วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 18, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก

กองทุน FTA เดินหน้าปั้น 13 โครงการเกษตร จัดอบรมเข้ม “MOU-Driven Advanced Project” ยกระดับข้อเสนอโครงการสู่การแข่งขันการค้าเสรี

0

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรฯ กล่าวว่า กองทุน FTA เป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ให้สามารถปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพสินค้า และสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน FTA (ขั้นสูง) ด้วยพลังขับเคลื่อน MOU: MOU-Driven Advanced Project” ระหว่างวันที่ 17 – 19 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยมุ่งใช้องค์ความรู้จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย MOU จำนวน 14 หน่วยงาน ร่วมบ่มเพาะและพัฒนาข้อเสนอโครงการทั้ง 13 โครงการ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา พัฒนาศักยภาพ หนุนเสริม และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดการค้าเสรี รวมทั้งพัฒนาศักยภาพเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ให้สามารถจัดทำข้อเสนอโครงการที่มีคุณภาพ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA โดยมอบหมายให้ นายครองศักดิ์ สงรักษา รองเลขาธิการ สศก. เป็นประธานในพิธีเปิด

โอกาสนี้ นายครองศักดิ์ สงรักษา รองเลขาธิการ สศก. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน FTA (ขั้นสูง) ด้วยพลังขับเคลื่อน MOU: MOU-Driven Advanced Project” ว่า การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 70 ราย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย MOU และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่ผ่านการอบรมหลักสูตรของกองทุน FTA แล้ว โดยตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้รับการเสริมความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่หลักเกณฑ์และขั้นตอนการขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA บทบาทของภาคีเครือข่าย MOU ในฐานะ “พี่เลี้ยง” การวิเคราะห์ความคุ้มค่าโครงการ การบริหารความเสี่ยง การจัดทำแผนธุรกิจ การบริหารต้นทุน สภาพคล่อง และการทำความเข้าใจบริบทการค้าโลกภายใต้ FTA

สำหรับไฮไลต์สำคัญของการอบรม คือ กิจกรรม Project Matching หรือการจับคู่โครงการที่มีศักยภาพ ระหว่างเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันให้ข้อคิดเห็น พัฒนา และปรับปรุงข้อเสนอโครงการให้มีความชัดเจน ครบถ้วน และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติและนำเสนอโครงการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้ข้อเสนอแนะอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการมีความพร้อมในทางปฏิบัติ

การดำเนินกิจกรรมมีโครงการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพและจับคู่กับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จำนวน 13 โครงการ ครอบคลุม 11 ชนิดสินค้าเกษตร ครอบคลุมทั้งกลุ่มสินค้าอาหารและโปรตีน กลุ่มพืชเศรษฐกิจและพืชเฉพาะถิ่น กลุ่มข้าวและเกษตรอินทรีย์ รวมถึงกลุ่มเกษตรปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม อาทิ ไข่ผำอัจฉริยะ โคเนื้อคุณภาพสูง หอมหัวใหญ่ ปลานิลชีวภาพ ลำไยพรีเมียมคาร์บอนต่ำ ข้าวอินทรีย์ กาแฟ ถั่วเหลือง ผักปลอดภัย และปาล์มน้ำมันลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในการปรับตัวรับการแข่งขันทางการค้า และต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่ม

“การอบรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้เรื่องการเขียนโครงการ แต่เป็นกระบวนการบ่มเพาะและยกระดับข้อเสนอโครงการของเกษตรกรให้มีข้อมูลรองรับ มีความคุ้มค่า มีแผนธุรกิจ และมีความพร้อมเข้าสู่การพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเครือข่าย MOU ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงร่วมเติมเต็มองค์ความรู้ทั้งด้านการผลิต การตลาด การเงิน และการบริหารจัดการ เพื่อให้โครงการสามารถตอบโจทย์การแข่งขันทางการค้าและสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกรได้จริง” นายครองศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังจากการอบรม คือผู้เข้าร่วมสามารถพัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และมีความเป็นไปได้ในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสให้โครงการที่มีศักยภาพได้รับการสนับสนุนจากกองทุน FTA ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และภาคเกษตร เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทย สร้างรายได้ ความมั่นคง และความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทยในระยะยาว

สวัสดีเช้าวันใหม่วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178165620417903575

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สศก. เผยประมาณการลำไย–ลิ้นจี่ ปี 2569 ลิ้นจี่ยังออกต่อเนื่อง มิ.ย. ขณะที่ลำไยออกมาก ส.ค. ช่วยวางแผนผลผลิต–ตลาดล่วงหน้า

0

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้จัดทำประมาณการสถานการณ์การผลิตและราคาลำไยและลิ้นจี่ ปี 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2569) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการผลผลิตของเกษตรกร ผู้รวบรวม ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน ใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจร่วมกัน

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลผลิตลำไยและลิ้นจี่ในปีนี้ มาจากสภาพอากาศช่วงชักนำการออกดอก ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 ที่มีความหนาวเย็นไม่ต่อเนื่อง สลับกับอุณหภูมิสูง ส่งผลให้การออกดอกไม่สม่ำเสมอ ประกอบกับอากาศร้อนแล้งในช่วงติดผล รวมทั้งเกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนพื้นที่และโค่นต้นอายุมากที่ให้ผลผลิตต่ำ

สถานการณ์ลำไย ปี 2569 คาดว่ามีเนื้อที่ให้ผลรวมทั้งประเทศประมาณ 1.61 ล้านไร่ ลดลงร้อยละ 1.27 ผลผลิตรวมประมาณ 1.40 ล้านตัน ลดลงราวร้อยละ 9 และผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 867 กิโลกรัม ลดลงร้อยละ 7.57 โดยภาคเหนือยังเป็นแหล่งผลิตหลัก ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดตลอดเดือนมกราคม–ธันวาคม และคาดว่าจะ ออกมากที่สุดในเดือนสิงหาคม ประมาณ 340,000 ตัน หรือร้อยละ 24.29 ของผลผลิตทั้งปี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้ประกอบการวางแผนด้านการรับซื้อ การกระจายผลผลิต การแปรรูป และโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาออกสู่ตลาด

ขณะที่สถานการณ์ลิ้นจี่ ปี 2569 คาดว่ามีเนื้อที่ให้ผลรวมทั้งประเทศประมาณ 77,000 ไร่ ลดลงร้อยละ 1.51 ผลผลิตรวมประมาณ 22,000 ตัน ลดลงราวร้อยละ 39 และผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 285 กิโลกรัม ลดลงร้อยละ 37.91 โดยผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือนมีนาคม–มิถุนายน สูงสุดในเดือนพฤษภาคมประมาณ 12,800 ตัน หรือร้อยละ 58.13 และยังมีผลผลิต ออกต่อเนื่องในเดือนมิถุนายนอีกประมาณ 8,000 ตัน หรือร้อยละ 36.36 โดยเฉพาะพันธุ์จักรพรรดิ ทั้งนี้ พันธุ์สำคัญของลิ้นจี่ ได้แก่ ฮงฮวย จักรพรรดิค่อม และนครพนม 1 ด้านสถานการณ์ราคา ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ราคาที่เกษตรกรขายได้ที่สวน ลำไยสดทั้งช่ออยู่ที่ 21.50–25.75 บาทต่อกิโลกรัม ตามชั้นคุณภาพ ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวยอยู่ที่ 20.50–22.00 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิ ที่ทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปลายฤดู เดือนมิถุนายน สัปดาห์ที่ 1 อยู่ที่ 50–80 บาทต่อกิโลกรัม ตามชั้นคุณภาพ ซึ่งเป็นราคาที่ สศก. รายงานตามฤดูกาลในช่วงพฤษภาคม – มิถุนายนของแหล่งผลิตในพื้นที่สำคัญ

นายพีรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลประมาณการดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้อย่างเหมาะสม โดยเกษตรกรใช้ประกอบการวางแผนการผลิตรอบถัดไป การจัดการคุณภาพผลผลิต ต้นทุน และช่องทางจำหน่าย ผู้รวบรวม ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออก ใช้ประกอบการวางแผนการรับซื้อ การแปรรูป การกระจายผลผลิต และ โลจิสติกส์

โดยเฉพาะลำไยที่คาดว่าจะออกมากที่สุดในเดือนสิงหาคม ส่วนหน่วยงานภาคีสามารถใช้ข้อมูลประกอบการวางแผนเชิงพื้นที่และการบริหารจัดการผลผลิตตามฤดูกาล ขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับทราบช่วงเวลาที่ผลผลิตคุณภาพดีออกสู่ตลาดมาก โดยลิ้นจี่ออกมากในช่วงพฤษภาคม–มิถุนายน และลำไยในช่วงกรกฎาคม–สิงหาคม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลไม้ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ผ่าน 3 แผนหลัก ได้แก่ 1) การป้องกัน ควบคุม กำกับคุณภาพ มาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ผ่านการติดตามอุปสงค์–อุปทาน การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและโลจิสติกส์ 2) การปรับเพิ่มผลิตภาพและพัฒนามาตรฐาน ผ่านการส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP และแปลงต้นแบบ/แปลงเรียนรู้ และ 3) การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกตลาด เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการ โรงงานแปรรูป ห้างค้าปลีก และช่องทางออนไลน์ เพื่อสนับสนุนกระจายผลผลิตรองรับสถานการณ์ตลาด

