วันจันทร์, กรกฎาคม 6, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก

สศก. เร่งวางแผนโลจิสติกส์เกษตร ปี 2571–2575 รับมือ Climate Change หนุน Green Logistics ยกระดับสินค้าเกษตรไทย

0

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ตลาด ตั้งแต่การรวบรวม ขนส่ง แปรรูป กระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งออก หากมีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุน รักษาคุณภาพผลผลิต เพิ่มโอกาสทางการตลาด และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Shock รวมถึงผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายพีรพันธ์ กล่าวว่า ความท้าทายของโลจิสติกส์เกษตรในระยะต่อไป ไม่ได้อยู่เพียงการขนส่งสินค้าให้ถึงตลาด แต่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงโรงงานแปรรูป เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อาจทำให้ปัจจัยการผลิตมีข้อจำกัด ต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงกระทบต่อทั้งปริมาณและ คุณภาพสินค้าเกษตร เช่น การสะสมแป้งในมันสำปะหลัง และค่าความหวานของอ้อย ดังนั้น การพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรจึงต้องมองทั้งระบบ ไม่พึ่งพาแหล่งอุปทานหรือตลาดเพียงแหล่งเดียว เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

เนื่องจาก แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2566 – 2570 กำลังจะสิ้นสุดลง สศก. โดยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร จึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เพื่อประกอบการจัดทำ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2571 – 2575 ให้ต่อเนื่องและสอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และภาคเกษตรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สศก. จึงกำหนดจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความเห็น หรือ Focus Group รวม 4 ครั้ง โดยขณะนี้ดำเนินการแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 และล่าสุด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแคนทารี โคราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อรับฟังปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านการเกษตร การค้า และการขนส่ง เชื่อมโยงตลาดในประเทศ จังหวัดชายแดนภาคอีสาน สปป.ลาว และจีน

สำหรับการดำเนินงานภายใต้ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2566 – 2570 ที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการโลจิสติกส์การเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนโลจิสติกส์การเกษตร มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาด และลดต้นทุนให้กับภาคเกษตร

ขณะที่ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2571 – 2575 จะต่อยอดการดำเนินงานให้ทันต่อบริบทใหม่ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเกษตร ยกระดับคลังสินค้าและห้องเย็นเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิต ส่งเสริมการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ หรือ Multimodal Transportation พัฒนาบุคลากรและระบบให้รองรับเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และ Smart Logistics รวมถึงขับเคลื่อน Green Logistics เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กรอบการระดมความคิดเห็นเพื่อประกอบการจัดทำแผนฯ ฉบับใหม่ ครอบคลุม 5 ประเด็นการพัฒนาหลัก ได้แก่ 1) การสร้างความเข้มแข็ง ให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ 2) การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์เกษตร 3) การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ 4) การจัดทำฐานข้อมูลโลจิสติกส์เกษตรของประเทศ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ได้จริง และ 5) การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์เกษตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์พื้นที่

“สิ่งสำคัญคือ ภาคเกษตรต้องปรับวิธีคิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วขึ้น การพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรจึงต้องมองตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต รวบรวม ขนส่ง แปรรูป และกระจายสินค้า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย” นายพีรพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ สศก. จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 4 ณ จังหวัดชุมพร ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้ครบตามเป้าหมาย จากนั้นจะรวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานจริงในแต่ละพื้นที่ เพื่อทบทวนและปรับปรุงร่าง แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2571 – 2575 ให้มีความสมบูรณ์ ครอบคลุมปัญหาและความต้องการของพื้นที่ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดย สศก. จะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

สวัสดีเช้าวันใหม่วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178286458357608603

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178269074651216316

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

ขอนแก่นกระหึ่ม! เปิดงาน “Khon Kaen Pride Festival 2026” หมุดหมาย “มหานครสีรุ้ง” หนุนไทยสู่ WorldPride 2030

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ณ ลานข้าวเหนียว ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่น ได้มีพิธีเปิดงาน “Khon Kaen Pride Festival 2026” อย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมี นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายคารม คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น และ คุณปุญชรัสมิ์ ตาเลิศ ประธานชมรมหลากหลายทางเพศเมืองขอนแก่น ในนามคณะผู้จัดงาน

       

โดยงานครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ กระทรวง พม. ในฐานะหน่วยงานหลักที่ผลักดันนโยบายความเสมอภาคทางเพศในระดับประเทศ โดยในระดับพื้นที่ มี นางสาวโสพิญฐ์ สุวรรณหงส์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น (พมจ.ขอนแก่น) เป็นกำลังสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนและบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง

ไฮไลต์สำคัญของการจัดงานในปีนี้ ชูแนวคิด “Pride Home Coming”: ชวนกลุ่ม LGBTQIAN+ กลับมาเฉลิมฉลองที่บ้านเกิด พร้อมสืบสานวัฒนธรรมด้วยชุดไทยอีสานผสมผสานสีรุ้งสู่สากล ขับเคลื่อน 5 วัตถุประสงค์หลัก: รณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมตลอดเดือน Pride Month, ลดอคติการตีตรา, ขับเคลื่อนหลัก SOGIESC ตาม MOU
     
ผลักดันขอนแก่นสู่ “มหานครสีรุ้ง” (Rainbow City) แห่งอีสาน และกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สานต่อ MOU ประวัติศาสตร์: ตอกย้ำความร่วมมือที่ขอนแก่นเป็นจังหวัดแรกในไทย ที่หน่วยงานกว่า 40 แห่ง และทั้ง 26 อำเภอ ร่วมลงนามขจัดการเลือกปฏิบัติทางเพศ ซึ่งกลไกของ พม. มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ พลังหนุนสู่ระดับโลก: เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนประเทศไทย เพื่อประมูลสิทธิ์จัดงานระดับโลกอย่าง “Bangkok WorldPride 2030” ประกาศให้ชาวโลกเห็นว่าความเท่าเทียมเติบโตอย่างงดงามในทุกพื้นที่ของไทย:Cr;มณสิการ รามจันทร์ 
     
     

Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 เริ่มแล้ว 25-27 มิ.ย.69 นี้ ไบเทคบางนา

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//เปิดตัวยิ่งใหญ่วันแรกกับงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 พบสินค้าและบริการด้านสุขภาพ เวลเนส สปา Longevity ความงาม เครื่องมือแพทย์ อาหารเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส กีฬา และนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ที่พร้อมใจจัดโปรโมชั่นพิเศษช่วงกลางปีเต็มพื้นที่รวมกว่า 300 บูธ เต็มอิ่มกับเสวนาให้ความรู้โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากเมืองไทยและต่างประเทศตลอดทั้งสามวัน เปิดประสบการณ์กับกิจกรรมสร้างสีสันครบรส พร้อมเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ งานจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ถึง 27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา หวังยกระดับธุรกิจสุขภาพและเวลเนสไทยผงาดในเวทีโลก คาดเม็ดเงินสะพัดในงานกว่า 500 ล้านบาท

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า “ประเทศไทยมีฐานแข็งแกร่งในเรื่องอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาวะติดอันดับต้นๆ ในระดับโลก รัฐบาลจึงได้กำหนดให้สุขภาวะและการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายและยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ ดิฉันมั่นใจว่างาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 จะเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญ ที่จะช่วยยกระดับสัมฤทธิ์ผลให้กับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติของไทย สร้างโอกาสใหม่ และขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป”

นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงานThailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “โลกปัจจุบันกำลังก้าวสู่ยุคการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้อุตสาหกรรมกีฬาและฟิตเนสก็มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนโลก ปีนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 ได้เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส กีฬา และการแพทย์เชิงป้องกัน รวมไว้ในงานเดียว โดยจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน พัฒนานวัตกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

งานนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า , การกีฬาแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ที่สนับสนุนองค์ความรู้และโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการในงาน”

