กมธ.การทหารฯ จัดสัมมนาเรื่อง “การยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศไทย” รับฟังข้อคิดเห็นนำสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
วันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง “การยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศไทย” โดยมี นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ เปิดการสัมมนา และนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย กรรมาธิการ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ กองทัพ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย เข้าร่วมสัมมนา

นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพ บุคลากร และเครือข่ายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยที่มีความพร้อมจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันต้องเผชิญข้อจำกัดและข้อท้าทายในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการและการบูรณาการ การวิจัยและพัฒนา งบประมาณ ตลอดจนกฎหมาย ระเบียบ การจัดซื้อจัดจ้าง และการเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ การจัดสัมมนาในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การอภิปรายในเชิงทฤษฎี แต่เป็นการต่อยอดจากข้อค้นพบและข้อเสนอแนะที่คณะกรรมาธิการฯ ได้เคยศึกษาไว้ เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือและการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานความมั่นคง กองทัพ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกอุปสรรคและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัย การพัฒนา ตลอดจนการผลิตยุทโธปกรณ์ขึ้นใช้เอง ภายในประเทศ โดยหวังว่าจะได้รับความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และมุมมองที่หลากหลายเพื่อนำสู่การกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา การปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ จะได้รวบรวมและนำผลสรุปที่ได้เสนอต่อวุฒิสภา รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นกรอบในการยกระดับขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยต่อไป



การสัมมนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การร่วมกันวิเคราะห์และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา และข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรค การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ กองทัพ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย รวมทั้งการเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และมาตรการสนับสนุน ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ“ โดย นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ กรรมาธิการ และการสัมมนาในหัวข้อ “การยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศไทย” โดย พลเอก นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก พลอากาศเอก สุพิจจารณ์ ธรรมวาทะเสรี อดีตรองเสนาธิการทหารกองบัญชาการกองทัพไทย และอดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศ กองทัพอากาศ พลโท สมเกียรติ สัมพันธ์ อดีตเจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม และนางสาวสุธาสินี ศรีมานะศักดิ์ หัวข้อ “การยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศไทย
ในมุมมองของภาคเอกชนและองค์กรมหาชน” โดย พันเอก จิรศักดิ์ จิ้วไม้แดง รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ดร.ชาญ กุลถาวรากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิตอล รีเสิร์ช แอนด์ คอนซัลทิ่ง จำกัด นายภัทรวิน จงวิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) พลเอก สมควร ทองนาค ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยอาร์ม จำกัด พลอากาศเอก พิบูลย์ วรวรรณปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด และมี พลตรี กิตติ รัตนดิษฐ์ ดำเนินรายการ












นายกันตพงศ์ กล่าวว่า กระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายในพื้นที่ 6 โซน ได้แก่ 1) Main Stage เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพิธีลงนามความร่วมมือ 2) ABLE Plus Showcase นิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อคนพิการ 3) Empowerment & Welfare Zone พื้นที่ให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสวัสดิการ 4) Career Connect Zone พื้นที่จับคู่การจ้างงานและให้คำปรึกษาด้านอาชีพ 5) Inclusive Marketplace Zone ตลาดสินค้าและบริการจากคนพิการทั่วประเทศ และ 6) Hands-on Workshop Zone พื้นที่พัฒนาทักษะอาชีพและทักษะดิจิทัลผ่านการลงมือปฏิบัติจริง
นอกจากนี้ ยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมการมีงานทำ การพัฒนาทักษะ การประกอบอาชีพ และการขยายตลาดสำหรับคนพิการ และ พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่หน่วยงาน สถานประกอบการ และภาคีเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาศักยภาพคนพิการ รวมถึงเวทีเสวนาจากภาครัฐและภาคธุรกิจเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดแรงงาน ทักษะแห่งอนาคต และการสร้างแรงบันดาลใจจากบุคคลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ
นายกันตพงศ์ กล่าวว่า งานครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรคนพิการ นายจ้าง สถานประกอบการ สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 และการสนับสนุนทางเลือกตามมาตรา 35 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า การขยายช่องทางการตลาด และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการลดข้อจำกัดด้านระยะทางและการเข้าถึงลูกค้า
นายกันตพงศ์ กล่าวย้ำว่า งาน Job and Market Fair : มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ ประจำปี 2569 ไม่ใช่เพียงมหกรรมการสมัครงานหรือการจำหน่ายสินค้า แต่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่มุ่งเปลี่ยน ทักษะให้เป็นโอกาส โอกาสให้เป็นงาน งานให้เป็นอาชีพ และอาชีพให้เป็นรายได้และความมั่นคงให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบาย พม. มุ่งสร้างการ “อยู่ดี มีโอกาส” เพื่อให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเท่าเทียม ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน สู่การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ การเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล การมีงานทำ การประกอบอาชีพ และการเข้าถึงตลาดแรงงานอย่างครบวงจร พร้อมเปลี่ยนมุมมองจากการช่วยเหลือ สู่การสร้างโอกาส และการเสริมพลังศักยภาพของคนพิการ เพราะเมื่อความสามารถได้พบกับโอกาส คนพิการจะไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่สามารถเป็นผู้สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างเข้มแข็ง


นายทศพร จุลโพธิ์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท โตโก ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (Toko Development) เทคสตาร์ตอัปสัญชาติไทย สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการขนส่ง พัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนประเทศบน Toko Super App รวมพลัง 2 ฟีเจอร์สุดล้ำไว้ในที่เดียว ทั้ง “ระบบมิเตอร์ดาวเทียม” (Satellite Meter) และ “ระบบเรียกรถแบบเลือกคนขับได้เอง” ฉีกกฎแอปเรียกรถแบบเดิมๆ สู่มาตรฐานการเดินทางที่โปร่งใส ยุติธรรม และให้อิสระแก่ผู้ใช้บริการสูงสุด

ความล้ำหน้าของ Toko Super App ฝีมือคนไทยในครั้งนี้ คือการผสานเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อผู้โดยสารและคนขับอย่างแท้จริง เป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการคมนาคมของประเทศไทยไปตลอดกาล
























ผู้ประกอบการและประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของธนาคารออมสินได้ทาง เว็บไซต์ธนาคารออมสิน