วงเวลาสำคัญของชีวิต โดยสะท้อนให้เห็นว่าบางกอกแอร์เวย์สไม่ได้เป็นเพียงแค่ “สายการบิน” แต่คือ “ผู้ร่วมเดินทาง” ที่อยู่เคียงข้างผู้โดยสารในทุกเหตุผลของการเดินทาง
ในภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่นี้ ญาญ่า มาร่วมถ่ายทอดมุมมองของนักเดินทางยุคใหม่ ที่มองว่าการเดินทางไม่ได้เป็นเพียงการไปถึงจุดหมาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และเรื่องราวชีวิต บทบาทของเธอไม่ใช่เพียงผู้แสดง แต่คือตัวแทนความรู้สึกและมุมมองที่แท้จริงของผู้โดยสาร ช่วยเติมเต็มมิติทางอารมณ์ให้กับแคมเปญได้อย่างลึกซึ้งและน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ ภาพยนตร์โฆษณานำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ บนเส้นทางบินของบางกอกแอร์เวย์ส ที่ถักทอเรื่องราวของการเดินทาง ความสัมพันธ์ การบริการ และความทรงจำอันมีคุณค่าเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
รับชมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่นี้ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ผ่านทางสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียของบางกอกแอร์เวย์สได้ในช่องทางดังนี้
Facebook: https://www.facebook.com/FlyBangkokAir
YouTube Official: https://www.youtube.com/@FlyBangkokAir
TikTok: https://www.tiktok.com/@bangkok.airways
สำรองที่นั่งและติดตามโปรโมชันพิเศษได้ทางศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า Call Center: 1771 หรือ 02-270-6699 ทุกวันเวลา 08.00 น. – 20.00 น. PGLiveChat: https://bit.ly/PGLiveChatTH เว็บไซต์: www.bangkokair.com Line Official: @flybangkokair เพิ่มเพื่อน :มณสิการ รามจันทร์
สุราษฎร์ธานี-ปิดฉากยิ่งใหญ่ “สุราษฎร์ธานีเกมส์” ปลัดท่องเที่ยวและกีฬาฯ ชูพลังกีฬา พัฒนาคน สร้างเศรษฐกิจ พร้อมส่งไม้ต่อ “สุรินทร์เกมส์” ปี 2570
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 “สุราษฎร์ธานีเกมส์” ณ สนามกีฬากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี ดร.พัฒพงศ์ พงษ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยผู้บริหารจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้บริหารจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุรินทร์ นักกีฬา และผู้แทนจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 “สุราษฎร์ธานีเกมส์” เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของกีฬาในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สร้างโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ เสริมสร้างวินัย ความสามัคคี และน้ำใจนักกีฬา ควบคู่กับการเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความคึกคักให้กับจังหวัดเจ้าภาพ

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการแข่งขันครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ตลอดจนจิตอาสาและพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี ที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพอย่างอบอุ่นและน่าประทับใจ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดในการจัดมหกรรมกีฬาระดับชาติ และสะท้อนพลังความสามัคคีที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน พร้อมอวยพรให้นักกีฬาและผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
ด้าน ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 “สุราษฎร์ธานีเกมส์” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 17 พฤษภาคม 2569 ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และมาตรฐานที่กำหนด ทั้งในด้านการพัฒนานักกีฬา บุคลากรทางการกีฬา และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยในการแข่งขันครั้งนี้มีการทำลายสถิติรวม 24 รายการ มากกว่าการแข่งขันครั้งก่อน 1 รายการ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.35 สะท้อนถึงพัฒนาการและศักยภาพของนักกีฬาเยาวชนไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การแข่งขันยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่จังหวัดสุราษฎร์ธานีสูงถึง 1,857,384,877 บาท เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันครั้งก่อนร้อยละ 6.20 ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการใช้กีฬาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวของประเทศ
สำหรับผลการแข่งขัน 5 อันดับแรก ปรากฏว่า กรุงเทพมหานคร ครองเจ้าเหรียญทอง ด้วยผลงาน 136 เหรียญทอง 99 เหรียญเงิน และ 119 เหรียญทองแดง รวม 354 เหรียญ ขณะที่อันดับ 2 จังหวัดเชียงใหม่ อันดับ 3 จังหวัดชลบุรี อันดับ 4 จังหวัดนครสวรรค์ และอันดับ 5 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าภาพการแข่งขัน
บรรยากาศพิธีปิดเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยแสง สี เสียง และการแสดงสุดประทับใจ เริ่มด้วยการแสดงชุด “ร้อยใจใต้หล้า มิตรภาพล้ำค่าสุราษฎร์ธานี” ก่อนเข้าสู่ช่วงไฮไลท์สำคัญของพิธีส่งมอบธงประจำการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ให้แก่จังหวัดสุรินทร์ เจ้าภาพการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 42 “สุรินทร์เกมส์” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 30 มีนาคม 2570

