วันอังคาร, กันยายน 1, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก

พม. ผนึกกำลังเครือข่าย จัด“Job and Market Fair มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ ประจำปี 2569”ยิ่งใหญ่ หนุนทักษะสร้างสรรค์ สู่โอกาสไร้ขีดจำกัด

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบหมาย นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิดงาน Job and Market Fair : “มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ทักษะสร้างสรรค์ โอกาสไร้ขีดจำกัด” เพื่อขับเคลื่อนการสร้างโอกาสด้านการมีงานทำและการประกอบอาชีพสำหรับคนพิการอย่างยั่งยืน โดยมีนางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรคนพิการ นายจ้าง สถานประกอบการ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กรุงเทพมหานคร

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า งาน Job and Market Fair : “มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ” ประจำปี 2569 มีเป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยง “คนกับโอกาส ศักยภาพกับความต้องการ ทักษะกับงาน และความคิดสร้างสรรค์กับตลาด” เพื่อให้คนพิการสามารถก้าวจากการพัฒนาทักษะไปสู่การมีงานทำ การประกอบอาชีพ การสร้างรายได้ และการพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างความเข้าใจใหม่แก่สังคมว่า ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัดของศักยภาพ หากได้รับโอกาสและขจัดอุปสรรคในการใช้ชีวิตรวมทั้งมีการปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งคนพิการสามารถเป็นทั้งลูกจ้าง ผู้ประกอบการ ผู้สร้างสรรค์ และกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันโลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมใหม่ ๆ อีกทั้งยังมีการสร้างอาชีพและโอกาสใหม่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ งาน Job and Market Fair มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ ประจำปี 2569 มุ่งส่งเสริมให้คนพิการได้รับการ Re-skill และ Up-skill ทั้งทักษะอาชีพ ทักษะดิจิทัล , การใช้ AI , การสร้างสื่อดิจิทัล , การตลาดออนไลน์ E-Commerce และการบริหารจัดการธุรกิจยุคใหม่ รวมถึงการสนับสนุนรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย อาทิ การทำงานผ่านระบบดิจิทัล , การทำงานจากระยะไกล , การประกอบอาชีพอิสระ และการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงตลาดแรงงานและสร้างรายได้จากทุกพื้นที่

 นายกันตพงศ์ กล่าวว่า กระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายในพื้นที่ 6 โซน ได้แก่ 1) Main Stage เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพิธีลงนามความร่วมมือ 2) ABLE Plus Showcase นิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อคนพิการ 3) Empowerment & Welfare Zone พื้นที่ให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสวัสดิการ 4) Career Connect Zone พื้นที่จับคู่การจ้างงานและให้คำปรึกษาด้านอาชีพ 5) Inclusive Marketplace Zone ตลาดสินค้าและบริการจากคนพิการทั่วประเทศ และ 6) Hands-on Workshop Zone พื้นที่พัฒนาทักษะอาชีพและทักษะดิจิทัลผ่านการลงมือปฏิบัติจริง

นอกจากนี้ ยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมการมีงานทำ การพัฒนาทักษะ การประกอบอาชีพ และการขยายตลาดสำหรับคนพิการ และ พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่หน่วยงาน สถานประกอบการ และภาคีเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาศักยภาพคนพิการ รวมถึงเวทีเสวนาจากภาครัฐและภาคธุรกิจเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดแรงงาน ทักษะแห่งอนาคต และการสร้างแรงบันดาลใจจากบุคคลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า งานครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรคนพิการ นายจ้าง สถานประกอบการ สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 และการสนับสนุนทางเลือกตามมาตรา 35 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า การขยายช่องทางการตลาด และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการลดข้อจำกัดด้านระยะทางและการเข้าถึงลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงาน Job and Market Fair มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ ประจำปี 2569 ใน 2 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 12 – 13 กันยายน 2569 ณ MCC Hall ชั้น 3 เดอะมอลล์ นครราชสีมา โดยมีบูธหน่วยงานกระทรวง พม. และภาคีเครือข่ายรวมกว่า 428 บูธ ซึ่งมีเป้าหมายผู้เข้าร่วมงานทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online รวมกว่า 12,000 คน เพื่อกระจายโอกาสให้คนพิการในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงงาน อาชีพ ทักษะ ตลาดแรงงาน และโอกาสทางธุรกิจได้อย่างทั่วถึง

นายกันตพงศ์ กล่าวย้ำว่า งาน Job and Market Fair : มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ ประจำปี 2569 ไม่ใช่เพียงมหกรรมการสมัครงานหรือการจำหน่ายสินค้า แต่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่มุ่งเปลี่ยน ทักษะให้เป็นโอกาส โอกาสให้เป็นงาน งานให้เป็นอาชีพ และอาชีพให้เป็นรายได้และความมั่นคงให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบาย พม. มุ่งสร้างการ “อยู่ดี มีโอกาส” เพื่อให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเท่าเทียม ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน สู่การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ การเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล การมีงานทำ การประกอบอาชีพ และการเข้าถึงตลาดแรงงานอย่างครบวงจร พร้อมเปลี่ยนมุมมองจากการช่วยเหลือ สู่การสร้างโอกาส และการเสริมพลังศักยภาพของคนพิการ เพราะเมื่อความสามารถได้พบกับโอกาส คนพิการจะไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่สามารถเป็นผู้สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างเข้มแข็ง:Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

สะเทือนวงการคมนาคมไทย! “Toko Super App” เปิดตัว “ระบบมิเตอร์ดาวเทียม” พ่วงฟีเจอร์ “เลือกคนขับเองได้ 100%” เจ้าแรกในประเทศ นำร่อง ‘ปากช่อง-เขาใหญ่’ ลั่นพร้อมจับมือภาครัฐยกระดับทั่วไทย

0

พิมพ์ไทยออนไลน์// “Toko Super App” เริ่มต้นจากทำ “เดลิเวอรี่ปากช่อง” จากทีมเล็ก ๆ ก่อนพัฒนาเว็บไซต์และระบบแอป จนกลายเป็น ToKo SuperApp โมเดลของ ToKo มีลักษณะเป็น Local SuperApp / Local Platform เชื่อม 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน ผู้บริโภค → ร้านค้า/ผู้ประกอบการ → คนให้บริการ/คนขับ บริการที่นำเสนอ ได้แก่ อาหารและเดลิเวอรี่ ตลาดและสินค้า ที่พัก รถรับส่ง/ขนส่ง บริการฝากซื้อ ระบบติดตามออเดอร์แบบ Real-time ทั้งหมดอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว

ToKo SuperApp ไม่ได้ขายแค่บริการให้ผู้บริโภค แต่สร้างพื้นที่ให้ SME และร้านค้าท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในระบบ ทำให้ผู้ใช้เห็นรถและบริการต่าง ๆ แบบ Real-time รวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่มีรถ สามารถเข้ามารับงานเป็นรายได้เสริมได้ด้วย ไม่ได้มองร้านค้าเล็ก ๆ เป็นเพียงผู้ขายบนแพลตฟอร์ม มีความเชื่อมโยงร้านค้า ร้านอาหาร ผู้ให้บริการ โรงแรม ตลาด และธุรกิจบริการต่าง ๆ เข้ากับแพลตฟอร์ม

นายทศพร จุลโพธิ์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท โตโก ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (Toko Development) เทคสตาร์ตอัปสัญชาติไทย สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการขนส่ง พัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนประเทศบน Toko Super App รวมพลัง 2 ฟีเจอร์สุดล้ำไว้ในที่เดียว ทั้ง “ระบบมิเตอร์ดาวเทียม” (Satellite Meter) และ “ระบบเรียกรถแบบเลือกคนขับได้เอง” ฉีกกฎแอปเรียกรถแบบเดิมๆ สู่มาตรฐานการเดินทางที่โปร่งใส ยุติธรรม และให้อิสระแก่ผู้ใช้บริการสูงสุด

เหนือกว่าทุกแพลตฟอร์ม ลูกค้าเลือกคนขับเองได้ ไม่ง้อระบบยิงงานสุ่ม ฉีกทุกข้อจำกัดของแอปทั่วไปที่ใช้ระบบยิงงานอัตโนมัติ โดย Toko Super App ให้สิทธิ์ลูกค้าเห็นพิกัดเรียลไทม์ของคนขับรอบตัว และสามารถกดเลือกคนขับที่ต้องการได้ด้วยตัวเองโดยตรง มอบความมั่นใจและปลอดภัยสูงสุด

เชื่อมโยงแอปสู่ “ระบบมิเตอร์ดาวเทียม” แบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเรียกผ่านแอปหรือโบกขึ้นรถทันที ระบบจะทำงานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ยิงสัญญาณดาวเทียมจับพิกัดวินาทีต่อวินาที เชื่อม Google Maps คำนวณราคาตามระยะทางจริงแบบเรียลไทม์ ปิดฉากปัญหาการโกงราคา 100%

ยืดหยุ่นสูงสุด โบกปุ๊บขึ้นปั๊บ หรือเรียกผ่านแอปก็ได้
กรณีโบกเรียก: ผู้โดยสารไม่ต้องโหลดแอป คนขับเปิดมิเตอร์ดาวเทียมบนสมาร์ตโฟน คิดเงินตามกฎหมายทันที
กรณีเรียกผ่านแอป: ผู้โดยสารดูตำแหน่ง เลือกรถ และเช็กเส้นทางล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
รองรับรถทุกประเภท ปรับเรตตามกฎหมาย: ใช้ได้กับทั้งวินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก และสองแถว ปรับโครงสร้างราคาตามประเภทรถและกฎหมายกำหนดได้อย่างเที่ยงตรง

เปิดใช้จริงแล้วที่ ‘อำเภอปากช่อง-เขาใหญ่’: ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวในพื้นที่ยอดนิยม พร้อมรับมือนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ และสยบปัญหาขูดรีดราคาในงานอีเวนต์-คอนเสิร์ตใหญ่ เช่น Big Mountain, ราชมังคลากีฬาสถาน หรือพัทยา

พร้อมจับมือภาครัฐ ขับเคลื่อนประเทศ: หากหน่วยงานภาครัฐสนใจนำระบบนี้ไปยกระดับวินมอเตอร์ไซค์หรือแท็กซี่ทั่วประเทศ ทาง Toko Super App ยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันคมนาคมไทยสู่ Smart Mobility ระดับสากล

ความล้ำหน้าของ Toko Super App ฝีมือคนไทยในครั้งนี้ คือการผสานเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อผู้โดยสารและคนขับอย่างแท้จริง เป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการคมนาคมของประเทศไทยไปตลอดกาล:Cr;มณสิการ รามจันทร์

17 ปี โครงการ “บันไดฝัน สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ” มูลนิธิกำลังใจ สร้างพื้นที่ให้เด็กค้นพบศักยภาพ เติมโอกาสผ่านการเรียนรู้ สู่การลงมือทำ

0

17 ปี โครงการ “บันไดฝัน สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ” มูลนิธิกำลังใจ สร้างพื้นที่ให้เด็กค้นพบศักยภาพ เติมโอกาสผ่านการเรียนรู้ สู่การลงมือทำ

“มูลนิธิกำลังใจ” เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนไทย จัดโครงการ“บันไดฝัน สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ (ดร.ละมูล ลือสุขประเสริฐ)” ครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนอนุบาลสมุทรสาคร อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยมีแนวคิดว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถและความถนัดที่แตกต่างกัน การค้นพบตนเองตั้งแต่ช่วงวัยเรียนเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาศักยภาพในอนาคต โดยงานนี้ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ท่านวจิราพร อมาตยกุล ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน และกล่าวรายงานโดยนายสินชัย ลือสุขประเสริฐ รองประธานกรรมการและเหรัญญิก ภายใต้ธีมงาน ต้นไม้แห่งความฝัน (Dream Tree) ให้เด็กๆมาร่วมเขียนความฝันลงบนใบไม้นำไปติดไว้ที่บอร์ดต้นไม้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้มุ่งมั่นทำความฝันให้เติบโต ประสบความสำเร็จ

สำหรับปีนี้ มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการถึง 1,723 คน จาก 95 โรงเรียนทั่วประเทศ ถือเป็นการตอบรับเข้าร่วมโครงการมากที่สุดกว่าทุกปี ภายในงานยังมีการแจกทุนการศึกษารางวัลผู้ชนะเลิศ 80 รางวัล พร้อมทุนรางวัลลุ้นจับฉลาก 50 รางวัล รวมกว่า 130 ทุน เพื่อมอบกำลังใจและขยายโอกาสให้เด็กๆได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมออกบูธสร้างสรรค์จากนักเรียนมัธยม โครงการ “เยาวชนกล้าดี ทำเป็นธรรม รุ่นที่ 4” นำความรู้และทักษะที่ได้เรียนรู้จากโครงการมาประยุกต์ใช้จริง อาทิ คุกกี้ DIY และเข็มกลัด DIY

ทางมูลนิธิฯ ขอขอบคุณผู้สนับสนุน ได้แก่ บริษัท ยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนน้ำแร่ All Spring บริษัท มโนห์ราอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด สนับสนุนข้าวเกรียบมโนห์รา บริษัท แลคตาซอย จำกัด สนับสนุนนมแลคตาซอย และ บริษัท มารีนโกลด์ โปรดักส์ จำกัด สนับสนุนวัตถุดิบกุ้งสำหรับอาหารกลางวัน รวมถึงผู้สนับสนุนสถานที่ จัดสอบโรงเรียนอนุบาลสมุทรสาคร สื่อมวลชน และจิตอาสาทุกท่าน

มูลนิธิกำลังใจยังคงเดินหน้าในการพัฒนาและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนต่อไป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลัก นอกเหนือจากการช่วยเหลือทางด้านการแพทย์ การสาธารณสุขและกิจกรรมเพื่อสาธารประโยชน์ เพราะเชื่อมั่นว่า ทุกก้าวสำคัญของเยาวชนในวันนี้ สามารถสร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคมได้ในวันข้างหน้า

“จุลพันธ์” ชู ESG–AI ยกระดับความปลอดภัยแรงงาน เปิดเวที OAIC 2026 ดันไทยสู่ “วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน”

0

“จุลพันธ์” เปิดงาน OAIC 2026 ชู ESG ขับเคลื่อนความปลอดภัยแรงงานทุกกลุ่ม ผสาน AI–หุ่นยนต์–ระบบอัตโนมัติ ป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก ด้าน สสปท. เดินหน้าสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยจากงานวิชาการสู่นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับนานาชาติ OSH Avenue International Conference 2026 (OAIC 2026) ภายใต้แนวคิด “ESG for Sustainable Safety: Establishing a Sustainable Safety Culture” ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. โดยมี นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า “ความปลอดภัยในการทำงาน” ไม่ใช่แค่ “การป้องกันอุบัติเหตุ” แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยกระทรวงแรงงานมุ่งยกระดับงานด้านความปลอดภัยให้เชื่อมโยงกับแนวคิด ESG โดยเฉพาะมิติ Social ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต สุขภาวะ และความปลอดภัยของแรงงาน และมิติ Governance ที่เน้นระบบบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้

“โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีจึงต้องไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ต้องนำมาใช้เพื่อ คาดการณ์ ป้องกัน และลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ” นายจุลพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ มาประยุกต์ใช้ในงานความปลอดภัย เช่น การตรวจจับสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง การเฝ้าระวังพฤติกรรมหรือสภาพการทำงานที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ และการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางมาตรการป้องกันได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของลักษณะงานและการเข้าถึงเทคโนโลยีของแรงงานทุกกลุ่ม

“เป้าหมายสำคัญคือทำให้แรงงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม พนักงานสำนักงาน แรงงานนอกระบบ หรือแรงงานข้ามชาติ สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในทุกวัน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้าน นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวว่า การสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน” ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการออกกฎหรือมาตรการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของทุกคนในองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร หัวหน้างาน ไปจนถึงผู้ปฏิบัติงาน

ดังนั้น สสปท. จึงมุ่งขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยโดยเชื่อมโยง องค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับการปฏิบัติจริงในสถานประกอบกิจการ พร้อมส่งเสริมให้เกิดระบบบริหารจัดการความปลอดภัยที่สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการค้นหาและประเมินความเสี่ยง ตลอดจนกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร

“ความปลอดภัยในวันนี้ต้องก้าวจากการ ‘แก้ไขเมื่อเกิดเหตุ’ ไปสู่การ ‘ป้องกันก่อนเกิดเหตุ’ และจากการทำความปลอดภัยเฉพาะบุคคล ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วม” นายนันทชัย กล่าว

ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า สสปท. เดินหน้าส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมแรงงานหลากหลายกลุ่ม ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ พนักงานสำนักงาน แรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติ ผ่านการพัฒนาหลักสูตร องค์ความรู้ แนวทางปฏิบัติ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้สถานประกอบกิจการสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยงจากการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับงาน OAIC 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในระดับนานาชาติ โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้บริหาร ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านความปลอดภัยจากหลากหลายภาคส่วน มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำงาน โดย ภายในงานยังมีการนำเสนอ นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ รวมถึงองค์ความรู้จากงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง เพื่อสนับสนุนสถานประกอบกิจการในการบริหารจัดการความเสี่ยง การดูแลสุขภาวะของแรงงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย สอดคล้องกับแนวทาง ESG

50 แฟรนไชส์ติวเข้ม “GSB Franchise Standard” เสริมแกร่งธุรกิจ สร้างระบบพร้อมขยายสาขาอย่างยั่งยืน

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//ธนาคารออมสินเปิดหลักสูตร GSB Franchise Standard ภายใต้โครงการ GSB Smart Franchise 2026 คัด 50 ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ศักยภาพสูง ติวเข้ม 4 วันเต็ม ครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานธุรกิจ สร้างแบรนด์ พัฒนาระบบบริหาร ไปจนถึงการจัดทำแผนแม่บทเพื่อการขยายสาขา พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและแฟรนไชส์ชั้นนำของไทย

ธนาคารออมสินเดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทย เปิดการอบรมหลักสูตร GSB Franchise Standard ภายใต้โครงการ GSB Smart Franchise 2026 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยคัดเลือกผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพและความพร้อมจำนวนกว่า 50 ธุรกิจ เข้าร่วมหลักสูตรเข้มข้น เพื่อเสริมองค์ความรู้และวางระบบธุรกิจให้สามารถขยายสาขาได้อย่างมีมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และเติบโตอย่างมั่นคง สอดคล้องบทบาทของธนาคารออมสินในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ตามแนวทางการเป็น “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต” (SMART SOCIAL BANK FOR ALL LIVES) ผ่านการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ ยกระดับมาตรฐานธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมผลักดันธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้มีศักยภาพและเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแข็งแกร่งและยั่งยืน

หลักสูตร GSB Franchise Standard พัฒนาต่อยอดจากหลักสูตร “Jump Start Franchise” สู่หลักสูตรเชิงลึก เพื่อยกระดับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ทั่วประเทศให้สามารถวางระบบธุรกิจ สร้างมาตรฐาน และขยายกิจการได้อย่างมืออาชีพ โดยมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ BUILD สร้างรากฐานธุรกิจให้แข็งแรง BRAND พัฒนาแบรนด์และมาตรฐาน SYSTEM ออกแบบระบบให้พร้อมรองรับการขยายธุรกิจ และ EXPAND วางแผนการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลกำไร ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่การบริหารจัดการ การตลาด การบริหารต้นทุน การวางระบบและมาตรฐาน การขยายสาขา ไปจนถึงการจัดทำแผนแม่บทเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในวงการแฟรนไชส์ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ได้แก่ ดร.วิชัย เจริญธรรมานนท์ อาจารย์ชานนท์ มหาสิงห์ และอาจารย์สิทธิพล สืบสีมา ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเครือข่ายและการสร้างทีมงาน

