วันศุกร์, มิถุนายน 5, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก

พม. ผนึกกำลัง 6 หน่วยงานรัฐ ลงนาม MOU เดินหน้าจ้างงานคนพิการ สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนพิการไทยทุกคน

0

พม. ผนึกกำลัง 6 หน่วยงานรัฐ ลงนาม MOU เดินหน้าจ้างงานคนพิการ สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนพิการไทยทุกคน

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการขับเคลื่อนนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ ระหว่าง กระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย 1) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี 2) กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 3) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย 5) สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ 6) สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม โดยมี หม่อมหลวงพัชรภากร เทวกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงานสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และผู้แทน 6 หน่วยงาน รวมถึงผู้แทนองค์กรคนพิการ เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมบอลรูมเอ ชั้น 5 โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

นายนิกร กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน รวมถึงคนพิการที่มีศักยภาพ มีความสามารถ ให้สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม ด้วยการจ้างงานคนพิการให้มีความยืดหยุ่น และขยายโอกาสการพัฒนาทักษะอาชีพให้คนพิการสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงาน ด้วยมาตรการ “พม. สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนพิการไทยทุกคน” ซึ่งกระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) พร้อมด้วยสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงาน ก.พ.ร. และ 6 หน่วยงานภาครัฐ ได้ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ที่เข้มแข็งผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และประกาศนโยบายการขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการในภาครัฐ ในวันนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการจ้างงานคนพิการ ในหน่วยงานภาครัฐ ตามมาตรา 33 รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจ้างงานคนพิการ พร้อมยกระดับการบริหารภาครัฐให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล หลักความเสมอภาคและการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายนิกร กล่าวต่อไปว่า สำหรับในปีนี้ ได้กำหนดนโยบายส่งเสริมการประกอบอาชีพและการมีงานทำของคนพิการ ด้วย 5 นโยบายสำคัญ ได้แก่ 1) จ้างงานคนพิการ ถือเป็นเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐที่สะท้อนศักยภาพของระบบราชการในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ทุกภาคส่วน 2) ปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ตั้งต้นที่การพิจารณาศักยภาพของคนพิการ เพื่อนำไปสู่การกำหนดลักษณะหรือตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับคนพิการ 3) เชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมอาชีพคนพิการแบบพุ่งเป้า 4) สร้างความตื่นตัวในการออกแบบ Universal Design รองรับคนพิการและทุกคนในสังคม ให้สามารถเดินทางออกจากบ้านไปสู่ปลายทางของการมีโอกาสในอาชีพ และ 5) ขยายผลสร้างแรงบันดาลใจให้คนพิการ “มีที่อยู่ ที่ยืน” ในสังคม พึ่งตนเอง และเป็นแบบอย่างของพลังในการดำเนินชีวิตให้คนพิการและทุกคนในสังคม

วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ “สังคมแห่งโอกาสและความเท่าเทียม” ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. โดยกรม พก. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐทั้ง 6 หน่วยงาน ที่ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU ในครั้งนี้ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะ “การมีงานทำ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของรายได้ แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจ และการได้รับโอกาสในการใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ การจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ จึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่คือการสร้างต้นแบบของสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างเท่าเทียม และสะท้อนถึงหลักธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายนิกร กล่าว

#พม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #คนพิการ #จ้างงานคนพิการ #มาตรา33 #กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ #พก

เตรียมพบงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 วันที่ 25-27 มิ.ย.นี้ ที่ไบเทคบางนา

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//ปักหมุดเตรียมรอกับงานสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬา ครบวงจรที่สุดแห่งปี “Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026” รวบรวม 22 โซนนวัตกรรมสุขภาพครบวงจร เวลเนส สปา Longevity ความงาม ฟิตเนส และกีฬา บนพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ที่ชวนให้คุณเปิดประสบการณ์ อัพเดทเทรนด์สุขภาพโลกยุคใหม่ พร้อมค้นหาแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพผ่านเวทีเสวนาให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเมืองไทย กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ตื่นตากับกิจกรรมสร้างสีสันภายในงาน อย่าพลาด ! วันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา คาดสร้างเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 500 ล้านบาท

นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 กล่าวว่า “งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางชั้นนำด้านสุขภาพ และธุรกิจกีฬาในภูมิภาคอาเซียน โดยรวบรวมบูธจัดแสดงสินค้าด้านสุขภาพ และเวลเนส รวมกว่า 150 บูธ ประกอบด้วย 11 โซนที่น่าสนใจ ได้แก่ Wellness, Health Care, Longevity, Senior Product, Digital Health, Aesthetic, Medical Equipment, Future Food, Food and Beverage และ Experience Room

ที่สำคัญปีนี้ได้ผนึกแนวร่วมกับ SPORTEC Thailand ดึงธุรกิจกีฬา ฟิตเนส และนวัตกรรมกีฬา รวมอีก 100 บูธ มาจัดแสดงร่วมเพื่อยกระดับให้งานมีความพิเศษแตกต่างและครบวงจรที่สุด อีกทั้งยังได้ประสานแนวร่วมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) สมาคมการส่งเสริมสุขภาพไทย สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย สมาคมแพทย์ความงาม สมาพันธ์หมอนวดไทย และ สมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตแห่งแรกของประเทศไทย เป็นต้น ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพและเวลเนส มาสร้างกิจกรรมเติมเต็มให้มีงานสีสันที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ภายในงานยังมีไฮไลท์กิจกรรมดี ๆที่ไม่ควรพลาด อาทิ การประกวดแข่งขัน Thailand Chocorista Championship 2026, การแข่งขันผู้ฝึกสอนฟิตเนสกลุ่ม Rookie Contest Thailand, การแข่งขัน Functional Fitness โดย ONTRACK, เวิร์กชอปมวยไทยโดยแฟร์เท็กซ์, เวิร์คชอปคลาสฟิตเนส และห้อง Experience Room ให้คุณได้เปิดประสบการณ์ด้านสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนสและกีฬาแบบเต็มอิ่ม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสวนาให้ความรู้ และเวิร์กชอปปลุกพลังสร้างสุขภาพองค์รวมอย่างคับคั่ง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและกูรูระดับแถวหน้าของเมืองไทย อาทิ เมนูเรียกคืนพลังหนุ่มสาว โดย ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ , กินอย่างฉลาดเพื่อย้อนวัยเซลส์ โดย ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ ,ใบหน้าไม่ได้แก่ แต่กล้ามเนื้อกำลังทรุด โดยพราวิเรีย กรุ๊ป, Longevity ไม่ใช่เรื่องไกลตัว อยู่ยืนอย่างมีคุณภาพต้องเริ่มยังไง โดยสถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา ,ปลดชีวิตเดอะแบกด้วยพื้นที่ของใจ อยู่ในโลกที่วุ่นวายได้อย่างสงบ โดยบูธาราโยคะ, เวิร์กชอปปรุงสุก โดยเชฟมังกร-ผศ.ดร.ภูริ ชุณห์ขจร เป็นต้น อีกทั้งยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจขยายคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ อีกด้วย

ด้านนาย ซึโยชิ ซาซากิ ประธานบริษัท TSO International Inc. กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงานครั้งนี้ว่า “จากที่เราประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการด้านฟิตเนสและกีฬาในมหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มากว่า 15 ปี และได้มองเห็นศักยภาพและความตื่นตัวด้านกีฬาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย จึงมั่นใจที่จะจัดงาน SPORTEC Thailand 2026 อีกหนึ่งเวทีร่วมกัน เพื่อให้เป็นงานแสดงสินค้าสำหรับอุตสาหกรรมกีฬาในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดสากล

นายวิทยา แซ่เลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์เทค บีเคเค จำกัด ผู้จัดงาน SPORTEC THAILAND 2026 กล่าวว่า “ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า รายได้ในตลาดกีฬาของประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 90-100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับตลาดอุปกรณ์กีฬาในปี 2025 มีมูลค่ารายได้ประมาณ 1,334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมกีฬาของไทยมีศักยภาพสูง จึงต้องการเวทีในการรวมตัวของผู้ประกอบการเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจและต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระดับสากล งาน SPORTEC Thailand 2026 ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และองค์กรชั้นนำอื่น ๆ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจกีฬาและสุขภาพในอาเซียน เชื่อว่างานนี้จะสามารถเติมเต็มโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมกีฬาของไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นางสาวณรินณ์ทิพ กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อมั่นว่า “Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 ในปีนี้จะเป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่จะเป็นแพลทฟอร์มขนาดใหญ่ที่รวมคนรักสุขภาพ ฟิตเนส และกีฬามาไว้ในงานเดียว นอกจากนี้ยังเป็นเวทีสำคัญที่ให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุน มาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างเครือข่าย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยคาดการณ์ว่างานนี้จะสร้างเม็ดเงินสะพัดได้มากกว่า 500 ล้านบาท”

