https://linevoom.line.me/post/1177059759744539687
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177059759744539687
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177051261342186325
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177042440339508126
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177033722936475793
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
ปาร์ตี้ลิสต์ไม่สูญเปล่า : ระบบเลือกตั้งกับโอกาสจริงของพรรคเล็กในสมรภูมิ 2569
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย ว่าการลงคะแนนให้พรรคการเมืองขนาดเล็กจะทำให้คะแนนเสียงสูญเปล่า
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ระบบเลือกตั้งปัจจุบัน คะแนนบัญชีรายชื่อจะถูกนำมาคำนวณในระดับประเทศ และสามารถแปรเปลี่ยนเป็นจำนวนที่นั่งในสภาได้ หากพรรคสามารถสะสมคะแนนรวมได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งทำให้พรรคเล็กที่ไม่มีฐานเสียงในระดับเขต ยังมีโอกาสเข้าสู่สภาได้จริง
นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า ระบบดังกล่าวเปลี่ยนสมรภูมิการเลือกตั้งจากการแข่งขันเชิงพื้นที่ มาเป็นการแข่งขันเชิง “ความเชื่อมั่น” และ “ภาพจำของพรรค” มากขึ้น พรรคที่สามารถรักษาฐานคะแนนจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เลือกพรรคใหญ่ อาจกลายเป็นผู้ได้เปรียบในเกมบัญชีรายชื่อ

ในบริบทนี้ พรรคทางเลือกใหม่ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพรรคเล็กที่วางกลยุทธ์สอดคล้องกับโครงสร้างระบบเลือกตั้ง โดยไม่ทุ่มทรัพยากรไปกับการช่วงชิงเขตเลือกตั้ง แต่เน้นการสื่อสารเชิงแนวคิด และการสร้างการรับรู้ในระดับประเทศ ผ่านภาพลักษณ์ของพรรคที่ไม่ผูกติดกับขั้วอำนาจ และมีทีมผู้สมัครที่มาจากภาคส่วนหลากหลาย
นักวิชาการบางส่วนประเมินว่า หากคะแนนเสียงของกลุ่มผู้ลังเลในช่วงโค้งสุดท้ายไหลไปยังพรรคเล็กอย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้สมการปาร์ตี้ลิสต์หลังการเลือกตั้งแตกต่างจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้//
ผู้ตรวจการอัยการเป็นประธานพิธีเปิด โครงการฝึกอบรมข้าราชการธุรการ “หลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการธุรการระดับต้น” รุ่นที่ 13 (พ.ศ.2569)
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายสัญจัย จันทร์ผ่อง หัวหน้าผู้ตรวจการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นประธานพิธีเปิด โครงการฝึกอบรมข้าราชการธุรการ “หลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการธุรการระดับต้น” รุ่นที่ 13 (พ.ศ.2569) ของสำนักงานอัยการสูงสุด ระหว่างวันที่ 5 – 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ มีข้าราชการธุรการ จำนวน 120 คน เข้าร่วมฝึกอบรมโครงการฝึกอบรมข้าราชการธุรการ “หลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการธุรการระดับต้น” รุ่นที่ ๑๓ (พ.ศ.๒๕๖๙) เป็นระยะเวลา ๑๒ วันทำการ
พร้อมทั้งให้โอวาทและบรรยายเรื่องทิศทางของสำนักงานอัยการสูงสุด (นโยบายและความคาดหวังของผู้บริหารต่อข้าราชการธุรการสำนักงานอัยการสูงสุด)
โดยมีหัวข้อที่บรรยายคือ 1.วิสัยทัศน์ของสำนักงานอัยการสูงสุด

-เป็นองค์กรแห่งความยุติธรรมของสังคม เพื่อความมั่นคงของชาติ และความผาสุกของประชาชน
2.พันธกิจ
-อำนวยความยุติธรรมบนพื้นฐานของความเสมอภาค
-รักษาผลประโยชน์ของรัฐ
-เป็นที่พึ่งของประชาชนในด้านกฎหมาย
-พัฒนาศักยภาพขององค์กร
3.ประเด็นการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายตามพันธกิจ
-การอำนวยความยุติธรรม : องค์กรอัยการอำนวยความยุติธรรมตามกรอบกฎหมายได้ อย่างรวดเร็ว
-การรักษาผลประโยชน์ของรัฐ : องค์กรอัยการรักษาผลประโยชน์ของรัฐได้อย่าง น่าเชื่อถือ
-การให้บริการประชาชนด้านกฎหมาย : องค์กรอัยการเป็นที่พึ่งของประชาชนด้าน กฎหมาย
-การพัฒนาองค์กรให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง : องค์กรอัยการพัฒนาบนฐานข้อมูล อย่างต่อเนื่องและทันต่อการเปลี่ยนแปลง ผู้นำทุกระดับมีทักษะการบริหารต่อ สถานการณ์เปลี่ยนแปลง และบุคคล มีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือ

ความคาดหวังที่มีต่อข้าราชการธุรการ
1.ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส มีจริยธรรม
2.เข้าใจงานราชการและระเบียบแบบแผน
3.มีความรับผิดชอบสูง
4.พัฒนาองค์ความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง
5. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
6. ทำงานเป็นทีมและประสานกับหน่วยงานภายนอก
7.ส่งเสริมการบริการประชาชนอย่างมีคุณภาพ
บรรยายเรื่องทิศทางของ
สำนักงานอัยการสูงสุด วางแผนนโยบายและความคาดหวังของผู้บริหารต่อข้าราชการธุรการสำนักงานอัยการสูงสุดต่อประชาชนต่อไป
https://linevoom.line.me/post/1177024955933352102
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พรรคทางเลือกใหม่ย้ำ “เบอร์ 10” ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ กำหนดอนาคตการเมืองด้วยมือประชาชน
ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคทางเลือกใหม่ ออกมาย้ำจุดยืนเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียง พร้อมตอกย้ำหมายเลข 10 ซึ่งเป็นหมายเลขของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยระบุว่า ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย และสามารถกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศได้จริง
แกนนำพรรคทางเลือกใหม่ ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความรู้สึกอิ่มตัวทางการเมืองของประชาชนจำนวนไม่น้อย แต่ย้ำว่า การไม่ออกมาใช้สิทธิ เท่ากับการปล่อยให้อนาคตประเทศถูกกำหนดโดยคนกลุ่มเดิม พรรคจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเลือกพรรคใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม พรรคทางเลือกใหม่ย้ำว่า สำหรับประชาชนที่กำลังมองหา “ทางเลือกใหม่” ทางการเมือง พรรคยังคงยืนหยัดในจุดยืนที่ไม่ผูกติดกับขั้วอำนาจเดิม และมุ่งทำหน้าที่เป็นเสียงถ่วงดุลในสภา หากได้รับโอกาสจากประชาชนผ่านระบบบัญชีรายชื่อ โดยขอให้ประชาชนจดจำหมายเลข 10 ในคูหาเลือกตั้ง
พรรคทางเลือกใหม่ ภายใต้การนำของ ราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อาทิ สรสินธุ ไตรจักรภพ และ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ย้ำว่า พรรคไม่ได้ขอคะแนนเพื่อช่วงชิงอำนาจ แต่ขอพื้นที่ในสภาเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ต้องการการเมืองเชิงสร้างสรรค์ โปร่งใส และยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก

แกนนำพรรคระบุว่า ภายใต้ระบบเลือกตั้งปัจจุบัน คะแนนแบบบัญชีรายชื่อทุกคะแนนจะถูกนำมาคำนวณในระดับประเทศ และสามารถแปรเปลี่ยนเป็นที่นั่งในสภาได้จริง หากพรรคได้รับการสนับสนุนเพียงพอ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การเลือกพรรคทางเลือกใหม่ เบอร์ 10 ไม่ใช่คะแนนที่สูญเปล่า
พรรคทางเลือกใหม่ยังเชิญชวนประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ยังลังเลในช่วงโค้งสุดท้าย ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อแสดงพลังของประชาชนและเปิดพื้นที่ให้การเมืองมีความหลากหลายมากขึ้น
“วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด เพราะการเลือกตั้งคือโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ และหากต้องการเสียงทางเลือกในสภา อย่าลืมจดจำ พรรคทางเลือกใหม่ เบอร์ 10” แกนนำพรรคกล่าว///
โครงการส่งเสริมการรับรองสมรรถนะแรงงานในสถานประกอบการ”ยกระดับครูฝึก สร้างแรงงานสมรรถนะสูง ด้วยมาตรฐานอาชีพและการเรียนรู้จากการทำงานจริง
สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว โครงการส่งเสริมการรับรองสมรรถนะแรงงานในสถานประกอบการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นประธานกล่าวเปิดงาน
พร้อมด้วย นางสาวจุลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ: ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ : กลไกยกระดับแรงงานจากการทำงานจริง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงกมล โพธิ์นาค ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือกล่าวปาฐกถาพิเศษ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพและความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม ผ่านกลไก “ครูฝึกในสถานประกอบการ”

โครงการดังกล่าวออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด Demand–Driven, Competency–Based และ Workplace–Based โดยใช้สถานประกอบการเป็นพื้นที่หลักของการเรียนรู้ การฝึกอบรม และการประเมินสมรรถนะ มุ่งเน้นให้สถานประกอบการสามารถจัดฝึกอบรม ประเมินสมรรถนะ และรายงานผลการรับรองสมรรถนะแรงงานได้อย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานอาชีพและระบบคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศ
หัวใจสำคัญของโครงการ คือการพัฒนาศักยภาพ ครูฝึกและหัวหน้างานในสถานประกอบการ ให้มีบทบาทมากกว่าผู้สอนงานในหน้างาน แต่เป็น “ผู้ออกแบบการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” ที่สามารถเชื่อมโยงมาตรฐานอาชีพเข้ากับบริบทการทำงานจริง ส่งผลให้แรงงานมีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และสามารถยกระดับคุณภาพแรงงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินโครงการครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์มาตรฐานอาชีพ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมครูฝึก การจัดฝึกอบรมและประเมินสมรรถนะ ไปจนถึงการสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดการรับรองสมรรถนะแรงงานภายในองค์กร โดยมีเป้าหมายให้มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 10 แห่ง พัฒนาครูฝึกและหัวหน้างานไม่น้อยกว่า 80 คน และส่งเสริมการรับรองสมรรถนะแรงงานไม่น้อยกว่า 800 คน

ภายในงานแถลงข่าวมีการนำเสนอภาพรวมโครงการ การปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับบทบาทของระบบคุณวุฒิวิชาชีพในการยกระดับแรงงานจากการทำงานจริง การเปิดตัวเครือข่ายสถานประกอบการ และการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ครูฝึกในสถานประกอบการ : กลไกใหม่ของการพัฒนากำลังคนไทย” ซึ่งสะท้อนมุมมองจากภาคนโยบาย ภาคการศึกษา ภาคสมาคมวิชาชีพ และภาคสถานประกอบการ พร้อมทั้งการนำเสนอกรณีศึกษาจริงจากองค์กรที่นำระบบไปใช้
โครงการนี้นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายด้านการพัฒนากำลังคนของประเทศ สู่การปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ เพื่อสร้างระบบการพัฒนาสมรรถนะที่มีมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว