https://linevoom.line.me/post/1177742083075557847
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177742083075557847
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177733457672490338
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับจำกัด ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่ยังเป็นแรงกดดัน รวมถึง ความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ปัจจัยการผลิต การค้า และรายได้ของครัวเรือนเกษตร ภาคเกษตรจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร หรือ Socio ประจำปีเพาะปลูก 2567/68 ของ สศก. ครอบคลุมพื้นที่ 74 จังหวัด จากกลุ่มตัวอย่าง 9,200 ครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดครัวเรือนเฉลี่ย 472,886 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.42 แบ่งเป็นรายได้เงินสดทางการเกษตร 239,435 บาทต่อครัวเรือน และรายได้เงินสดนอกภาคเกษตร 233,451 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่รายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 84,779 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.98 และ รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 318,230 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.22 สะท้อนว่า แม้รายได้ภาพรวมปรับตัวดีขึ้น แต่ รายได้จากภาคเกษตรเพียงอย่างเดียวยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะรายได้จากพืชเชิงเดี่ยว (Single Crop) และครัวเรือนเกษตรยังต้องพึ่งพารายได้นอกภาคเกษตรเพื่อเสริมสภาพคล่อง
ด้านรายจ่าย พบว่า รายจ่ายเงินสดทางการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 154,656 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.82 จากต้นทุนการผลิตพืชที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าสารปราบศัตรูพืช ค่าสารปราบวัชพืช ค่าสารป้องกันโรค/รักษาโรค และค่าฮอร์โมน ขณะที่รายจ่ายเงินสดนอกการเกษตรอยู่ที่ 203,347 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.61 จากค่าอาหาร ค่าแก๊สหุงต้ม และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลาน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรมี เงินสดคงเหลือก่อนชำระหนี้ หรือเงินออมเบื้องต้นเฉลี่ย 114,883 บาทต่อครัวเรือน
ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า ครัวเรือนเกษตรไทยมีความเปราะบางและล่อแหลมด้านอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ค่าครองชีพ รายได้ภาคเกษตรที่ผันผวนตามราคาและปริมาณผลผลิต รวมถึงความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ดังนั้น แนวทางสำคัญในระยะต่อไป คือ การปรับจากการผลิตที่มุ่งเพิ่มปริมาณเพียงอย่างเดียว ไปสู่การ “ผลิตให้คุ้มขึ้น” โดยคำนึงถึงต้นทุน ผลตอบแทน และความต้องการของตลาดมากขึ้น
สำหรับแนวทางการปรับตัวของเกษตรกร สศก. เห็นว่า ควรมุ่งไปที่ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรสามารถรับมือกับต้นทุน ค่าครองชีพ และความผันผวนของตลาดได้ดียิ่งขึ้น โดยแนวทางแรก บริหารต้นทุนให้แม่นยำขึ้น ใช้ข้อมูลต้นทุน ผลตอบแทน และศักยภาพพื้นที่ประกอบการตัดสินใจ เลือกใช้ปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีจักรกลเกษตรและดิจิทัล ให้เหมาะกับพืชและพื้นที่ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า ควบคู่กับการใช้ข้อมูลทางวิชาการ เช่น การตรวจวิเคราะห์ดินและพืชก่อนใส่ปุ๋ย การใช้ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกอัตรา และถูกช่วงเวลา รวมถึงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรร่วมกับปุ๋ยเคมีในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูง
แนวทางที่สอง ลดความสูญเสีย เพิ่มผลผลิตที่ขายได้จริง โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน รวมถึงการลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ผ่านการวางแผนเก็บเกี่ยว คัดคุณภาพ บรรจุ ขนส่ง และเก็บรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่ายหรือมีราคาผันผวน เพื่อเพิ่มผลผลิตสุทธิที่สามารถจำหน่ายได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกหรือเพิ่มต้นทุนมากเกินไป
แนวทางที่สาม สร้างความหลากหลายของรายได้ ลดความเสี่ยง โดยไม่พึ่งพารายได้จากพืชหรือกิจกรรมการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่กระจายความเสี่ยงด้วยพืชเสริม พืชระยะสั้น หรือกิจกรรมเกษตรที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่และตลาด ตลอดจนรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อร่วมจัดซื้อปัจจัยการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มอำนาจต่อรอง และเชื่อมโยงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเชิงนโยบาย ข้อมูล Socio สามารถใช้เป็นฐานสำคัญในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรให้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งการลดต้นทุน การพัฒนาบริการทางการเกษตร การส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ การยกระดับทักษะแรงงานเกษตร และการสนับสนุนการรวมกลุ่ม เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจ ตลาด และต้นทุนการผลิตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งข้อมูล Socio ชี้ให้เห็นว่า การยกระดับรายได้ของเกษตรกรในระยะต่อไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผลิตให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผลิตให้คุ้มขึ้น ใช้ทรัพยากรให้แม่นยำขึ้น ลดความสูญเสีย และบริหารรายได้ให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น ทั้งนี้ สศก. อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจข้อมูลต่อเนื่องในปีเพาะปลูก 2568/69 ในพื้นที่ 74 จังหวัด จำนวน 7,600 ครัวเรือน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยและเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายเกษตรของประเทศต่อไป