ด้านนาย ซึโยชิ ซาซากิ ประธานบริษัท TSO International Inc. กล่าวถึงการผนึกกำลังครั้งสำคัญในครั้งนี้ว่า ” ความสำเร็จกว่า 16 ปี ของ SPORTEC ประเทศญี่ปุ่น ต่อยอดสู่การจัดงานครั้งแรกในประเทศไทย โดยรวบรวมนวัตกรรมกีฬา ฟิตเนส และสปอร์ตเทคจาก 6 ประเทศชั้นนำ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และปากีสถาน พร้อมแบรนด์ระดับโลก อาทิ Life Fitness, Hammer Strength, Precor, Keiser, ZIVA, DHZ Fitness และ Fairtex ที่จะนำเทคโนโลยีการออกกำลังกาย อุปกรณ์ฟื้นฟูร่างกาย และนวัตกรรมล่าสุดมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยกิจกรรมเวิร์กชอป ที่สายฟิตเนส และกีฬาห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็น ONTRACK RACEON การแข่งขัน Functional Fitness แบบทีม, แข่งขันนำคลาสออกกำลังกายระดับประเทศ, Barre Workout สไตล์เกาหลี, เวิร์กชอป Zumba,The Key Yoga และ Fit Thailand เป็นต้น

ด้าน ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า เศรษฐกิจสุขภาพเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง ทั้งจากจุดแข็งด้านบริการสุขภาพ การท่องเที่ยว บุคลากรทางการแพทย์ และภูมิปัญญาไทย ซึ่งการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเข้ามาใช้ประโยชน์จะสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และบริการได้

ในงานครั้งนี้ สกสว. ได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพและสมุนไพรไทย ที่เป็นผลงานจากหน่วยบริหารและจัดการทุน มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และเครือข่ายในระบบ ววน. มาร่วมจัดแสดง เพื่อสะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในด้านการแพทย์ สุขภาพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมกิจกรรมสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาวะในหลากหลายมิติที่มาจากงานวิจัยและนวัตกรรม อาทิ เครื่องวัดคลื่นสมอง และการทดสอบการนอนหลับ

ทั้งนี้สกสว. พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม กับภาคธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness และ Healthcare ของภูมิภาค และสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายส่งเสริมกีฬา กล่าวเสริมถึงความร่วมมือในงานครั้งนี้ว่า “การกีฬาแห่งประเทศไทยมุ่งมั่นส่งเสริมการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนไทย โดยเฉพาะการกีฬา เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ การจัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬา ไว้อย่างครบวงจร อีกทั้งยังดึงกลุ่มนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดอุตสาหกรรมกีฬาของประเทศไทยให้เข้มแข็งต่อไป

นางสาวณรินณ์ทิพกล่าวทิ้งท้ายว่า “ภายในงานยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เสวนาให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเมืองไทย รวมทั้งห้อง Experience Room ให้คุณเปิดประสบการณ์ด้านสุขภาพ เวลเนส และฟิตเนส แบบเจาะลึก โดยจัดต่อเนื่องตลอดทั้ง 3 วัน เราเชื่อมั่นว่า งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬาของประเทศไทย ที่เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากทั่วโลกสู่ประเทศไทย โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดในงานได้มากกว่า 500 ล้านบาท”

งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 จัดต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 27 มิถุนายนนี้ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ รวมทั้งผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดการลงทุนในอุตสาหกรรมสุขภาพ เข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ! ลงทะเบียนเข้างานและฟังเสวนา คลิก >> https://eventpassinsight.co/el/to/twst2602

:Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

สวัสดีเช้าวันใหม่วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178234687540268354

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สศก. ใช้ Agri-Tech ปั้น 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ชูโมเดลธุรกิจรายพื้นที่ เพิ่มมูลค่า–ส่งต่อรายได้ถึงเกษตรกร

0

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิดการสัมมนาผลงานวิชาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech ภายใต้โครงการบริหารจัดการภาคเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางการตลาด วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมศรีปลั่ง ชั้น 8 อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ในการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร หรือ Agri-Tech

นายพีรพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแนวคิด “เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” เพื่อยกระดับภาคเกษตรไทยสู่ เกษตรมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูลเชิงเศรษฐกิจการเกษตร เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรให้ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น