สศก. จะติดตามสถานการณ์ผลผลิตและราคาอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงข้อมูลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด เนื่องจากตัวเลขประมาณการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม หากฝนเอื้ออำนวย ผลผลิตปลายฤดูอาจเพิ่มขึ้น แต่หากเกิดภาวะแห้งแล้ง อาจส่งผลให้ผลผลิตลดลงได้ ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อมูลของ สศก. มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบการวางแผน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมร่วมกัน

สวัสดีเช้าวันใหม่วันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178156902414883605

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกืนข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178087536991853340

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178079403789521779

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

สวัสดีเช้าวันใหม่วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1178070581986911911

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

พม. ผนึกกำลัง 6 หน่วยงานรัฐ ลงนาม MOU เดินหน้าจ้างงานคนพิการ สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนพิการไทยทุกคน

0

พม. ผนึกกำลัง 6 หน่วยงานรัฐ ลงนาม MOU เดินหน้าจ้างงานคนพิการ สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนพิการไทยทุกคน

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการขับเคลื่อนนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ ระหว่าง กระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย 1) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี 2) กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 3) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย 5) สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ 6) สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม โดยมี หม่อมหลวงพัชรภากร เทวกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงานสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และผู้แทน 6 หน่วยงาน รวมถึงผู้แทนองค์กรคนพิการ เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมบอลรูมเอ ชั้น 5 โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

นายนิกร กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน รวมถึงคนพิการที่มีศักยภาพ มีความสามารถ ให้สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม ด้วยการจ้างงานคนพิการให้มีความยืดหยุ่น และขยายโอกาสการพัฒนาทักษะอาชีพให้คนพิการสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงาน ด้วยมาตรการ “พม. สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนพิการไทยทุกคน” ซึ่งกระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) พร้อมด้วยสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงาน ก.พ.ร. และ 6 หน่วยงานภาครัฐ ได้ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ที่เข้มแข็งผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และประกาศนโยบายการขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการในภาครัฐ ในวันนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการจ้างงานคนพิการ ในหน่วยงานภาครัฐ ตามมาตรา 33 รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจ้างงานคนพิการ พร้อมยกระดับการบริหารภาครัฐให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล หลักความเสมอภาคและการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายนิกร กล่าวต่อไปว่า สำหรับในปีนี้ ได้กำหนดนโยบายส่งเสริมการประกอบอาชีพและการมีงานทำของคนพิการ ด้วย 5 นโยบายสำคัญ ได้แก่ 1) จ้างงานคนพิการ ถือเป็นเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐที่สะท้อนศักยภาพของระบบราชการในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ทุกภาคส่วน 2) ปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ตั้งต้นที่การพิจารณาศักยภาพของคนพิการ เพื่อนำไปสู่การกำหนดลักษณะหรือตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับคนพิการ 3) เชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมอาชีพคนพิการแบบพุ่งเป้า 4) สร้างความตื่นตัวในการออกแบบ Universal Design รองรับคนพิการและทุกคนในสังคม ให้สามารถเดินทางออกจากบ้านไปสู่ปลายทางของการมีโอกาสในอาชีพ และ 5) ขยายผลสร้างแรงบันดาลใจให้คนพิการ “มีที่อยู่ ที่ยืน” ในสังคม พึ่งตนเอง และเป็นแบบอย่างของพลังในการดำเนินชีวิตให้คนพิการและทุกคนในสังคม

วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ “สังคมแห่งโอกาสและความเท่าเทียม” ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. โดยกรม พก. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐทั้ง 6 หน่วยงาน ที่ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU ในครั้งนี้ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะ “การมีงานทำ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของรายได้ แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจ และการได้รับโอกาสในการใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ การจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ จึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่คือการสร้างต้นแบบของสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างเท่าเทียม และสะท้อนถึงหลักธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายนิกร กล่าว

#พม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #คนพิการ #จ้างงานคนพิการ #มาตรา33 #กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ #พก

เตรียมพบงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 วันที่ 25-27 มิ.ย.นี้ ที่ไบเทคบางนา

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//ปักหมุดเตรียมรอกับงานสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬา ครบวงจรที่สุดแห่งปี “Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026” รวบรวม 22 โซนนวัตกรรมสุขภาพครบวงจร เวลเนส สปา Longevity ความงาม ฟิตเนส และกีฬา บนพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ที่ชวนให้คุณเปิดประสบการณ์ อัพเดทเทรนด์สุขภาพโลกยุคใหม่ พร้อมค้นหาแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพผ่านเวทีเสวนาให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเมืองไทย กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ตื่นตากับกิจกรรมสร้างสีสันภายในงาน อย่าพลาด ! วันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา คาดสร้างเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 500 ล้านบาท

นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 กล่าวว่า “งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางชั้นนำด้านสุขภาพ และธุรกิจกีฬาในภูมิภาคอาเซียน โดยรวบรวมบูธจัดแสดงสินค้าด้านสุขภาพ และเวลเนส รวมกว่า 150 บูธ ประกอบด้วย 11 โซนที่น่าสนใจ ได้แก่ Wellness, Health Care, Longevity, Senior Product, Digital Health, Aesthetic, Medical Equipment, Future Food, Food and Beverage และ Experience Room

