วันพุธ, มิถุนายน 24, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก

สวัสดีเช้าวันใหม่วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178208822231276610

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178201100929191742

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

แม่ฮ่องสอน-เปิดงาน “Together as One Family” รวมพลังเครือข่าย 17 จังหวัดภาคเหนือ สร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตคนพิการทางจิตอย่างยั่งยืน

0

แม่ฮ่องสอน-เปิดงาน “Together as One Family” รวมพลังเครือข่าย 17 จังหวัดภาคเหนือ สร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตคนพิการทางจิตอย่างยั่งยืน

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเปิดงาน “Together as One Family : หลายดวงใจ หนึ่งครอบครัวเดียวกัน” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพคนพิการทางจิตภาคเหนือและผู้ดูแลคนพิการ ในการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชและด้านการส่งเสริมอาชีพให้คนพิการทางจิตรวมทั้งครอบครัว ให้ยั่งยืนและมั่นคง โดยมีกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 มิถุนายน 2569 ณ สวนสาธารณะหนองจองคำ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

สำหรับพิธีเปิดโครงการแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยในช่วงเย็นของวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ได้มีพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ ณ สวนสาธารณะหนองจองคำ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขและความอบอุ่น โดยมี นายผะอบ บินสะอาด ปลัดจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายด้านสุขภาพจิต และประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดงานและกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ของโครงการ

จากนั้นในช่วงเช้าวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ได้มีพิธีเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก นายนิวัฒน์ งามธุระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย ดร.สายสม วงศาสุลักษ์ ประธานมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ และประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์, นางสาวมัลลิกา จีนาคำ ผู้แทนกรมสุขภาพจิต, ท่านหฤทัย ศิริสินอุดมกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, นายชูพงษ์ สังข์ผลิพันธ์. ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 1 ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการบริหาร ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย และสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตภาคเหนือ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

โอกาสนี้ นางสาวระพีพรรณ ศรีทองอ่อน อุปนายกคนที่ 2 สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตภาคเหนือ ได้กล่าวรายงานต่อประธานในพิธีว่า การดำเนินโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพคนพิการทางจิตภาคเหนือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในการรวมกลุ่มและการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน สร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายคนพิการทางจิตและผู้ดูแล รวมถึงส่งเสริมการประกอบอาชีพและการสร้างรายได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของครอบครัว

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งเน้นการสร้างต้นแบบอาชีพที่เหมาะสมกับข้อจำกัดของคนพิการทางจิต ตลอดจนการสร้างเครือข่ายตลาดและช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มั่นคงให้กับครอบครัวของคนพิการทางจิตในพื้นที่ภาคเหนือ

ภายในงานมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ การเสวนา การจัดแสดงนิทรรศการ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเครือข่ายชมรมคนพิการทางจิตภาคเหนือ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารและที่ปรึกษาสมาคม ผู้แทนชมรมเครือข่ายคนพิการทางจิต 48 ชมรม ผู้ดูแลคนพิการ ผู้แทนโรงพยาบาลจิตเวชพิษณุโลก โรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และศูนย์สุขภาพจิตในพื้นที่ภาคเหนือ

ด้านนายนิวัฒน์ งามธุระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการจากทั่วภาคเหนือ พร้อมชื่นชมบทบาทของสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยและสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตภาคเหนือ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนพิการทางจิตและครอบครัว

สำหรับกิจกรรมภาคค่ำของงานยังเต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน โดยมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน การแสดงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ และมินิคอนเสิร์ตจาก “ทอดด์ ทองดี” ศิลปินและนักแสดงชื่อดัง ที่มาร่วมสร้างความสุขให้กับผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ งาน “Together as One Family : หลายดวงใจ หนึ่งครอบครัวเดียวกัน” จะจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ณ สวนสาธารณะหนองจองคำ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมกิจกรรม นิทรรศการ และการแสดงต่าง ๆ ได้ฟรีตลอดงาน

สุราษฎร์ธานี-“ตาปีเกมส์ 69” ปิดฉากยิ่งใหญ่ สร้างเงินสะพัดกว่า 288 ล้านบาท ส่งต่อเจ้าภาพ “เมืองช้างเกมส์”

