พิมพ์ไทยออนไลน์// “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัส แก่กรมชลประทาน“ปฏิบัติงานของกรมชลประทาน เหมือนการปิดทองหลังพระ หากแต่เมื่อปิดไปนานๆ ทองก็จะไหลออกมาหน้าพระเอง”
“กรมชลประทาน” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Royal Irrigation Department สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สาเหตุที่กรมชลประทานใช้ชื่อว่า Royal Irrigation Department เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และได้รับพระราชทานนามหน่วยงานอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา เพื่อสะท้อนถึงภารกิจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศตามแนวพระราชดำริ

เราว่าเป็น หน่วยงานชาวเกษตรกร รู้สึกว่าสนิทสนม และเป็นเพื่อนด้านการใช้น้ำ จะน้ำมาก น้ำน้อย ก็นึกถึง กรมชลประทาน นี่แหละอันดับแรก พอน้ำน้อย ก็ โอยปีนี้ ทำการเกษตร อย่างไรดี พอน้ำมาก น้ำล้น ก็ทำยังไงอีก น้ำมาเกิน เอาออกไป เอาออกไป

พอถึงฤดูน้ำมาก น้ำล้น ก็ต้อง ป้องกันและบรรเทาอุทกภัย (น้ำท่วม) บริหารจัดการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ ขุดลอกคลองเพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในช่วงฤดูฝนเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม
พอแล้ง ก็อย่างที่เกริ่นนำมา ต้องทำความเข้าใจกับการทำการเกษตรของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งหน้าแล้ง กรมชลประทาน แจกจ่ายน้ำช่วยเหลือภัยแล้ง จะจัดส่งรถยนต์บรรทุกน้ำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ และสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่กำลังจะยืนต้นตาย

ยังป้องกันน้ำเค็มรุกคุกคาม ควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำบริเวณชายฝั่งหรือปากแม่น้ำ เพื่อดันน้ำเค็มไม่ให้เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรและไม่ให้ปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา
อีกทั้ง ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ: อ่างเก็บน้ำและเขื่อนหลายแห่งของกรมชลประทานถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว จุดชมวิว สถานที่ปั่นจักรยาน และพื้นที่ทำกิจกรรมหย่อนใจของคนในท้องถิ่นหลากหลายแห่ง
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัส แก่กรมชลประทาน“ปฏิบัติงานของกรมชลประทาน เหมือนการปิดทองหลังพระ หากแต่เมื่อปิดไปนานๆ ทองก็จะไหลออกมาหน้าพระเอง”
เราเชื่อว่า ข้าราชการ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ กรมชลประทาน ยึดถือหลัก “ปิดทองหลังพระ” มาโดยตลอด เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยที่ไหน กรมชลประทาน และเครื่องไม้เครื่องมือ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ สามารถปฏิบัติงานได้ทันสถานการณ์ ทันท่วงที เป็น “พระเอก” และเป็นข้าราชการของแผ่นดิน ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง
เราอยากให้ประชาชน ได้ทำความรู้จักกับ เครื่องมือหรือเครื่องจักรกลหลักที่กรมชลประทานใช้ช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภาวะน้ำท่วม
เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมให้กับประชาชน โดยทางสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน จะมีกลุ่มเครื่องจักรและเครื่องมือสนับสนุนหลักที่ทำงานร่วมกันในภาวะอุทกภัย ดังนี้
1. เครื่องสูบน้ำ (Water Pumps)
เป็นหัวใจหลักในการดึงน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ ชุมชน หรือพื้นที่การเกษตรที่น้ำท่วมขัง มีทั้งแบบสถานีถาวรและแบบเคลื่อนที่
• เครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ (Mobile Pumps): มีความคล่องตัวสูง สามารถเคลื่อนย้ายไปติดตั้งตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ได้ทันที มีทั้งระบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลและระบบไฟฟ้า
• เครื่องสูบน้ำส่งถ่ายกำลังด้วยระบบไฮดรอลิก (Hydraulic Pumps): นิยมใช้ในพื้นที่ที่เข้าถึงยากหรือต้องการกำลังส่งสูง
• ขนาดที่นิยมใช้: มีหลากหลายขนาดตั้งแต่ขนาดท่อ 8 นิ้ว, 10 นิ้ว, 12 นิ้ว ไปจนถึงขนาดยักษ์ 14–16 นิ้ว เพื่อเพิ่มปริมาณการสูบน้ำต่อชั่วโมงให้ได้มากที่สุด
2. เครื่องผลักดันน้ำ (Water Jet Pumps / Hydroflo Pumps)
เป็นเครื่องมือสำคัญในกรณีที่ต้องการเร่งความเร็วในการระบายน้ำในลำน้ำหรือคลองให้ไหลออกสู่ทะเลหรือแม่น้ำสายหลักได้เร็วขึ้น โดยจะนำไปติดตั้งตามสะพานหรือจุดคอคอดของลำน้ำเพื่อทำหน้าที่เพิ่มแรงส่งและเพิ่มอัตราการไหลของน้ำให้ไหลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ลดการเอ่อล้นตลิ่ง
3. เครื่องจักรกลหนักสนับสนุนและยานพาหนะ
นอกเหนือจากเครื่องมือระบบน้ำแล้ว ยังต้องใช้เครื่องจักรกลหนักในการเปิดทางน้ำและกู้ภัยร่วมด้วย ได้แก่:
• รถขุดไฮดรอลิก (รถแบคโฮ): ใช้ขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำ และสร้างคันกั้นน้ำชั่วคราว
• รถเครน / รถยก: ใช้สำหรับยกหรือย้ายเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ไปติดตั้งในจุดต่าง ๆ
• รถบรรทุกน้ำ / รถบรรทุกเทท้าย: ใช้ขนย้ายดินทรายเพื่อทำคันกั้นน้ำ หรือขนส่งเครื่องมือ
• เรือขุดและเรือกำจัดวัชพืช: เร่งขุดลอกตะกอนดินและผักตบชวาที่ขวางทางเดินน้ำ

หนึ่ง ใน”ผู้ปิดทองหลังพระ ” ที่เรา ได้ไปพบพูดคุยกับท่านเมื่อวันก่อน “ทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล “ เมื่อครั้งรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเครื่องจักรกล กรมชลประทาน นายช่าง มาดนิ่ง สุขุม ใจดี ลูกน้องรัก พื้นเพเป็นชาวปักษ์ใต้ เกิดและเติบโตที่จังหวัด นครศรีธรรมราช จบการศึกษาจากโรงเรียนประจำจังหวัดเบญจมราชูทิศ เข้าศึกษาต่อด้านชลประทาน วิทยาลัยการชลประทาน รุ่นที่ 44 มีความมุ่งมั่นในการบริหารราชการชลประทาน เขาเติบโตในสายชลประทาน ทั้งทางด้านก่อสร้างและการบริหารและจัดการ
กว่า 30 ปี ที่ข้าราชการของแผ่นดิน ได้รับการส่งเสริมให้เข้ารับ ตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 4 จงหวัดกำแพงเพชร ผู้อำนวยการสำนักสำรวจทางวิศวกรรมและธรณีวิทยา ก่อนผงาดได้รับความไว้วางใจขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ในเวลาต่อมา
“ทวีวัฒน์” เผยเคล็ดลับในการบริหารการชลประทาน ให้ประสบความสำเร็จ นอกจากความเป็นนักสู้ที่ ไม่ยอมแพ้ต่อการแก้ปัญหาน้ำตามสายงาน เขายังใส่ใจในรายละเอียดของงาน ให้กำลังใจผู้ร่วมงานทุกระดับ มีทัศนคติทำงานแบบบูรณาการประสานเป็นหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเชื่อมั่นในพลังการเป็นข้าของแผ่นดิน แม้ต้องทำงานหนักอยู่เบื้องหลัง เสมือนการปิดทองหลังพระเป้าหมายสำคัญคือการผลักดัน การชลประทานที่เขารักให้ประสบความสำเร็จเพื่อแผ่นดิน บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
หากพื้นที่ใดได้รับความเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือด้านเครื่องจักรกลสนับสนุนน้ำท่วม สามารถแจ้งเรื่องได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460 :Cr;มณสิการ รามจันทร์




