วันพุธ, สิงหาคม 26, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก

DITP เปิดหลักสูตร “พลิกเกมธุรกิจ เร่งสปีดด้วย AI” ยกระดับผู้ประกอบการไทยเท่าทันเศรษฐกิจยุคใหม่

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดย สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) จัดโครงการ ยกระดับผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่ (Upskill & Reskill) ภายใต้แนวคิด “Megatrend Arrow: พลิกเกมธุรกิจ เร่งสปีดด้วย AI” ระหว่างวันที่ 20–21 สิงหาคม 2569 ณ ห้องปารีส แกรนด์ ชั้น 2 เฟส 3 โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเสริมศักยภาพ SMEs, MSMEs ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และผู้สนใจด้านการค้าระหว่างประเทศ ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลกยุคดิจิทัล

โครงการมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีดิจิทัล และแนวโน้มการค้าโลก ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค การวางแผนการตลาด การพัฒนาสินค้าและบริการ การบริหารต้นทุน ไปจนถึงการขยายตลาดต่างประเทศ ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว

ตลอดระยะเวลา 2 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้รับองค์ความรู้เชิงกลยุทธ์ผ่านหัวข้อสำคัญ อาทิ การวิเคราะห์ Megatrend ของตลาดโลก การสร้าง Business Mindset การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการค้าและการส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ พร้อม Workshop ทดลองใช้เครื่องมือ AI เพื่อแก้โจทย์ทางธุรกิจและวางแผนการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากการพัฒนาทักษะแล้ว โครงการยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำความรู้ไปใช้จริง ทั้งการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด การสร้างแบรนด์ เพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยระบบดิจิทัล รวมถึงสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดสู่ความร่วมมือและนวัตกรรมใหม่ การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และสร้างคุณค่าใหม่ให้ธุรกิจ

NEA ยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลก เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง สามารถใช้ AI และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส เพิ่มรายได้ ยกระดับศักยภาพธุรกิจ และขยายตลาดสู่ระดับสากล นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ กระจายรายได้สู่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางของ NEA ได้แก่ เว็บไซต์ :
www.nea.ditp.go.th, Facebook : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ และแพลตฟอร์มให้ความรู้ออนไลน์E-Academy ที่ https://e-academy.ditp.go.th/home สามารถเรียนได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย:Cr;มณสิการ รามจันทร์ 

สศก. เปิดเวทีวิชาการ 2569 ชู 8 งานวิจัย มองภาคเกษตรไทยผ่าน“คำถามเชิงเศรษฐศาสตร์”

0

จากสังคมสูงวัย ข้าวคาร์บอนต่ำ และ AI–SAR สู่การแข่งขันทุเรียน โอกาสของโกโก้ไทย และปาล์มน้ำมันยั่งยืน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดงานสัมมนาวิชาการ “การเสนอผลงานวิชาการด้านเศรษฐกิจการเกษตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และนิทรรศการนวัตกรรมข้อมูลภาคเกษตร” หรือ Academic Open House & Agricultural Economics Forum 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ ห้องไดมอนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัยและงานวิเคราะห์รวม 8 เรื่อง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรเข้าร่วม

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า จุดเด่นของเวทีวิชาการปีนี้ คือการนำข้อมูลและปัญหาภาคเกษตรมาตั้งเป็น “คำถามเชิงเศรษฐศาสตร์” เพื่อค้นหาคำอธิบายว่า เหตุใดเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องจึงตัดสินใจเช่นนั้น การตัดสินใจดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใด และหากภาครัฐจะดำเนินมาตรการ ควรออกแบบอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศ

“งานของ สศก. ต้องไม่หยุดอยู่ที่การรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดจึงเกิด ใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุน และหากภาครัฐใช้ทรัพยากรหนึ่งบาท จะสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ข้อมูล แบบจำลอง และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่หัวใจคือการใช้ดุลพินิจทางเศรษฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนหลักฐาน” เลขาธิการ สศก. กล่าว

สำหรับผลงานวิจัยและงานวิเคราะห์ทั้ง 8 เรื่อง ที่นำเสนอ ประกอบด้วย

1. การวางแผนการผลิตเพื่อรองรับความเสี่ยงทางรายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า สังคมสูงวัยไม่ได้กระทบเพียงจำนวนแรงงานในภาคเกษตร แต่ยังส่งผลต่อความพร้อมในการลงทุน ความสามารถในการรับความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยี และการส่งต่อกิจการเกษตรไปยังคนรุ่นใหม่ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า อายุ สุขภาพ รายได้ ข้อมูล และความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ส่งผลต่อการตัดสินใจวางแผนการผลิตผ่านช่องทางใด และภาครัฐควรช่วยให้เกษตรกรสูงวัย “ทำต่อ ส่งต่อ หรือวางมือ” ได้อย่างเหมาะสมอย่างไร