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมหลักสูตรยังได้เรียนรู้จาก ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ชั้นนำของไทย ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และกรณีศึกษาจากการดำเนินธุรกิจจริง อาทิ The Waffle, ไก่ย่างห้าดาว, JIAN CHA, Minor และ Mr.Bun ครอบคลุมประเด็นสำคัญตั้งแต่การวางระบบธุรกิจ การบริหารจัดการ ไปจนถึงแนวทางการขยายสาขาและการรักษามาตรฐานเมื่อธุรกิจเติบโต โดยธนาคารออมสินได้เสริมองค์ความรู้ด้านแหล่งเงินทุนและการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการต่อยอดธุรกิจ พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ความรู้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและสร้างแบรนด์อย่างถูกต้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางรากฐานและขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

สำหรับหัวใจสำคัญของหลักสูตรอยู่ที่การจัดทำ “แผนแม่บทเพื่อการเติบโตและขยายสาขา” ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนเอง และกำหนดทิศทางการขยายสาขาได้อย่างมีเป้าหมายและเป็นระบบ อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพและสามารถเติบโตได้ในระยะยาว

ผู้ประกอบการและประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของธนาคารออมสินได้ทาง เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th และ Facebook Fanpage: GSB SMEs Startup:Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

เกินคาด !! Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ดีลพุ่ง 266 ลบ.ดูแลสัตว์เลี้ยงมาแรง-สะดวกซักแชมป์ ปลายปีนี้PMG รุก มหกรรมชี้ช่องรวย

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//จบลงไปแล้วกับผลตอบรับดีเกินความคาดหมาย สำหรับงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 6-9 สิงหาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ผ่านมา สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่อยู่ในภาวะฟื้นตัวค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ยอดผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 30,622 คน มีผู้สนใจจองและซื้อธุรกิจแฟรนไชส์มูลค่าราว 280 ล้านบาท ส่วนยอดขอสินเชื่อในงานพุ่งสูงถึง 548 ล้านบาท ด้านเจรจาจับคู่ธุรกิจทำสถิติ 210 คู่ คิดเป็นมูลค่า 187 ล้านบาท หนุนให้เม็ดเงินสะพัดในงานสูงถึง 815 ล้านบาท จากความสำเร็จพีเอ็มจีประกาศจัดใหญ่ส่งท้ายปีกับงาน “มหกรรมชี้ช่องรวย แฟรนไชส์” วันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2569 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา ผู้ที่สนใจอยากมีอาชีพ หรือต่อยอดธุรกิจห้ามพลาด!!

งาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี จากความร่วมมือของหน่วยงานหลายภาคส่วน ได้แก่ สมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียน-สากล สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม สถาบันอาหาร สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด และ ทิพยประกันชีวิต

นางสาววิมลณ์เกศ สุวพัฒน์ธุนากร ผู้จัดงาน Franchise Expo Thailand 2026 กล่าวสรุปภาพรวมการจัดงานว่า “จากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีอัตราการฟื้นตัวค่อนข้างต่ำ แต่ผลตอบรับการจัดงานกลับเหนือความคาดหมาย โดยตลอด 4 วันมีผู้สนใจเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 30,622 คนจากทั่วประเทศ ช่วงอายุตั้งแต่ 22-65 ปี สะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการมองหาธุรกิจและแฟรนไชส์ เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้สู่ทางรอดในภาวะเศรษฐกิจยุคนี้

สำหรับธุรกิจและแฟรนไชส์ยอดนิยมในงาน ปีนี้ธุรกิจสะดวกซักยังครองแชมป์ความนิยมสูงสุด โดยแบรนด์ที่ติดโผ ได้แก่ Speed Queen By VJ Group, 24WASH, โอบี ดีเวลล็อปเม้นท์, Prompt Wash, คลีน สตาร์ โซลูชั่น,WASHENJOY , CleanChain, BearWash และ Trendy Wash ที่สำคัญปีนี้ยังมีธุรกิจหน้าใหม่ที่เบียดอันดับขอเข้าวินด้วย ได้แก่ World Of Pet ธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยง, บีซีเอ็ม แมเนจเม้นท์ ธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค, Quickwash ธุรกิจล้างรถอัตโนมัติ , ทีเอสอาร์ ลิฟวิ่ง โซลูชั่น ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องกรองน้ำและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง และ เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่ง ส่วนแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ยังครองความนิยมตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็น Merstar & Mim ธุรกิจกาแฟและมัทฉะ, Akiko’s Tea, กุยช่ายสวรรค์, 39 Ramen ร่ำรวยเย็นตาโฟ และข้าวมันส์ รวมมูลค่าดีลธุรกิจและแฟรนไชส์ภายในงานสูงถึง 266 ล้านบาท