ที่สำคัญปีนี้ได้ผนึกแนวร่วมกับ SPORTEC Thailand ดึงธุรกิจกีฬา ฟิตเนส และนวัตกรรมกีฬา รวมอีก 100 บูธ มาจัดแสดงร่วมเพื่อยกระดับให้งานมีความพิเศษแตกต่างและครบวงจรที่สุด อีกทั้งยังได้ประสานแนวร่วมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) สมาคมการส่งเสริมสุขภาพไทย สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย สมาคมแพทย์ความงาม สมาพันธ์หมอนวดไทย และ สมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตแห่งแรกของประเทศไทย เป็นต้น ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพและเวลเนส มาสร้างกิจกรรมเติมเต็มให้มีงานสีสันที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ภายในงานยังมีไฮไลท์กิจกรรมดี ๆที่ไม่ควรพลาด อาทิ การประกวดแข่งขัน Thailand Chocorista Championship 2026, การแข่งขันผู้ฝึกสอนฟิตเนสกลุ่ม Rookie Contest Thailand, การแข่งขัน Functional Fitness โดย ONTRACK, เวิร์กชอปมวยไทยโดยแฟร์เท็กซ์, เวิร์คชอปคลาสฟิตเนส และห้อง Experience Room ให้คุณได้เปิดประสบการณ์ด้านสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนสและกีฬาแบบเต็มอิ่ม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสวนาให้ความรู้ และเวิร์กชอปปลุกพลังสร้างสุขภาพองค์รวมอย่างคับคั่ง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและกูรูระดับแถวหน้าของเมืองไทย อาทิ เมนูเรียกคืนพลังหนุ่มสาว โดย ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ , กินอย่างฉลาดเพื่อย้อนวัยเซลส์ โดย ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ ,ใบหน้าไม่ได้แก่ แต่กล้ามเนื้อกำลังทรุด โดยพราวิเรีย กรุ๊ป, Longevity ไม่ใช่เรื่องไกลตัว อยู่ยืนอย่างมีคุณภาพต้องเริ่มยังไง โดยสถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา ,ปลดชีวิตเดอะแบกด้วยพื้นที่ของใจ อยู่ในโลกที่วุ่นวายได้อย่างสงบ โดยบูธาราโยคะ, เวิร์กชอปปรุงสุก โดยเชฟมังกร-ผศ.ดร.ภูริ ชุณห์ขจร เป็นต้น อีกทั้งยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจขยายคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ อีกด้วย

ด้านนาย ซึโยชิ ซาซากิ ประธานบริษัท TSO International Inc. กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงานครั้งนี้ว่า “จากที่เราประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการด้านฟิตเนสและกีฬาในมหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มากว่า 15 ปี และได้มองเห็นศักยภาพและความตื่นตัวด้านกีฬาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย จึงมั่นใจที่จะจัดงาน SPORTEC Thailand 2026 อีกหนึ่งเวทีร่วมกัน เพื่อให้เป็นงานแสดงสินค้าสำหรับอุตสาหกรรมกีฬาในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดสากล

นายวิทยา แซ่เลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์เทค บีเคเค จำกัด ผู้จัดงาน SPORTEC THAILAND 2026 กล่าวว่า “ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า รายได้ในตลาดกีฬาของประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 90-100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับตลาดอุปกรณ์กีฬาในปี 2025 มีมูลค่ารายได้ประมาณ 1,334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมกีฬาของไทยมีศักยภาพสูง จึงต้องการเวทีในการรวมตัวของผู้ประกอบการเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจและต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระดับสากล งาน SPORTEC Thailand 2026 ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และองค์กรชั้นนำอื่น ๆ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจกีฬาและสุขภาพในอาเซียน เชื่อว่างานนี้จะสามารถเติมเต็มโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมกีฬาของไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นางสาวณรินณ์ทิพ กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อมั่นว่า “Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 ในปีนี้จะเป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่จะเป็นแพลทฟอร์มขนาดใหญ่ที่รวมคนรักสุขภาพ ฟิตเนส และกีฬามาไว้ในงานเดียว นอกจากนี้ยังเป็นเวทีสำคัญที่ให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุน มาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างเครือข่าย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยคาดการณ์ว่างานนี้จะสร้างเม็ดเงินสะพัดได้มากกว่า 500 ล้านบาท”

เชิญชวนผู้ที่สนใจเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ รวมทั้งผู้ประกอบการที่สนใจลงทุน เข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ! งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 จัดระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา

ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานและฟังเสวนาได้ที่ https://eventpassinsight.co/el/to/twst2602

:Cr;มณสิการ รามจันทร์