พิมพ์ไทยออนไลน์// ONSENS ประกาศความร่วมมือระหว่าง KLAI สปาไทยร่วมสมัย และ SAN แบรนด์เครื่องหอมจากสงขลา ผสานอัตลักษณ์ปักษ์ใต้เข้ากับศาสตร์การบำบัด สะท้อนศักยภาพวัฒนธรรมไทย รังสรรค์บริการสปาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ชูแนวคิด “Pause. Observe. Reconnect.” สร้างประสบการณ์ร่วมสมัยที่สัมผัสได้ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 รับเทรนด์ Wellness & Well-being
นายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ONSENS เปิดเผยว่า ONSENS มีแผนยกระดับการให้บริการของแบรนด์ต่าง ๆ ภายใต้การบริหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กลุ่มลูกค้าอย่างหลากหลาย พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์และบริการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ความร่วมมือระหว่าง KLAI สปาไทยร่วมสมัยในเครือของบริษัท กับ SAN แบรนด์เครื่องหอมและงานออกแบบร่วมสมัยชั้นนำจากจังหวัดสงขลา มีเป้าหมายเพื่อรังสรรค์บริการสปาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สะท้อนอัตลักษณ์ปักษ์ใต้ ผ่านการบูรณาการมรดกทางวัฒนธรรม ศาสตร์แห่งการบำบัด และแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ต่อยอดประสบการณ์ Wellness ที่เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ได้ทั้งคนไทยและต่างชาติ พร้อมขยายฐานลูกค้าที่ใส่ใจการดูแลสุขภาพ สร้างความแตกต่าง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
การทำงานร่วมกันครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์ โดย KLAI นำความเชี่ยวชาญด้านเดย์สปาและศาสตร์การนวดไทยโบราณมาประยุกต์ร่วมกับเทคนิคการบำบัดสมัยใหม่ ขณะที่ SAN เติมมิติด้านกลิ่นและงานออกแบบ เพื่อพัฒนาบริการสปาเฉพาะบุคคลที่มีเอกลักษณ์และเพิ่มคุณค่าให้กับการใช้บริการ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ทั้งสองแบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพในอนาคต
นายกอบลาภ ไทยทัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาน เมซง จำกัด กล่าวว่า SAN เป็นแบรนด์เครื่องหอมร่วมสมัยที่มีต้นกำเนิดจากจังหวัดสงขลา โดยนำแรงบันดาลใจจากสถานที่ วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ของภาคใต้ผ่านกลิ่นและงานออกแบบ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับความทรงจำของแต่ละพื้นที่ การร่วมงานกับ KLAI จึงเป็นโอกาสในการขยายบทบาทของกลิ่นหอม จากผลิตภัณฑ์เครื่องหอมไปสู่ประสบการณ์ที่ผู้คนสามารถรับรู้และมีส่วนร่วมได้ผ่านประสาทสัมผัสอย่างรอบด้าน
นายธีติ พฤกษ์อุดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาน เมซง จำกัด กล่าวเสริมว่า บริการที่พัฒนาร่วมกันคือการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสร้างสรรค์กลิ่นเฉพาะตัว ผ่านกิจกรรมผสมน้ำมันนวดจาก Essential Oils ของ SAN ก่อนนำมาใช้ในโปรแกรมนวด 90 นาที ซึ่งรวมการนวดไทย การนวดน้ำมัน และเทคนิคการยืดเหยียดไว้ในบริการเดียว โดยนำความอ่อนช้อยของศิลปะการรำโนราห์มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบท่าทางและการเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบร่วมสมัย

บริการดังกล่าวถ่ายทอดผ่านแนวคิด “Pause. Observe. Reconnect.” ชวนผู้ใช้บริการหยุดพักจากความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน สังเกตและรับรู้ประสาทสัมผัสรอบตัว ตลอดจนการกลับมาเชื่อมโยงกับร่างกายและความรู้สึกของตนเอง ผ่านการผสานกลิ่นหอม ศาสตร์แห่งการสัมผัส และการผ่อนคลายในรูปแบบเฉพาะตัว
ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอดเป็นบริการร่วมสมัย สร้างคุณค่าให้กับอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมเปิดมิติใหม่ของการเชื่อมโยงธุรกิจสปา เครื่องหอม และวัฒนธรรมไทยเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างบริการที่ให้ความสำคัญทั้งกับร่างกาย ความรู้สึก และความหมายของการใช้ชีวิต ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าระดับบนและนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านเครือข่ายสปาที่ได้มาตรฐานสากล :Cr;มณสิการ รามจันทร์



นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินธุรกิจจากการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้าสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ พร้อมบริหารต้นทุนและเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่เป็นความท้าทายสำคัญต่อการปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวมาประยุกต์ใช้ จึงเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากรและความสูญเสีย นำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสอดรับกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
“โมเดลเศรษฐกิจ BCG ไม่ได้เป็นเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs
นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า ดีพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับบริบท
โดยในปี 2566 – 2569 มีผู้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ รวม 4,590 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างรายได้กว่า 2,516 ล้านบาท และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำแนวคิด BCG มาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ ทั้งในมิติการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับทิศทางตลาด
นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้ายว่า ในระยะต่อไป ดีพร้อมจะมุ่งขยายผลการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) กล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทย ใส่ใจผู้บริโภคทั่วโลก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น 1 ใน 10 ประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลกภายในปี 2570 ซึ่งทางสศอ.ได้มอบหมายให้สถาบันอาหาร เป็นหน่วยงานรับดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก กำหนดแนวทางการดำเนินงานไว้อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาตลาดฮาลาลเชิงลึกในต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านมาตรฐานฮาลาล ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงสู่ตลาด ผ่านงานแสดงสินค้าชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับคู่ค้าที่มีศักยภาพ