0

สุราษฎร์ธานี-“ตาปีเกมส์ 69” ปิดฉากยิ่งใหญ่ สร้างเงินสะพัดกว่า 288 ล้านบาท ส่งต่อเจ้าภาพ “เมืองช้างเกมส์”

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 17.45 น. ที่ผ่านมา นางสาว วนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันกีฬาอาวุโสแห่งชาติ ครั้งที่ 8 “ตาปีเกมส์ 69” ณ สนามกีฬากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความประทับใจ โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา ผู้บริหารการกีฬาแห่งประเทศไทย คณะผู้บริหารจังหวัดสุราษฎร์ธานี คณะผู้บริหารจังหวัดสุรินทร์ ที่มาร่วมฉลองความสำเร็จอย่างอบอุ่น

การแข่งขันครั้งนี้มีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกว่า 6,118 คน จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ชิงชัยใน 15 ชนิดกีฬา โดยสามารถสร้างสถิติใหม่ได้ถึง 199 รายการ สะท้อนศักยภาพและความแข็งแกร่งของนักกีฬาอาวุโสไทย พร้อมทั้งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการมีส่วนร่วมทางสังคมของผู้สูงวัย

นอกจากนี้ “ตาปีเกมส์ 69” ยังประสบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างโดดเด่น สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีกว่า 288.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันครั้งก่อนร้อยละ 15.56 ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้แก่ภาคธุรกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับผลการแข่งขัน กรุงเทพมหานครครองอันดับ 1 ของตารางเหรียญรางวัลด้วย 131 เหรียญทอง ตามด้วยจังหวัดสุราษฎร์ธานี 81 เหรียญทอง เชียงใหม่ 43 เหรียญทอง ชลบุรี 28 เหรียญทอง และพระนครศรีอยุธยา 27 เหรียญทอง

ในช่วงท้ายของพิธี ได้มีการส่งมอบธงประจำการแข่งขันกีฬาอาวุโสแห่งชาติให้แก่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาอาวุโสแห่งชาติ ครั้งที่ 9 “เมืองช้างเกมส์” ระหว่างวันที่ 3 – 10 เมษายน 2570 ต่อไป ปิดฉาก “ตาปีเกมส์ 69” อย่างงดงามภายใต้แนวคิด “จากสายน้ำตาปี สู่เส้นไหมแห่งมิตรภาพ” พร้อมส่งต่อพลังแห่งมิตรภาพ สุขภาพ และความภาคภูมิใจสู่เจ้าภาพครั้งต่อไป เจอกันที่สุรินทร์เกมส์

เขียนข่าว:ผศ.ดร.พิมพาภรณ์ วงศ์เตชะนนท์ ภาพข่าว: นายณัฏฐ์ธนัน วงศ์เตชะนนท์ / น.ส. ชลิตา วิริยะตั้งสกุล บริษัทมหานครเอ็นเตอร์เทนเม้นท์จำกัด

สวัสดีเช้าวันใหม่วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178191772926476173

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178182751123742249

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

กองทุน FTA เดินหน้าปั้น 13 โครงการเกษตร จัดอบรมเข้ม “MOU-Driven Advanced Project” ยกระดับข้อเสนอโครงการสู่การแข่งขันการค้าเสรี

0

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรฯ กล่าวว่า กองทุน FTA เป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ให้สามารถปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพสินค้า และสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน FTA (ขั้นสูง) ด้วยพลังขับเคลื่อน MOU: MOU-Driven Advanced Project” ระหว่างวันที่ 17 – 19 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยมุ่งใช้องค์ความรู้จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย MOU จำนวน 14 หน่วยงาน ร่วมบ่มเพาะและพัฒนาข้อเสนอโครงการทั้ง 13 โครงการ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา พัฒนาศักยภาพ หนุนเสริม และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดการค้าเสรี รวมทั้งพัฒนาศักยภาพเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ให้สามารถจัดทำข้อเสนอโครงการที่มีคุณภาพ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA โดยมอบหมายให้ นายครองศักดิ์ สงรักษา รองเลขาธิการ สศก. เป็นประธานในพิธีเปิด