เชิญชวนผู้ที่สนใจเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ รวมทั้งผู้ประกอบการที่สนใจลงทุน เข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ! งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 จัดระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา

ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานและฟังเสวนาได้ที่ https://eventpassinsight.co/el/to/twst2602

:Cr;มณสิการ รามจันทร์

สวัสดีเข้าวันใหม่วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178053169280798032

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178035871274758175

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178027360871740513

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178018904869240301

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

 

สวัสดีเช้าวันใหม่วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178009958766585713

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

ทวงคืนความหวัง 10 ปี ที่รอคอย : ปลุกกระแสหนุน “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” สู่มรดกโลก :

0

ทวงคืนความหวัง 10 ปี ที่รอคอย : ปลุกกระแสหนุน “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” สู่มรดกโลก :

กาญจนบุรี — หากพูดถึงแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าและมีชื่อเสียงระดับโลกในประเทศไทย ชื่อของ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” จังหวัดกาญจนบุรี ย่อมเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนทั่วโลกนึกถึงในฐานะอนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพและความทรงจำจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เคยมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จากทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และท้องถิ่น ในการทำวิจัยและเตรียมความพร้อมเพื่อผลักดันให้ทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแควขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” (World Heritage) โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ทว่าในปัจจุบัน กระแสความคืบหน้าดังกล่าวกลับเริ่มเงียบหายไปอย่างน่าเสียดาย
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะร่วมกัน “ปัดฝุ่น” และส่งเสียงสนับสนุนให้โปรเจกต์แห่งความภาคภูมิใจนี้กลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง

การผลักดันสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอดีต แต่คือการส่งต่อคุณค่าที่จับต้องได้สู่อนาคต ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับสากล คุณค่าทางประวัติศาสตร์ สะพานแห่งนี้คือประจักษ์พยานชิ้นสำคัญของประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ เป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงความสูญเสียและคุณค่าของสันติภาพที่คนทั่วโลกเชื่อมโยงถึงกันได้

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีผลงานวิจัย ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ และการสำรวจพื้นที่รองรับไว้แล้วอย่างมากมาย ข้อมูลเหล่านี้พร้อมจะนำมาต่อยอดได้ทันทีโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ หากได้รับเลือกเป็นมรดกโลก จะเกิดการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ ช่วยอนุรักษ์ชุมชนโดยรอบ และดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพจากทั่วโลก ซึ่งจะสร้างรายได้หมุนเวียนให้เศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล
“สะพานข้ามแม่น้ำแควไม่ใช่แค่เหล็กและคอนกรีต แต่มันคือบันทึกหน้าสำคัญของโลก การปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป เท่ากับเรากำลังปล่อยให้โอกาสในการประกาศคุณค่าของประเทศไทยหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย”

นี่คือเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่และนักวิชาการ อย่าปล่อยให้ความตั้งใจ 10 ปี… กลายเป็นความเงียบ ความตั้งใจและความทุ่มเทของคณะทำงานเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ควรถูกทิ้งไว้ในหน้ากระดาษรายงานการวิจัย การส่งเสียงสนับสนุนในวันนี้จึงเป็นเรื่องเชิงบวกที่ทุกคนทำได้ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือภาคประชาชน กลับมาจับมือและสานต่อข้อมูลอย่างจริงจัง จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อปรับปรุงเอกสารให้เข้ากับเกณฑ์ปัจจุบันของยูเนสโก

“สะพานข้ามแม่น้ำแคว” มีต้นทุนทางประวัติศาสตร์ที่ประเมินค่าไม่ได้อยู่แล้วในตัวเอง สิ่งที่ขาดในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว คือ “แรงผลักดันที่ต่อเนื่อง” มาร่วมช่วยกันสนับสนุน ให้สะพานแห่งนี้เป็นมรดกของคนทั้งโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

สวัสดีเช้าวันใหม่วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178001269163599018

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)