ความร่วมมือระหว่าง KLAI สปาไทยร่วมสมัยในเครือของบริษัท กับ SAN แบรนด์เครื่องหอมและงานออกแบบร่วมสมัยชั้นนำจากจังหวัดสงขลา มีเป้าหมายเพื่อรังสรรค์บริการสปาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สะท้อนอัตลักษณ์ปักษ์ใต้ ผ่านการบูรณาการมรดกทางวัฒนธรรม ศาสตร์แห่งการบำบัด และแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ต่อยอดประสบการณ์ Wellness ที่เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ได้ทั้งคนไทยและต่างชาติ พร้อมขยายฐานลูกค้าที่ใส่ใจการดูแลสุขภาพ สร้างความแตกต่าง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
การทำงานร่วมกันครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์ โดย KLAI นำความเชี่ยวชาญด้านเดย์สปาและศาสตร์การนวดไทยโบราณมาประยุกต์ร่วมกับเทคนิคการบำบัดสมัยใหม่ ขณะที่ SAN เติมมิติด้านกลิ่นและงานออกแบบ เพื่อพัฒนาบริการสปาเฉพาะบุคคลที่มีเอกลักษณ์และเพิ่มคุณค่าให้กับการใช้บริการ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ทั้งสองแบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพในอนาคต
นายกอบลาภ ไทยทัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาน เมซง จำกัด กล่าวว่า SAN เป็นแบรนด์เครื่องหอมร่วมสมัยที่มีต้นกำเนิดจากจังหวัดสงขลา โดยนำแรงบันดาลใจจากสถานที่ วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ของภาคใต้ผ่านกลิ่นและงานออกแบบ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับความทรงจำของแต่ละพื้นที่ การร่วมงานกับ KLAI จึงเป็นโอกาสในการขยายบทบาทของกลิ่นหอม จากผลิตภัณฑ์เครื่องหอมไปสู่ประสบการณ์ที่ผู้คนสามารถรับรู้และมีส่วนร่วมได้ผ่านประสาทสัมผัสอย่างรอบด้าน
นายธีติ พฤกษ์อุดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาน เมซง จำกัด กล่าวเสริมว่า บริการที่พัฒนาร่วมกันคือการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสร้างสรรค์กลิ่นเฉพาะตัว ผ่านกิจกรรมผสมน้ำมันนวดจาก Essential Oils ของ SAN ก่อนนำมาใช้ในโปรแกรมนวด 90 นาที ซึ่งรวมการนวดไทย การนวดน้ำมัน และเทคนิคการยืดเหยียดไว้ในบริการเดียว โดยนำความอ่อนช้อยของศิลปะการรำโนราห์มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบท่าทางและการเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบร่วมสมัย

ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอดเป็นบริการร่วมสมัย สร้างคุณค่าให้กับอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมเปิดมิติใหม่ของการเชื่อมโยงธุรกิจสปา เครื่องหอม และวัฒนธรรมไทยเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างบริการที่ให้ความสำคัญทั้งกับร่างกาย ความรู้สึก และความหมายของการใช้ชีวิต ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าระดับบนและนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านเครือข่ายสปาที่ได้มาตรฐานสากล 
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินธุรกิจจากการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้าสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ พร้อมบริหารต้นทุนและเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่เป็นความท้าทายสำคัญต่อการปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวมาประยุกต์ใช้ จึงเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากรและความสูญเสีย นำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสอดรับกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
“โมเดลเศรษฐกิจ BCG ไม่ได้เป็นเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs
นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า ดีพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับบริบท
โดยในปี 2566 – 2569 มีผู้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ รวม 4,590 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างรายได้กว่า 2,516 ล้านบาท และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำแนวคิด BCG มาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ ทั้งในมิติการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับทิศทางตลาด
นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้ายว่า ในระยะต่อไป ดีพร้อมจะมุ่งขยายผลการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) กล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทย ใส่ใจผู้บริโภคทั่วโลก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น 1 ใน 10 ประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลกภายในปี 2570 ซึ่งทางสศอ.ได้มอบหมายให้สถาบันอาหาร เป็นหน่วยงานรับดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก กำหนดแนวทางการดำเนินงานไว้อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาตลาดฮาลาลเชิงลึกในต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านมาตรฐานฮาลาล ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงสู่ตลาด ผ่านงานแสดงสินค้าชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับคู่ค้าที่มีศักยภาพ

นายศุภกิจ กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมการเชื่อมโยงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของโครงการฯ โดยตั้งเป้าให้ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้าไปพบกับตลาดและคู่ค้าจริง ซึ่งเป็นการต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยตลาดภายในประเทศ ได้สนับสนุนผู้ประกอบการจำนวน 38 กิจการ เข้าร่วมงาน GRAND HALAL BANGKOK 2026 เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจภายในงานถึง 140 คู่ และมีแนวโน้มสร้างรายได้รวมกว่า 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 32.18 ด้านการขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ ได้สนับสนุนผู้ประกอบการจำนวน 20 กิจการ เข้าร่วมงาน SIAL Guangzhou 2026 ณ เมืองกว่างโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารระดับนานาชาติ เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจภายในงานถึง 118 คู่ และเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 195 ล้านบาท หรือสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15.32
“ในภาพรวมเมื่อประเมินจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการฯ ในครั้งนี้ พบว่ามีมูลค่าราว 1,438 ล้านบาท เป็นผลลัพธ์และความสำเร็จที่เกิดจากการยกระดับมาตรฐานการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า อาหารฮาลาลไทยมีทั้งคุณภาพ มาตรฐาน นวัตกรรม และศักยภาพที่พร้อมจะเติบโตแบบก้าวกระโดดสู่เวทีสากล ผมเชื่อมั่นว่าโครงการฯ นี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น ‘ศูนย์กลางฮาลาลแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Halal Hub)’ ได้ตามเป้าหมายอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายศุภกิจ กล่าว
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ในฐานะที่สถาบันอาหาร เป็นหน่วยงานร่วมดำเนินงานโครงการดังกล่าว จึงได้ใช้จุดแข็งด้านความพร้อมของบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านมาตรฐานฮาลาล แก่สถานประกอบการที่เข้าร่วมการพัฒนาศักยภาพ จำนวน 42 กิจการ เพื่อยกระดับความพร้อมด้านมาตรฐานฮาลาลในทุกมิติ ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดขยายโอกาสทางธุรกิจและเกิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยผลจากการเชื่อมโยงสู่ตลาดสามารถสร้างยอดสั่งซื้อและประเมินมูลค่าทางการค้ารวมกว่า 483 ล้านบาท หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 73.57




ธนาคารออมสินเดินหน้ายกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทย ภายใต้โครงการ GSB Smart Franchise 2026 ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 บ่มเพาะความรู้ให้ผู้ประกอบการผ่าน 2 หลักสูตรสำคัญ คือ “Jump Start Franchise” สำหรับธุรกิจเริ่มต้นที่ต้องการพัฒนาสู่ระบบแฟรนไชส์ และ “GSB Franchise Standard” ซึ่งเป็นหลักสูตรเชิงลึกเพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากลและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีธุรกิจเข้าร่วมการพัฒนาศักยภาพเชิงลึกรวมทั้งสิ้น 268 กิจการ
ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม สร้างองค์ความรู้พื้นฐานให้แก่ผู้ประกอบการแฟรนไชส์รวมแล้วกว่า 5,000 ราย อีกทั้งยังก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพด้วยธุรกิจแฟรนไชส์ รวมกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ และที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารออมสิน รวมทั้งสิ้น 668 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 600 ล้านบาท
สำหรับไฮไลต์ของงาน Selected GSB Smart Franchise 2026 ในครั้งนี้ คือการเฟ้นหาธุรกิจแฟรนไชส์ต้นแบบที่มีแผนธุรกิจและโมเดลการบริหารจัดการที่โดดเด่นที่สุดในแต่ละด้าน โดยรายชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ 10 กิจการคุณภาพที่คว้า 5 รางวัลใหญ่ประจำปีนี้ คือ 

โครงการ GSB Smart Franchise 2026 มุ่งสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความแข็งแกร่ง สู่การยกระดับเป็นแฟรนไชส์รายใหม่ที่มีมาตรฐานพร้อมขยายธุรกิจสู่ตลาดให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ และกลยุทธ์ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ ผ่านหลักสูตร “Jump Start Franchise” สำหรับธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นสู่ระบบแฟรนไชส์ และ หลักสูตร “GSB Franchise Standard” หลักสูตรเชิงลึกเพื่อยกระดับสู่แฟรนไชส์มาตรฐาน พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอีกด้วย ธนาคารออมสินพร้อมเดินหน้าตามจุดยืนการเป็นธนาคารที่ช่วยสนับสนุนคนไทยทุกชีวิต โดยเฉพาะการผลักดันและส่งเสริมให้ธุรกิจเหล่านี้ เป็นต้นแบบแฟรนไชส์ยุคใหม่ที่มีมาตรฐาน ที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมั่นคง พร้อมก้าวหน้าในตลาดต่อไป