2. การพัฒนาความร่วมมือบริหารจัดการสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech

กรณีศึกษาข้าว สับปะรด กล้วยหอมทอง และอะโวคาโด สะท้อนให้เห็นว่า การแปรรูปไม่ได้สร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกรโดยอัตโนมัติ แม้ทุกฝ่ายจะมองเห็นโอกาสร่วมกัน แต่ความร่วมมืออาจไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากยังมีต้นทุนในการค้นหาคู่ค้า การเจรจา การควบคุมคุณภาพ การขอรับรองมาตรฐาน การติดตามสัญญา และการเข้าถึงตลาด

งานวิจัยจึงมุ่งค้นหาว่า อุปสรรคที่แท้จริงอยู่ที่เทคโนโลยี เงินทุน การบริหารจัดการ หรือโครงสร้างแรงจูงใจของคู่สัญญา รวมทั้งพิจารณาว่า มูลค่าที่เกิดขึ้นจากการแปรรูปถูกแบ่งปันกลับไปถึงเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนมากน้อยเพียงใด

3. ความเต็มใจจ่ายของเกษตรกรต่อบริการ ASP สำหรับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ

การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ขณะที่ต้นทุนในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตส่วนหนึ่งตกอยู่กับเกษตรกรรายบุคคล งานวิจัยจึงประเมินความเต็มใจจ่ายของเกษตรกรต่อบริการเครื่องจักรและเทคโนโลยี เช่น การปรับระดับนาด้วยเลเซอร์ เครื่องปักดำนา โดรนเพื่อการเกษตร และเครื่องสับย่อยฟาง

ผลการศึกษาจะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาตลาดผู้ให้บริการทางการเกษตร หรือ Agricultural Service Providers (ASPs) รวมถึงการออกแบบมาตรการสนับสนุนที่ช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยไม่ทำให้ภาครัฐต้องรับต้นทุนทั้งหมด และสามารถเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ด้านการลดคาร์บอนได้อย่างเหมาะสม

4. การจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบายสำหรับการฟื้นฟูภาคเกษตรหลังอุทกภัย

เมื่อทรัพยากรและงบประมาณมีจำกัด การฟื้นฟูหลังอุทกภัยจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า ควรช่วยใคร เรื่องใด และในช่วงเวลาใดก่อน เพราะการจัดลำดับตามระดับความเสียหาย ความเปราะบางของครัวเรือน หรือผลตอบแทนต่อทรัพยากรที่ใช้ อาจให้คำตอบที่แตกต่างกัน

งานวิจัยยังชวนพิจารณาความสมดุลระหว่างเงินเยียวยาระยะสั้นกับการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต ตลอดจนการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การประกันภัยพืชผล การฟื้นฟูปัจจัยการผลิต การจัดการหนี้ การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่กลับเข้าสู่วงจรความเปราะบางซ้ำเดิม

5. การประเมินเนื้อที่ยืนต้นปาล์มน้ำมันด้วย AI และภาพถ่ายดาวเทียม SAR

งานศึกษานำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประมวลผลร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมระบบ Synthetic Aperture Radar (SAR) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการประเมินเนื้อที่ยืนต้นปาล์มน้ำมัน

ในทางเศรษฐศาสตร์ ข้อมูลจะมีมูลค่าก็ต่อเมื่อช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้น คำถามของงานจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า แบบจำลองมีความแม่นยำเพียงใด แต่รวมถึงความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดต้นทุนการสำรวจ ลดความผิดพลาดในการคาดการณ์อุปทาน และทำให้การบริหารจัดการปาล์มน้ำมันทั้งระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร

6. ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบและศักยภาพตลาดส่งออกทุเรียนไทย

ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบสะท้อนผลการค้าที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ไม่ใช่หลักประกันความสามารถในการแข่งขันในอนาคต เนื่องจากการแข่งขันยังขึ้นอยู่กับผลิตภาพ ต้นทุนหลังการเก็บเกี่ยว ระบบโลจิสติกส์ คุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถในการส่งมอบสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขของตลาดปลายทาง

งานวิจัยจึงวิเคราะห์ทั้งสถานะของไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออก และความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลัก พร้อมเสนอแนวทางรักษาตลาดเดิม ฟื้นฟูตลาดที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลง และกระจายตลาดบนพื้นฐานของกำไรและความเสี่ยง โดยไม่พิจารณาเฉพาะปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว

7. โอกาสทางการตลาดของโกโก้ไทย

งานวิจัยศึกษาทั้งความต้องการของผู้แปรรูป พฤติกรรมผู้บริโภค คุณลักษณะผลิตภัณฑ์ที่ตลาดให้คุณค่า ตลอดจนระดับราคาและช่องทางจำหน่ายที่เหมาะสม โดยพบว่า แหล่งผลิตในประเทศไทย รสชาติ การรับรองคุณภาพ และเรื่องราวของพื้นที่ผลิต มีส่วนช่วยสร้างความแตกต่างให้แก่ผลิตภัณฑ์โกโก้ไทย

อย่างไรก็ตาม โอกาสของเกษตรกรรายหนึ่งอาจไม่เท่ากับโอกาสของประเทศทั้งระบบ โดยเฉพาะโกโก้ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีก่อนให้ผลผลิต หากมีการขยายพื้นที่พร้อมกันโดยไม่มีข้อมูลอุปสงค์และตลาดรองรับ อาจนำไปสู่อุปทานส่วนเกินในอนาคต งานวิจัยจึงให้ความสำคัญกับการผลิตที่มีผู้รับซื้อรองรับ การรักษาคุณภาพ และการพัฒนาตลาดควบคู่กับการส่งเสริมการปลูก

8. แนวทางสู่ความสำเร็จในการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน

การผลิตตามมาตรฐานความยั่งยืนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบย้อนกลับ และโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบทางสังคม อย่างไรก็ตาม การรับรองมาตรฐานมีต้นทุนคงที่ ทั้งค่าตรวจประเมิน ระบบข้อมูล เอกสาร และการบริหารกลุ่ม ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าเกษตรกรรายใหญ่

งานวิจัยจึงศึกษาปัจจัยความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับมาตรฐาน RSPO ทั้งด้านการบริหารกลุ่ม การมีส่วนร่วมของสมาชิก การสนับสนุนจากโรงงานสกัด ระบบตรวจสอบ และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อหาแนวทางลดต้นทุนในการเข้าสู่ระบบ และทำให้ผลตอบแทนจากตลาดกลับไปถึงเกษตรกรอย่างเป็นธรรม

เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อพิจารณาร่วมกัน ผลงานทั้ง 8 เรื่องสะท้อนปัญหาภาคเกษตรไทยใน 4 มิติ ที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ข้อจำกัดของเกษตรกรและครัวเรือน โครงสร้างแรงจูงใจและการทำงานของตลาด คุณภาพของข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ และการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันและมาตรฐานในตลาดปลายทาง

ทั้ง 4 มิตินำไปสู่คำถามร่วมกันว่า เหตุใดปัญหาบางประการในภาคเกษตรจึงเกิดขึ้นซ้ำ แม้ทุกฝ่ายจะมีข้อมูลและมีความตั้งใจแก้ไข คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ข้อจำกัด แรงจูงใจ ข้อมูล และกติกาที่ไม่สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ข้อมูล แบบจำลอง และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน มาประกอบการออกแบบนโยบาย

“สศก. จะยกระดับงานวิชาการจากการรายงานสถานการณ์ ไปสู่การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์และการประเมินทางเลือกนโยบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้ข้อเสนอของ สศก. สามารถตอบได้ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม ความคุ้มค่าของงบประมาณ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อเกษตรกร” เลขาธิการ สศก. กล่าว

ทั้งนี้ ผลงานที่นำเสนอในเวทีดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและผลการศึกษาได้ทางช่องทางเผยแพร่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ โดย สศก. พร้อมเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาข้อมูล องค์ความรู้ และงานวิเคราะห์สำหรับสนับสนุนการกำหนดนโยบายภาคเกษตรของประเทศต่อไป

สศก. เดินหน้า “Single Map” พืชเศรษฐกิจ ลดข้อมูลพื้นที่ทับซ้อน หนุนวางแผนผลิต–ตลาดแม่นยำขึ้น