ส่วนยอดขอสินเชื่อภายในงานปีนี้ทำสถิติสูงถึง 548 ล้าน ภายในงานมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเอสเอ็มอีจากสถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และการค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม อีกหนึ่งไฮไลท์ที่มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก คือ กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ปีนี้มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจรวม 210 คู่ คิดเป็นมูลค่า 187 ล้านบาท

“สำหรับภาพรวมการจัดงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ปีนี้เรียกได้ว่าสร้างผลตอบรับเกินความคาดหมาย จากยอดผู้เข้าร่วมงาน 30,622 คนทั่วประเทศ อายุเฉลี่ยตั้งแต่ 22-65 ปี แสดงให้เห็นว่าเวทีนี้สร้างโอกาสสำหรับคนที่มองหาอาชีพ ธุรกิจ และแฟรนไชส์ ในทุกช่วงวัยได้อย่างแท้จริง สมดังเจตนารมณ์ของผู้จัดงานที่ต้องการให้งานนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จุดประกายทางเลือกและโอกาสใหม่ ๆ ปลุกผู้คนให้ลุกขึ้นสู้และยืนหยัดอย่างมั่นคงแม้ในยามวิกฤต เราเชื่อว่ายังมีคนที่สนใจมองหาอาชีพเพื่อเริ่มต้น หรือต่อยอดธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้เดินหน้าจัดงานธุรกิจแฟรนไชส์สัญจรอีกครั้งในช่วงปลายปีกับงาน “มหกรรมชี้ช่องรวย แฟรนไชส์” ที่ไบเทค บางนา จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานนี้” นางสาววิมลณ์เกศ กล่าวปิดท้าย

จากผลตอบรับที่ดีเกินความคาดหมาย พีเอ็มจีจึงมุ่งมั่นสานภารกิจช่วยคนตัวเล็กอย่างต่อเนื่อง โดยปลายปีนี้เดินเครื่องจัดงานแฟรนไชส์สัญจร กับดีลพิเศษลดแรงส่งท้ายปี ในงาน “มหกรรมชี้ช่องรวย แฟรนไชส์” ที่ยกทัพแฟรนไชส์และธุรกิจน่าลงทุนจากงาน Franchise Expo Thailand พร้อมด้วยธุรกิจแฟรนไชส์หน้าใหม่ จัดเต็มพื้นที่ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ธุรกิจสะดวกซัก ธุรกิจจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เบเกอรี่ การศึกษา เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ โรงงานรับจ้างผลิต ขนส่งและโลจิสติกส์ ที่ตอบโจทย์ทุกงบการลงทุน พร้อมด้วยสินเชื่อจากสถาบันการเงินชั้นนำ เสิร์ฟครบจบกับทำเลทองให้เลือกสรรทั่วประเทศ

ผู้ที่กำลังตัดสินใจลงทุนหรือพลาดโอกาสในครั้งนี้ เตรียมพร้อมปักหมุดรองาน “มหกรรมชี้ช่องรวย แฟรนไชส์” จัดระหว่างวันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2569 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างอาชีพให้คนไทย เสริมเศรษฐกิจฐานรากให้ฟื้นตัวและเข้มแข็งไปด้วยกัน สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 094-915-4624 เฟซบุ๊ค : ชี้ช่องรวย , franchise Expo Thailand และ https://www.franchiseexpothailand.com/:Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

กมธ.การทหารฯ วุฒิสภา เปิดเวทีระดมความคิดเห็น มุ่งยกระดับ กอ.รมน. สู่การเป็น “Smart Security Agency”

0

กมธ.การทหารฯ วุฒิสภา เปิดเวทีระดมความคิดเห็น มุ่งยกระดับ กอ.รมน. สู่การเป็น “Smart Security Agency”