นายศุภกิจ กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมการเชื่อมโยงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของโครงการฯ โดยตั้งเป้าให้ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้าไปพบกับตลาดและคู่ค้าจริง ซึ่งเป็นการต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยตลาดภายในประเทศ ได้สนับสนุนผู้ประกอบการจำนวน 38 กิจการ เข้าร่วมงาน GRAND HALAL BANGKOK 2026 เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจภายในงานถึง 140 คู่ และมีแนวโน้มสร้างรายได้รวมกว่า 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 32.18 ด้านการขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ ได้สนับสนุนผู้ประกอบการจำนวน 20 กิจการ เข้าร่วมงาน SIAL Guangzhou 2026 ณ เมืองกว่างโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารระดับนานาชาติ เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจภายในงานถึง 118 คู่ และเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 195 ล้านบาท หรือสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15.32
“ในภาพรวมเมื่อประเมินจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการฯ ในครั้งนี้ พบว่ามีมูลค่าราว 1,438 ล้านบาท เป็นผลลัพธ์และความสำเร็จที่เกิดจากการยกระดับมาตรฐานการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า อาหารฮาลาลไทยมีทั้งคุณภาพ มาตรฐาน นวัตกรรม และศักยภาพที่พร้อมจะเติบโตแบบก้าวกระโดดสู่เวทีสากล ผมเชื่อมั่นว่าโครงการฯ นี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น ‘ศูนย์กลางฮาลาลแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Halal Hub)’ ได้ตามเป้าหมายอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายศุภกิจ กล่าว
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ในฐานะที่สถาบันอาหาร เป็นหน่วยงานร่วมดำเนินงานโครงการดังกล่าว จึงได้ใช้จุดแข็งด้านความพร้อมของบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านมาตรฐานฮาลาล แก่สถานประกอบการที่เข้าร่วมการพัฒนาศักยภาพ จำนวน 42 กิจการ เพื่อยกระดับความพร้อมด้านมาตรฐานฮาลาลในทุกมิติ ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดขยายโอกาสทางธุรกิจและเกิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยผลจากการเชื่อมโยงสู่ตลาดสามารถสร้างยอดสั่งซื้อและประเมินมูลค่าทางการค้ารวมกว่า 483 ล้านบาท หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 73.57




ธนาคารออมสินเดินหน้ายกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทย ภายใต้โครงการ GSB Smart Franchise 2026 ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 บ่มเพาะความรู้ให้ผู้ประกอบการผ่าน 2 หลักสูตรสำคัญ คือ “Jump Start Franchise” สำหรับธุรกิจเริ่มต้นที่ต้องการพัฒนาสู่ระบบแฟรนไชส์ และ “GSB Franchise Standard” ซึ่งเป็นหลักสูตรเชิงลึกเพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากลและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีธุรกิจเข้าร่วมการพัฒนาศักยภาพเชิงลึกรวมทั้งสิ้น 268 กิจการ
ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม สร้างองค์ความรู้พื้นฐานให้แก่ผู้ประกอบการแฟรนไชส์รวมแล้วกว่า 5,000 ราย อีกทั้งยังก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพด้วยธุรกิจแฟรนไชส์ รวมกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ และที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารออมสิน รวมทั้งสิ้น 668 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 600 ล้านบาท
สำหรับไฮไลต์ของงาน Selected GSB Smart Franchise 2026 ในครั้งนี้ คือการเฟ้นหาธุรกิจแฟรนไชส์ต้นแบบที่มีแผนธุรกิจและโมเดลการบริหารจัดการที่โดดเด่นที่สุดในแต่ละด้าน โดยรายชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ 10 กิจการคุณภาพที่คว้า 5 รางวัลใหญ่ประจำปีนี้ คือ 

โครงการ GSB Smart Franchise 2026 มุ่งสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความแข็งแกร่ง สู่การยกระดับเป็นแฟรนไชส์รายใหม่ที่มีมาตรฐานพร้อมขยายธุรกิจสู่ตลาดให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ และกลยุทธ์ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ ผ่านหลักสูตร “Jump Start Franchise” สำหรับธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นสู่ระบบแฟรนไชส์ และ หลักสูตร “GSB Franchise Standard” หลักสูตรเชิงลึกเพื่อยกระดับสู่แฟรนไชส์มาตรฐาน พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอีกด้วย ธนาคารออมสินพร้อมเดินหน้าตามจุดยืนการเป็นธนาคารที่ช่วยสนับสนุนคนไทยทุกชีวิต โดยเฉพาะการผลักดันและส่งเสริมให้ธุรกิจเหล่านี้ เป็นต้นแบบแฟรนไชส์ยุคใหม่ที่มีมาตรฐาน ที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมั่นคง พร้อมก้าวหน้าในตลาดต่อไป