จากนั้น จังหวัดสุรินทร์ได้จัดชุดการแสดงพิธีรับธง จังหวัดสุรินทร์เกมส์ ชื่อชุด
“อารยธรรมท้องถิ่นเมืองสุรินทร์เกมส์ ” และ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดชุดการแสดง พิธีส่งมอบธง ในชื่อชุด“สายน้ำแห่งมิตรภาพ สู่แสงสว่างแห่งอนาคต” ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไป ท่ามกลางเสียงปรบมือและความประทับใจของผู้ร่วมงาน ปิดฉาก “สุราษฎร์ธานีเกมส์” อย่างงดงาม สมศักดิ์ศรีมหกรรมกีฬาเยาวชนแห่งชาติของประเทศไทยในครั้งนี้….
เขียนข่าว:ผศ.ดร.พิมพาภรณ์ วงศ์เตชะนนท์ เสนอข่าว:บริษัทมหานครเอ็นเตอร์เทนเม้นท์จำกัด ภาพข่าว: นายณัฎฐ์ธนัน วงศ์เตชะนนท์ /น.ส. ชลิตาวิริยะตั้งสกุล /น.ส. จันทร์ฉาย ดำดี
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และแนวโน้มข้อกำหนดทางการค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ภาคเกษตรไทยจำเป็นต้องปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สศก. จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกสินค้าพืชเศรษฐกิจ (ข้าวนาปี)” เพื่อประเมินศักยภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตข้าวนาปี และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการกำหนดนโยบายการผลิตข้าวนาปีอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง BCG Economy Model

การศึกษาครั้งนี้ สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 – 12 (สศท.1 – 12) รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรปีการผลิต 2567/68 ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปีสำคัญ 37 จังหวัดทั่วประเทศ กลุ่มตัวอย่างรวม 534 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรทั่วไป 267 ราย และเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน 267 ราย โดยนำแนวคิดต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดก๊าซเรือนกระจก (Marginal Abatement Cost: MAC) มาใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปียังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความผันผวนและความไม่แน่นอนของราคาข้าว ปัญหาโรคข้าวและแมลงศัตรูพืช สภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง น้ำไม่เพียงพอ รวมถึงต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีและเมล็ดพันธุ์ที่มีราคาสูง

ดังนั้น การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน จึงเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากการเปรียบเทียบระหว่างเกษตรกรทั่วไปและเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน พบว่า การวิเคราะห์ดินก่อนการใส่ปุ๋ย ช่วยให้เกษตรกรประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยลงได้เฉลี่ย 145.62 บาทต่อไร่ โดยเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินมีต้นทุนรวม 4,400.78 บาทต่อไร่ ได้ผลผลิต 553.57 กิโลกรัมต่อไร่ ได้รับผลตอบแทน 6,105.88 บาทต่อไร่ (ทั้งนี้ คำนวณจากราคาข้าวเปลือกเจ้านาปี ณ ความชื้น 15% เฉลี่ยประมาณ 11,030 บาทต่อตัน ณ วันสำรวจช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2568) และมีกำไร 1,705.10 บาทต่อไร่ หรือ 3.08 บาทต่อกิโลกรัมเมื่อเทียบกับเกษตรกรทั่วไป พบว่า มีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ปุ๋ยทั่วไป ร้อยละ 5.24 ได้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่า ร้อยละ 3.41 และได้กำไรต่อกิโลกรัมสูงกว่าถึงร้อยละ 31.06 สะท้อนว่าแนวทางดังกล่าวสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

ด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า เกษตรกรทั่วไปมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ย 854.64 kgCO₂e ต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินปล่อยเฉลี่ย 787.98 kgCO₂e ต่อไร่ หรือลดลง 66.66 kgCO₂e ต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.80 เมื่อพิจารณาการใช้ปุ๋ยเคมี พบว่า การใส่ปุ๋ยยูเรียทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยเกษตรกรทั่วไปปล่อยเฉลี่ย 12.68 kgCO₂e ต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินปล่อยเพียง 7.41 kgCO₂e ต่อไร่ น้อยกว่าร้อยละ 41.56 ส่วนการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนส่งผลต่อการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N₂O) โดยเกษตรกรทั่วไปปล่อยเฉลี่ย 52.07 kgCO₂e ต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินปล่อยเพียง 33.20 kgCO₂e ต่อไร่ น้อยกว่าถึง 18.87 kgCO₂e ต่อไร่ หรือร้อยละ 36.24 เนื่องจากการเลือกใช้สูตรและปริมาณปุ๋ยที่สอดคล้องกับความต้องการของพืช

เมื่อพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม พบว่า การวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ยมีค่าต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดก๊าซเรือนกระจก (MAC) เท่ากับ -6.67 หมายความว่า เมื่อเกษตรกรเปลี่ยนจากการผลิตข้าวนาปีแบบทั่วไปมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดการลดก๊าซเรือนกระจก 1 kgCO₂e ได้ 6.67 บาท กล่าวคือ เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ยังได้รับผลตอบแทนสุทธิสูงขึ้น พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในเวลาเดียวกัน

จากผลการศึกษาจะเห็นได้ว่า การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N₂O) สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศ และมีโอกาสต่อยอดสู่การสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ในระยะต่อไป ควรเร่งขยายผลผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) แปลงใหญ่ และแปลงเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรเห็นผลจริงในพื้นที่ สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงบริการตรวจวิเคราะห์ดินได้สะดวกขึ้น ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เพื่อพัฒนาแนวทางเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่ตลาดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้สนใจผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) โทรศัพท์ 0 3835 1398 ในวันและเวลาราชการ
https://linevoom.line.me/post/1177915285434144428
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177906287930917423
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177897698228432139
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)