โอกาสนี้ นายครองศักดิ์ สงรักษา รองเลขาธิการ สศก. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน FTA (ขั้นสูง) ด้วยพลังขับเคลื่อน MOU: MOU-Driven Advanced Project” ว่า การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 70 ราย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย MOU และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่ผ่านการอบรมหลักสูตรของกองทุน FTA แล้ว โดยตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้รับการเสริมความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่หลักเกณฑ์และขั้นตอนการขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA บทบาทของภาคีเครือข่าย MOU ในฐานะ “พี่เลี้ยง” การวิเคราะห์ความคุ้มค่าโครงการ การบริหารความเสี่ยง การจัดทำแผนธุรกิจ การบริหารต้นทุน สภาพคล่อง และการทำความเข้าใจบริบทการค้าโลกภายใต้ FTA

สำหรับไฮไลต์สำคัญของการอบรม คือ กิจกรรม Project Matching หรือการจับคู่โครงการที่มีศักยภาพ ระหว่างเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันให้ข้อคิดเห็น พัฒนา และปรับปรุงข้อเสนอโครงการให้มีความชัดเจน ครบถ้วน และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติและนำเสนอโครงการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้ข้อเสนอแนะอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการมีความพร้อมในทางปฏิบัติ

การดำเนินกิจกรรมมีโครงการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพและจับคู่กับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จำนวน 13 โครงการ ครอบคลุม 11 ชนิดสินค้าเกษตร ครอบคลุมทั้งกลุ่มสินค้าอาหารและโปรตีน กลุ่มพืชเศรษฐกิจและพืชเฉพาะถิ่น กลุ่มข้าวและเกษตรอินทรีย์ รวมถึงกลุ่มเกษตรปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม อาทิ ไข่ผำอัจฉริยะ โคเนื้อคุณภาพสูง หอมหัวใหญ่ ปลานิลชีวภาพ ลำไยพรีเมียมคาร์บอนต่ำ ข้าวอินทรีย์ กาแฟ ถั่วเหลือง ผักปลอดภัย และปาล์มน้ำมันลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในการปรับตัวรับการแข่งขันทางการค้า และต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่ม

“การอบรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้เรื่องการเขียนโครงการ แต่เป็นกระบวนการบ่มเพาะและยกระดับข้อเสนอโครงการของเกษตรกรให้มีข้อมูลรองรับ มีความคุ้มค่า มีแผนธุรกิจ และมีความพร้อมเข้าสู่การพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเครือข่าย MOU ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงร่วมเติมเต็มองค์ความรู้ทั้งด้านการผลิต การตลาด การเงิน และการบริหารจัดการ เพื่อให้โครงการสามารถตอบโจทย์การแข่งขันทางการค้าและสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกรได้จริง” นายครองศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังจากการอบรม คือผู้เข้าร่วมสามารถพัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และมีความเป็นไปได้ในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสให้โครงการที่มีศักยภาพได้รับการสนับสนุนจากกองทุน FTA ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และภาคเกษตร เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทย สร้างรายได้ ความมั่นคง และความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทยในระยะยาว

สวัสดีเช้าวันใหม่วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178165620417903575

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สศก. เผยประมาณการลำไย–ลิ้นจี่ ปี 2569 ลิ้นจี่ยังออกต่อเนื่อง มิ.ย. ขณะที่ลำไยออกมาก ส.ค. ช่วยวางแผนผลผลิต–ตลาดล่วงหน้า

0

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้จัดทำประมาณการสถานการณ์การผลิตและราคาลำไยและลิ้นจี่ ปี 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2569) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการผลผลิตของเกษตรกร ผู้รวบรวม ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน ใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจร่วมกัน

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลผลิตลำไยและลิ้นจี่ในปีนี้ มาจากสภาพอากาศช่วงชักนำการออกดอก ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 ที่มีความหนาวเย็นไม่ต่อเนื่อง สลับกับอุณหภูมิสูง ส่งผลให้การออกดอกไม่สม่ำเสมอ ประกอบกับอากาศร้อนแล้งในช่วงติดผล รวมทั้งเกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนพื้นที่และโค่นต้นอายุมากที่ให้ผลผลิตต่ำ