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมหมายเลข 402 – 403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “การบริหารความมั่นคงภายในอย่างยั่งยืน : บทบาทและทิศทางของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ในมิติบูรณาการ” โดยมี นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดการเสวนา นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ คณะอนุกรรมาธิการ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน่วยงานด้านความมั่นคง สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการความมั่นคงภายในประเทศให้เท่าทันสถานการณ์สากล โดยการนำระบบโครงสร้างความมั่นคงต้นแบบจากต่างประเทศ เช่น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (DHS) หรือระบบสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหราชอาณาจักร มาเป็นแนวทางร่วมพิจารณาเพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและโครงสร้างของหน่วยงานให้ก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่มีขีดความสามารถสูง มีการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Management) บูรณาการฐานข้อมูล (Big Data Consolidation) และใช้ระบบการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยการข่าวและเทคโนโลยีที่แม่นยำ คณะกรรมาธิการฯ ในฐานะเป็นกลไกหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการทางการทหารทั้งปวง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การพัฒนาประเทศ และที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแบบองค์รวม รวมถึงการพิจารณาศึกษา ติดตาม และเสนอแนะการปฏิรูปประเทศภายใต้กรอบของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อส่งเสริมระบบการบริหารจัดการด้านการรักษาความมั่นคงภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการศึกษาและถอดบทเรียนเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดโครงการเสวนาวิชาการขึ้นและคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้รับกรอบแนวทาง (Roadmap) ที่ชัดเจนในการยกระดับ กอ.รมน. สู่การเป็น “Smart Security Agency” ที่มีการทำงานเชิงรุก โปร่งใสและมีเป้าหมายเพื่อประชาชนเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดความเข้าใจและมุมมองต่อ กอ.รมน. ที่มีเอกภาพมากขึ้น สามารถช่วยกันส่งเสริมและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เช่น ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และปัญหาชายแดนได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จร่วมกัน และยังมีความเชื่อมั่นต่อระบบการบริหารความมั่นคงของรัฐ ได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามที่กระทบต่อความเป็นอยู่ นำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังได้รับชุดข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่รอบด้าน เพื่อนำไปยกร่างและปรับปรุงรายงานและการยกระดับคุณภาพทางวิชาการ โดยมีข้อมูลสนับสนุนและบทวิเคราะห์ที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถนำไปปรับปรุงในเนื้อหา “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ” และเกิดโครงข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการสื่อสาร สร้างความตระหนักรู้กับภาคประชาชน จากการจัดเสวนาจะช่วยลดช่องว่างความไม่ไว้วางใจของภาคประชาชนที่มีต่อหน่วยงานความมั่นคง โดยสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมตามแนวทางการปฏิบัติงานยุคดิจิทัล อีกทั้งยังเกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือข้ามภาคส่วน หรือ Multi-agency and Stakeholder Network ระหว่างวุฒิสภา หน่วยงานความมั่นคง เช่น กอ.รมน. สมช. มท. ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดการบูรณาการและการประสานงานด้านความมั่นคงแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน
ภายในงานเสวนาฯ มีการปาฐกถาพิเศษโดย พลเอก นักรบ บุญบัวทอง เรื่อง “ภาพอนาคตความมั่นคงไทย : การปฏิรูปโครงสร้างและกฎหมายความมั่นคงภายใน สู่การทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” จากนั้น มีการเสวนาโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย 1. พลตรี ชัชช์ มนตรีมุข รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กองทัพบก ในประเด็น “กอ.รมน. กับบทบาทการเป็นแกนกลางบูรณาการ (Integration Hub) และการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรความมั่นคงอัจฉริยะ (Smart Security Agency)” 2. นายเอกพงษ์ ศิริพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ในประเด็น “กลไกมหาดไทยกับการบูรณาการความมั่นคงภายในระดับพื้นที่ : การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน” และ 3. นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง “มุมมองฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาสังคม : ความท้าทายในการปรับปรุงกฎหมายความมั่นคง สิทธิมนุษยชนและความไว้วางใจของประชาชน”
.
สำหรับวัตถุประสงค์การจัดเสวนา จัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ร่วมวิเคราะห์ ทบทวนบทบาท และออกแบบแนวทางการพัฒนาระบบบริหารจัดการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทั้งในด้านกฎหมาย โครงสร้าง และกำลังพล ตลอดจนภารกิจสำคัญและจำเป็นในการรักษาความมั่นคงภายในของประเทศ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรความมั่นคงอัจฉริยะที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดมั่นในผลประโยชน์ ความปลอดภัย และความสุขของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

รพ.กรุงเทพ รับแต่งตั้งเป็น ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้ทันตกรรมรากเทียมแห่งแรกในไทย Center of Dental Education (CoDE) เชื่อมเครือข่ายการเรียนรู้สู่ระดับโลก