0

นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่ยืนต้นพืชเศรษฐกิจ เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับติดตามสถานการณ์การผลิต จัดทำสถิติการเกษตร ประเมินผลผลิต และวางแผนการผลิตและการตลาด โดยข้อมูลพื้นที่ที่ถูกต้อง สอดคล้อง และสะท้อนสภาพการเพาะปลูกจริง จะช่วยให้ภาครัฐวิเคราะห์สถานการณ์และบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้เหมาะสมกับสถานการณ์และพื้นที่มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์ที่ดินทางการเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการเปลี่ยนชนิดพืช การโค่นและปลูกใหม่ หรือการปลูกพืชตามฤดูกาล ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่จัดทำข้อมูลพื้นที่เกษตรอาจมีวิธีการและช่วงเวลาในการจัดเก็บข้อมูลแตกต่างกัน จึงอาจทำให้ขอบเขตพื้นที่เพาะปลูกจากแต่ละแหล่งไม่สอดคล้องหรือเกิดการทับซ้อน ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบและปรับปรุงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สศก. โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร จึงดำเนินกิจกรรม “การจัดทำแผนที่พืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว (Single Map)” ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับข้อมูลเชิงพื้นที่ของพืชเศรษฐกิจสำคัญให้มีความสอดคล้อง ลดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์

สำหรับ Single Map คือการตรวจสอบและปรับข้อมูลพื้นที่ปลูกพืชให้มีขอบเขตที่สอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อไม่ให้พื้นที่เดียวกันถูกระบุซ้ำหรือแตกต่างกันในข้อมูลพืชแต่ละชนิด ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศของ สศก. ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมติดตามเนื้อที่เพาะปลูกและประเมินผลผลิต ตลอดจนการบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สศก. ใช้ ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมควบคู่กับการสำรวจพื้นที่จริง โดยเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บพิกัดและข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน นำมาเปรียบเทียบและตรวจสอบกับข้อมูลจากดาวเทียม พร้อมนำเทคโนโลยี Machine Learning ด้วยวิธี XGBoost Model มาสร้างต้นไม้แห่งการตัดสินใจ (Decision Tree) เพื่อช่วยวิเคราะห์ ประมวลผล และจำแนกพื้นที่พืช โดยฝึก (Train) แบบจำลองจากข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่าง ๆ ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมที่ผ่านการวิเคราะห์ค่าดัชนีพืชพรรณ (Vegetation Index) หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีสามารถดึงลักษณะพืชพรรณที่ปรากฏในพื้นที่ได้แตกต่างกัน ได้แก่ Normalized Difference Vegetation Index (NDVI), Soil Adjusted Vegetation Index (SAVI), Normalized Difference Red Edge Index (NDRE) และ Chlorophyll Index Red Edge (CI-Red) การใช้ดัชนีเหล่านี้ร่วมกันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนการตัดสินใจมีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่ข้อมูลมีความคลุมเครือหรือพบขอบเขตของพืชหลายชนิดทับซ้อนกัน ช่วยให้การตรวจสอบข้อมูลเป็นระบบ และสร้างมาตรฐานการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทับซ้อนกัน เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำไปใช้จำแนกประเภทพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จนถึงปัจจุบัน สศก. ได้ดำเนินการตรวจสอบและปรับแก้ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูก/ยืนต้นของ พืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี มันสำปะหลังโรงงาน สับปะรด ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมถึงสินค้าอื่นๆ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดมาตรการและนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีแผนดำเนินการให้ครอบคลุมแหล่งผลิตที่สำคัญทั่วประเทศ ทั้งนี้ ได้ทยอยลงพื้นที่สำรวจและจัดเก็บข้อมูลแปลงเกษตรตัวอย่างให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

ภายหลังการสำรวจภาคสนามแล้วเสร็จ สศก. จะนำข้อมูลสภาพพื้นที่จริงที่จัดเก็บได้มาประมวลผลร่วมกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2A และ Sentinel-2B เพื่อพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจำแนกชนิดพืชให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก่อนนำผลไปตรวจสอบและปรับแก้พื้นที่ที่ยังมีข้อมูลทับซ้อน โดยมีเป้าหมายให้ได้ข้อมูลเชิงพื้นที่พืชเศรษฐกิจที่มีความสอดคล้องและครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะรายงานให้ทราบต่อไป

การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยยกระดับฐานข้อมูลด้านการเกษตรให้มีคุณภาพและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ทั้งการจัดทำสถิติการเกษตร การติดตามสถานการณ์การผลิต การประเมินผลผลิต และการวางแผนด้านการผลิตและการตลาด ช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจที่สะท้อนสภาพพื้นที่จริงมากยิ่งขึ้น รวมถึงนำข้อมูลเชิงพื้นที่ที่จัดทำไปใช้ประกอบการดำเนินนโยบายรัฐบาลที่สำคัญ เช่น การทำ Geo-location ตามนโยบาย EU Deforestation Regulation (EUDR) ของสำนักงาน กพ. ร่วมกับ NECTEC และการคำนวณการดูดซับและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในพื้นที่ปาล์มน้ำมันและยางพารา โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