สถานการณ์ลำไย ปี 2569 คาดว่ามีเนื้อที่ให้ผลรวมทั้งประเทศประมาณ 1.61 ล้านไร่ ลดลงร้อยละ 1.27 ผลผลิตรวมประมาณ 1.40 ล้านตัน ลดลงราวร้อยละ 9 และผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 867 กิโลกรัม ลดลงร้อยละ 7.57 โดยภาคเหนือยังเป็นแหล่งผลิตหลัก ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดตลอดเดือนมกราคม–ธันวาคม และคาดว่าจะ ออกมากที่สุดในเดือนสิงหาคม ประมาณ 340,000 ตัน หรือร้อยละ 24.29 ของผลผลิตทั้งปี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้ประกอบการวางแผนด้านการรับซื้อ การกระจายผลผลิต การแปรรูป และโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาออกสู่ตลาด

ขณะที่สถานการณ์ลิ้นจี่ ปี 2569 คาดว่ามีเนื้อที่ให้ผลรวมทั้งประเทศประมาณ 77,000 ไร่ ลดลงร้อยละ 1.51 ผลผลิตรวมประมาณ 22,000 ตัน ลดลงราวร้อยละ 39 และผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 285 กิโลกรัม ลดลงร้อยละ 37.91 โดยผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือนมีนาคม–มิถุนายน สูงสุดในเดือนพฤษภาคมประมาณ 12,800 ตัน หรือร้อยละ 58.13 และยังมีผลผลิต ออกต่อเนื่องในเดือนมิถุนายนอีกประมาณ 8,000 ตัน หรือร้อยละ 36.36 โดยเฉพาะพันธุ์จักรพรรดิ ทั้งนี้ พันธุ์สำคัญของลิ้นจี่ ได้แก่ ฮงฮวย จักรพรรดิค่อม และนครพนม 1 ด้านสถานการณ์ราคา ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ราคาที่เกษตรกรขายได้ที่สวน ลำไยสดทั้งช่ออยู่ที่ 21.50–25.75 บาทต่อกิโลกรัม ตามชั้นคุณภาพ ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวยอยู่ที่ 20.50–22.00 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิ ที่ทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปลายฤดู เดือนมิถุนายน สัปดาห์ที่ 1 อยู่ที่ 50–80 บาทต่อกิโลกรัม ตามชั้นคุณภาพ ซึ่งเป็นราคาที่ สศก. รายงานตามฤดูกาลในช่วงพฤษภาคม – มิถุนายนของแหล่งผลิตในพื้นที่สำคัญ

นายพีรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลประมาณการดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้อย่างเหมาะสม โดยเกษตรกรใช้ประกอบการวางแผนการผลิตรอบถัดไป การจัดการคุณภาพผลผลิต ต้นทุน และช่องทางจำหน่าย ผู้รวบรวม ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออก ใช้ประกอบการวางแผนการรับซื้อ การแปรรูป การกระจายผลผลิต และ โลจิสติกส์

โดยเฉพาะลำไยที่คาดว่าจะออกมากที่สุดในเดือนสิงหาคม ส่วนหน่วยงานภาคีสามารถใช้ข้อมูลประกอบการวางแผนเชิงพื้นที่และการบริหารจัดการผลผลิตตามฤดูกาล ขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับทราบช่วงเวลาที่ผลผลิตคุณภาพดีออกสู่ตลาดมาก โดยลิ้นจี่ออกมากในช่วงพฤษภาคม–มิถุนายน และลำไยในช่วงกรกฎาคม–สิงหาคม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลไม้ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ผ่าน 3 แผนหลัก ได้แก่ 1) การป้องกัน ควบคุม กำกับคุณภาพ มาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ผ่านการติดตามอุปสงค์–อุปทาน การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและโลจิสติกส์ 2) การปรับเพิ่มผลิตภาพและพัฒนามาตรฐาน ผ่านการส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP และแปลงต้นแบบ/แปลงเรียนรู้ และ 3) การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกตลาด เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการ โรงงานแปรรูป ห้างค้าปลีก และช่องทางออนไลน์ เพื่อสนับสนุนกระจายผลผลิตรองรับสถานการณ์ตลาด

สศก. จะติดตามสถานการณ์ผลผลิตและราคาอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงข้อมูลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด เนื่องจากตัวเลขประมาณการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม หากฝนเอื้ออำนวย ผลผลิตปลายฤดูอาจเพิ่มขึ้น แต่หากเกิดภาวะแห้งแล้ง อาจส่งผลให้ผลผลิตลดลงได้ ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อมูลของ สศก. มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบการวางแผน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมร่วมกัน