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับ Straumann Group ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบรากฟันเทียมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัว Straumann Center of Dental Education (CoDE) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้ทันตกรรมรากเทียมอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น CoDE แห่งแรกในประเทศไทย และแห่งที่ 60 ของโลก ภายใต้เครือข่ายศูนย์การศึกษาด้านทันตกรรมของ Straumann ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางคลินิก เพื่อสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยจริงมร.มาร์คัส คอฟมันน์ รองประธาน และหัวหน้าฝ่ายพัฒนาการศึกษาด้านการแพทย์ระดับสากล Straumann Group กล่าวว่า Straumann ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาทักษะของทันตแพทย์ เพื่อสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานการรักษา โดย Straumann Center of Dental Education หรือ CoDE มีพันธกิจ คือการรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานสูงสุด และการเปิดพื้นที่ให้ทันตแพทย์จากที่อื่นได้เรียนรู้จากสถานการณ์ทางคลินิกจริง ผ่านการฝึกอบรม สัมมนา และกิจกรรมวิชาการในหลากหลายรูปแบบ ปัจจุบันเครือข่าย CoDE มี 60 แห่ง ใน 28 ประเทศทั่วโลก การจัดตั้งศูนย์กลางการเรียนรู้ ณ ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพนี้ จะได้รับการยอมรับในระดับเดียวกับศูนย์ชั้นนำอื่น ๆ ในทั่วโลก จึงเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงทันตแพทย์ไทยกับเครือข่ายการศึกษาระดับโลกของ Straumann พร้อมสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยและนานาชาติพญ.บุญธิดา เจริญสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรงพยาบาลกรุงเทพมุ่งพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ในหลากหลายสาขา โดยให้ความสำคัญกับ ทีมแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสถานที่ที่พร้อมรองรับการรักษาและการเรียนรู้ ควบคู่กัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง การได้รับเลือกเป็น Straumann Center of Dental Education (CoDE) แห่งแรกของประเทศไทยและนับเป็นแห่งที่ 60 ของโลก สะท้อนถึงมาตรฐานทางคลินิกขั้นสูงและความพร้อมของโรงพยาบาลกรุงเทพในการเป็นแหล่งเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านทันตกรรมในระดับภูมิภาค และต่อยอดสู่การพัฒนาคุณภาพการรักษาและผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วย”ทพญ.วลัยลักษณ์ เกียรติธนากร ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ในปี 2027 ศูนย์ฯ เตรียมเปิดหลักสูตรสำหรับทันตแพทย์ที่สนใจพัฒนาทักษะด้านทันตกรรมรากเทียม ผสมผสานการเรียนรู้ทั้งการสาธิตการผ่าตัด (Live Surgery)และ การฝึกปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย (Hands-on Training) เพื่อให้ทันตแพทย์สามารถเชื่อมโยงความรู้ ประสบการณ์ทางคลินิกและนำไปประยุกต์ใช้ในการรักษาได้อย่างเหมาะสม มี 2 หลักสูตร คือ1. Digital Pro Arch Workflow Course หลักสูตรอบรมหรือการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำรากฟันเทียมและใส่ฟันทั้งปาก ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การวางแผนการรักษา ไปจนถึงการบูรณะขั้นสุดท้าย เพื่อเพิ่มความเข้าใจและทักษะในการประยุกต์ใช้ Digital Workflow ในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูช่องปากทั้งขากรรไกร

2. Single Anterior Course หลักสูตรการทำรากฟันเทียมฟันหน้าด้วยระบบดิจิทัล ตั้งแต่วางแผนจนถึงฝังรากเทียมและใส่ฟันชั่วคราว ไปจนถึงการบูรณะขั้นสุดท้าย เป้าหมายคือลดขั้นตอนทางคลินิกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ  โทร. 0 2755 1335 Contact Center โทร. 1719 หรือ แอดไลน์ BHQ Dental Line คลิก http://bit.ly/3XEOriq

หรือ CoDE website: https://www.straumann.com/en/dental-professionals/education.html

#ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ #รพ.กรุงเทพ #Bangkokhospital #Straumann #Center of Dental Education#CoDE #รากฟันเทียม #ทันตกรรม

:Cr;มณสิการ รามจันทร์

DITP เปิดหลักสูตร “พลิกเกมธุรกิจ เร่งสปีดด้วย AI” ยกระดับผู้ประกอบการไทยเท่าทันเศรษฐกิจยุคใหม่

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดย สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) จัดโครงการ ยกระดับผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่ (Upskill & Reskill) ภายใต้แนวคิด “Megatrend Arrow: พลิกเกมธุรกิจ เร่งสปีดด้วย AI” ระหว่างวันที่ 20–21 สิงหาคม 2569 ณ ห้องปารีส แกรนด์ ชั้น 2 เฟส 3 โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเสริมศักยภาพ SMEs, MSMEs ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และผู้สนใจด้านการค้าระหว่างประเทศ ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลกยุคดิจิทัล

โครงการมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีดิจิทัล และแนวโน้มการค้าโลก ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค การวางแผนการตลาด การพัฒนาสินค้าและบริการ การบริหารต้นทุน ไปจนถึงการขยายตลาดต่างประเทศ ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว

ตลอดระยะเวลา 2 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้รับองค์ความรู้เชิงกลยุทธ์ผ่านหัวข้อสำคัญ อาทิ การวิเคราะห์ Megatrend ของตลาดโลก การสร้าง Business Mindset การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการค้าและการส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ พร้อม Workshop ทดลองใช้เครื่องมือ AI เพื่อแก้โจทย์ทางธุรกิจและวางแผนการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากการพัฒนาทักษะแล้ว โครงการยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำความรู้ไปใช้จริง ทั้งการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด การสร้างแบรนด์ เพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยระบบดิจิทัล รวมถึงสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดสู่ความร่วมมือและนวัตกรรมใหม่ การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และสร้างคุณค่าใหม่ให้ธุรกิจ

NEA ยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลก เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง สามารถใช้ AI และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส เพิ่มรายได้ ยกระดับศักยภาพธุรกิจ และขยายตลาดสู่ระดับสากล นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ กระจายรายได้สู่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางของ NEA ได้แก่ เว็บไซต์ :
www.nea.ditp.go.th, Facebook : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ และแพลตฟอร์มให้ความรู้ออนไลน์E-Academy ที่ https://e-academy.ditp.go.th/home สามารถเรียนได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย:Cr;มณสิการ รามจันทร์