“เป้าหมายของ Single Map ไม่ได้อยู่เพียงการทำแผนที่ให้ตรงกัน แต่คือการทำให้ประเทศมีข้อมูลพื้นที่เกษตรที่มีคุณภาพและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เมื่อเรารู้ว่าพืชแต่ละชนิดปลูกอยู่ที่ไหนและมีพื้นที่เท่าใดอย่างชัดเจน ก็จะช่วยให้การติดตามสถานการณ์ การวางแผนการผลิต การบริหารจัดการสินค้า และการวางแผนตลาดมีข้อมูลรองรับที่ดีขึ้น ซึ่งสุดท้าย จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกร ผู้บริหาร และผู้ใช้ข้อมูลภาคเกษตร”

ป้องกัน: Hacked by CoupDeGrace

0

This content is password-protected. To view it, please enter the password below.

ป้องกัน: Hacked by CoupDeGrace

0

This content is password-protected. To view it, please enter the password below.

ป้องกัน: Hacked by CoupDeGrace

0

This content is password-protected. To view it, please enter the password below.

ป้องกัน: Hacked by CoupDeGrace

0

This content is password-protected. To view it, please enter the password below.

รัฐสภา ศึกษาดูงานสวนเบญจกิติ ถอดบทเรียนกรุงเทพมหานคร มุ่งปักธงขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ปี 2032

0

รัฐสภา ศึกษาดูงานสวนเบญจกิติ ถอดบทเรียนกรุงเทพมหานคร มุ่งปักธงขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ปี 2032

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมกับคณะทำงานเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านฯ จัดโครงการศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 1 ณ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วย นายสาธิต วงศ์อนันต์นนท์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ และ นางรักชนก เกสรทอง ผู้อำนวยการสำนักการพิมพ์ นำคณะบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมศึกษาดูงาน โดยมี นางสาวฤดีกร ทับทิมทอง ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์พื้นที่สีเขียว สำนักงานบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ

การศึกษาดูงานในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญจากสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร มาถ่ายทอดความรู้เชิงลึกใน 4 ประเด็นหลัก เพื่อเป็นแนวทางในการปรับใช้ภายในองค์กร ประกอบด้วย:
1. นโยบายสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนและการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFO): ถอดบทเรียนกรุงเทพมหานครในการขับเคลื่อน BMA Net Zero
2. การสื่อสารและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียว ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรด้วยแนวคิด “สื่อสารชัดเจน ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร และเปิดโอกาสร่วมคิดร่วมทำ”
3. การจัดการขยะและของเสียอย่างครบวงจร: การลดขยะต้นทางผ่านแนวคิด Bangkok Reduce – Bangkok Reuse การคัดแยกขยะเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาศูนย์จัดการขยะรีไซเคิล (MRF) และการนำแปรรูปเศษกิ่งไม้-ใบไม้เป็น Biochar เพื่อช่วยดูดซับคาร์บอน
4. การบริหารพื้นที่สีเขียวและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sink): การบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ และนวัตกรรมการสร้างสวนสาธารณะเชิงนิเวศน์ ณ สวนเบญจกิติ เพื่อเป็นปอดของเมืองและแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก

จากนั้น คณะผู้เข้าศึกษาดูงานได้ลงพื้นที่จริงภายในสวนเบญจกิติเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและการจัดการระบบนิเวศเมือง พร้อมทั้งเข้าชม Bangkok City Model นิทรรศการแบบจำลองเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งแสดงภาพรวมการพัฒนามิติเมืองน่าอยู่และการจัดการความร้อน-มลพิษในอนาคต

สำหรับช่วงบ่าย ได้มีการจัดกิจกรรมสรุปองค์ความรู้ ณ ห้องรับสารนิเทศ ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถอดบทเรียน สิ่งที่เห็น – สิ่งที่เป็น – สิ่งที่จะนำมาใช้ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายรัฐสภาสีเขียวต่อไป

สศก. เปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” รู้ล่วงหน้า ข้อมูลไหนออกเมื่อไหร่ ใช้งานง่ายในที่เดียว