ทั้งนี้ สินค้าเกษตรไทยหลายชนิดยังอยู่ในรูปของสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน หรือ Commodity ทำให้เกษตรกรมักอยู่ในฐานะ “ผู้รับราคา” จากกลไกตลาด การยกระดับสินค้าเกษตรจึงต้องมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดเด่นของสินค้า เช่น คุณค่าทางโภชนาการ สารสำคัญ คุณสมบัติเฉพาะของผลผลิต อัตลักษณ์พื้นถิ่น และโอกาสการแปรรูป เพื่อต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีตลาดรองรับ

การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นของคณะนักวิจัยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 ในสินค้าเกษตรเป้าหมาย 4 ชนิด ได้แก่ สับปะรด อะโวคาโด ข้าว และกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการพัฒนาในมิติที่แตกต่างกัน ทั้งด้านการแปรรูป การสร้างแบรนด์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง การเชื่อมโยงตลาด และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับคุณภาพสินค้า

นายพีรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการศึกษา คือ การจัดทำ Business Model หรือรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละชนิดและบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยพิจารณาทั้งศักยภาพการผลิต ต้นทุน มาตรฐานสินค้า ความพร้อมของเกษตรกร ความคุ้มค่าในการลงทุน และโอกาสทางการตลาด เพื่อให้ข้อเสนอการพัฒนาสามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่เป็นเพียงแนวคิดเชิงวิชาการ

นอกจากนี้ สศก. ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด Positive List หรือข้อมูลรับรองคุณสมบัติสำคัญของสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมแปรรูป ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เช่น การมีข้อมูลสาระสำคัญหรือคุณค่าทางโภชนาการที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่ระดับหน้าฟาร์มจนถึงโรงงานแปรรูป ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยต่อยอดสู่ตลาดมูลค่าสูง เช่น ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เฉพาะทางในอนาคต

ขณะเดียวกัน การสร้างมูลค่าเพิ่มต้องคำนึงถึง Value Capture หรือการส่งต่อมูลค่าเพิ่มให้กลับไปถึงเกษตรกรต้นน้ำ ด้วย กล่าวคือ เมื่อมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปเพิ่มมูลค่าสินค้าแล้ว เกษตรกรควรได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาห่วงโซ่สินค้าเกษตรเกิดความยั่งยืน และทำให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเติบโตไปพร้อมกัน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการจัดแสดงนิทรรศการ 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech พร้อมการเสวนา ในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาความร่วมมือการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร (Agri-Tech)” โดยผู้แทนจากภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาครัฐ และเกษตรกร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการตลาด นวัตกรรม การแปรรูป และแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งมีการนำเสนอผลงานวิจัยเบื้องต้นของสินค้าเป้าหมายทั้ง 4 ชนิด ก่อนเปิดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงผลการศึกษาให้ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง

ผลการศึกษาดังกล่าวให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มตลาด จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมากกว่า 1,600 ตัวอย่าง ตลอดจนการสังเคราะห์แนวทางพัฒนาสู่ New Business Model หรือรูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจผลิต แปรรูป และเชื่อมโยงตลาดได้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ลดความเสี่ยงจากการลงทุนตามกระแส และเพิ่มโอกาสได้รับประโยชน์จากมูลค่าเพิ่มของสินค้าอย่างเป็นธรรม

“การพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงจำเป็นต้อง วิเคราะห์ข้อมูลแบบ 360 องศา ทั้งด้านการผลิต ตลาด ต้นทุน มาตรฐาน สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าในการลงทุน การบริหารความเสี่ยง และผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ เพื่อให้การสื่อสารเชิงนโยบายมีความชัดเจน และทำให้แนวทางการพัฒนาความร่วมมือสามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ การลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นการลงทุนที่ตอบแทนคุ้มค่าที่สุด เวทีสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน และนำข้อมูลต่อยอดไปสู่แนวทางการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน”

สวัสดีเช้าวันใหม่วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178226045137272713

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178208822231276610

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)