https://linevoom.line.me/post/1177724996469425261
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177716396166846848
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177698984061059085
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177681539154871234
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของประเทศไทยในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ในปี 2569 ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้ส่งมอบบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum: IM) ของประเทศไทย ให้แก่รองเลขาธิการ OECD อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนที่ 5 ของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดย สศก. ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของคณะกรรมการด้านการเกษตร (Committee for Agriculture: COAG) ภายใต้ OECD ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8–10 เมษายน 2569 เลขาธิการ สศก. ได้มอบหมาย ดร.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการ สศก. ในฐานะ Head of Mission ภายใต้คณะกรรมการด้านการเกษตร (COAG) ของ OECD ให้เข้าร่วมเป็นวิทยากรและเข้าร่วมการประชุม Agricultural Policy in Southeast Asia ภายใต้กรอบ OECD ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งจัดโดย The Agricultural Incentives Consortium เครือข่ายความร่วมมือระหว่าง 5 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) สถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างอเมริกา (IDB) และ OECD เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และแนวทางนวัตกรรมในการติดตามและประเมินนโยบายภาคเกษตร ตลอดจนหารือเกี่ยวกับแนวโน้มและความท้าทายด้านนโยบายภาคเกษตรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในการประชุมดังกล่าว ฝ่ายไทยได้ร่วมอภิปรายในประเด็นแนวทางเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตร มาตรการและแนวทางที่ภาครัฐนำมาใช้ในการบริหารจัดการปัญหา รวมถึงผลสัมฤทธิ์และผลตอบรับที่เกิดขึ้น ตลอดจนความท้าทายและความต้องการการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในฐานะประเทศผู้สมัครที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD (Accession Candidate Country) และเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรระหว่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรของไทยในระยะต่อไป


สำหรับการดำเนินงานของ สศก. ภายใต้คณะกรรมการด้านการเกษตร (COAG) นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีคำสั่งที่ 681/2568 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานการดำเนินการของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายใต้คณะกรรมการด้านการเกษตร (COAG) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินการของไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมา สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมภายใต้กรอบ COAG ของ OECD มากกว่า 25 การประชุม ในช่วงปี 2567–2568 ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ นโยบายการเกษตรและตลาด การวัดรอยเท้าคาร์บอน ความมั่นคงทางอาหาร ปัญหาการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร ตลอดจนประเด็นด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม


เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการปรับมาตรฐานเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร การเข้าถึงฐานข้อมูลเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ ตลอดจนการได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลือทางวิชาการจาก OECD อย่างไรก็ตาม การเข้าเป็นภาคีตราสารทางกฎหมายบางฉบับอาจส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นในบางสาขา แต่ประเทศไทยยังสามารถจัดทำข้อสงวนในบางกิจการ รวมถึงเจรจาขอจัดทำข้อสงวนอื่น ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อยู่ระหว่างจัดทำแผนยุทธศาสตร์การสื่อสารการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างความตระหนักรู้แก่ภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป
https://linevoom.line.me/post/1177672951251779564
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)