0

นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการ สศก. ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร ให้เข้าถึงง่าย ทันเวลา โปร่งใส และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สศก. จึงได้พัฒนาและปรับปรุงการให้บริการข้อมูลบนเว็บไซต์หลัก พร้อมเปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถรับทราบล่วงหน้าว่า ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรที่ต้องการจะเผยแพร่เมื่อใด และเข้าถึงได้จากช่องทางใด ทำให้ไม่พลาดการติดตามข้อมูลสำคัญด้านเศรษฐกิจการเกษตร

 

ปัจจุบัน ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการผลิต การตลาด และการค้าระหว่างประเทศ การมีปฏิทินเผยแพร่ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าถึงง่าย จะช่วยให้เกษตรกร ใช้ข้อมูลราคา ผลผลิต สถานการณ์ตลาด ประกอบการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตร ขณะที่ ผู้ประกอบการ สามารถประเมินแนวโน้มวัตถุดิบ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน ส่วน นักวิเคราะห์ นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป จะมีแหล่งข้อมูลกลางสำหรับติดตามสถานการณ์ภาคเกษตร และ ผู้บริหาร กษ. หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการกำหนดมาตรการและขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ ปฏิทินดังกล่าว นำเสนอในรูปแบบตารางที่ใช้งานง่าย โดยแสดงข้อมูลสำคัญ ได้แก่ รายการ/สินค้า ความถี่ในการเผยแพร่ ช่วงเวลาเผยแพร่ และผู้ประสานงาน/ช่องทางติดต่อ พร้อมจัดหมวดหมู่ข้อมูลให้เห็นภาพรวมอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 10 หมวดหลัก ได้แก่ ผลพยากรณ์ ข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตร ราคาสินค้าเกษตร สถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ ดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร การนำเข้า–ส่งออก ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปัจจัยการผลิต ภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร และการคำนวณต้นทุน

รายละเอียดที่แสดงในปฏิทินดังกล่าว ทั้งประเภทข้อมูล ความถี่และช่วงเวลาการเผยแพร่ ผู้ประสานงาน และช่องทางเข้าถึงข้อมูล ถือเป็น Metadata หรือข้อมูลอธิบายชุดข้อมูล ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจลักษณะของข้อมูล และพิจารณาได้ว่าข้อมูลใดเหมาะกับความต้องการ ควรติดตามเมื่อใด และนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร ขณะเดียวกัน การรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบในลักษณะ Data Catalog หรือบัญชีข้อมูล ยังช่วยให้ค้นหาและเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการได้สะดวก ลดเวลาและความซ้ำซ้อนในการค้นหา รวมถึงสามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้ตรงจุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Data Governance หรือธรรมาภิบาลข้อมูล ที่ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐเป็นระบบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้ข้อมูลมากยิ่งขึ้น

ปฏิทินดังกล่าวมีจุดเด่นที่การแสดงรอบการเผยแพร่ข้อมูลอย่างชัดเจน ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส และรายปี ผู้ใช้งานสามารถเลือกติดตามข้อมูลที่ตรงกับความต้องการได้สะดวก รวดเร็ว และนำไปใช้วางแผนล่วงหน้าได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมี ตารางทดลองคำนวณต้นทุน เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถประมาณการต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรของตนเองได้บนเว็บไซต์

ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรไม่เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของ สศก. ในฐานะ องค์กรนำในการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ ที่มุ่งยกระดับการให้บริการข้อมูลภาครัฐให้มีมาตรฐาน โปร่งใส เข้าถึงง่าย และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมแสดงรายชื่อผู้ประสานงานแยกตามหมวดหมู่ข้อมูลและช่องทางติดต่อ เพื่อให้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยตรง

รวมทั้งมีการประเมินความพึงพอใจบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานร่วมแสดงความคิดเห็น และให้ สศก. นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สศก. ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าใช้งาน “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” ผ่านเว็บไซต์ www.oae.go.th โดยคลิกเลือกเมนู “ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” ซึ่งภายในหน้าดังกล่าว ได้รวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ หรือเข้าใช้งานปฏิทินฯ ได้โดยตรงที่ https://oae.go.th/home/Agricultural-calendar

“สศก. มุ่งเน้นการพัฒนาข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรให้เป็นข้อมูลที่เข้าถึงง่าย ใช้ได้จริง ทันเวลา และเผยแพร่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ประชาชน ผู้บริหาร และภาคีเครือข่าย สามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการยกระดับบริการข้อมูลภาครัฐ และสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง” นายชนวัฒน์ กล่าว