https://linevoom.line.me/post/1178018904869240301
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1178018904869240301
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1178009958766585713
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
ทวงคืนความหวัง 10 ปี ที่รอคอย : ปลุกกระแสหนุน “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” สู่มรดกโลก :
กาญจนบุรี — หากพูดถึงแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าและมีชื่อเสียงระดับโลกในประเทศไทย ชื่อของ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” จังหวัดกาญจนบุรี ย่อมเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนทั่วโลกนึกถึงในฐานะอนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพและความทรงจำจากสงครามโลกครั้งที่ 2
ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เคยมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จากทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และท้องถิ่น ในการทำวิจัยและเตรียมความพร้อมเพื่อผลักดันให้ทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแควขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” (World Heritage) โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ทว่าในปัจจุบัน กระแสความคืบหน้าดังกล่าวกลับเริ่มเงียบหายไปอย่างน่าเสียดาย
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะร่วมกัน “ปัดฝุ่น” และส่งเสียงสนับสนุนให้โปรเจกต์แห่งความภาคภูมิใจนี้กลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง
การผลักดันสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอดีต แต่คือการส่งต่อคุณค่าที่จับต้องได้สู่อนาคต ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับสากล คุณค่าทางประวัติศาสตร์ สะพานแห่งนี้คือประจักษ์พยานชิ้นสำคัญของประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ เป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงความสูญเสียและคุณค่าของสันติภาพที่คนทั่วโลกเชื่อมโยงถึงกันได้
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีผลงานวิจัย ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ และการสำรวจพื้นที่รองรับไว้แล้วอย่างมากมาย ข้อมูลเหล่านี้พร้อมจะนำมาต่อยอดได้ทันทีโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ หากได้รับเลือกเป็นมรดกโลก จะเกิดการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ ช่วยอนุรักษ์ชุมชนโดยรอบ และดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพจากทั่วโลก ซึ่งจะสร้างรายได้หมุนเวียนให้เศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล
“สะพานข้ามแม่น้ำแควไม่ใช่แค่เหล็กและคอนกรีต แต่มันคือบันทึกหน้าสำคัญของโลก การปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป เท่ากับเรากำลังปล่อยให้โอกาสในการประกาศคุณค่าของประเทศไทยหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย”
นี่คือเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่และนักวิชาการ อย่าปล่อยให้ความตั้งใจ 10 ปี… กลายเป็นความเงียบ ความตั้งใจและความทุ่มเทของคณะทำงานเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ควรถูกทิ้งไว้ในหน้ากระดาษรายงานการวิจัย การส่งเสียงสนับสนุนในวันนี้จึงเป็นเรื่องเชิงบวกที่ทุกคนทำได้ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือภาคประชาชน กลับมาจับมือและสานต่อข้อมูลอย่างจริงจัง จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อปรับปรุงเอกสารให้เข้ากับเกณฑ์ปัจจุบันของยูเนสโก
“สะพานข้ามแม่น้ำแคว” มีต้นทุนทางประวัติศาสตร์ที่ประเมินค่าไม่ได้อยู่แล้วในตัวเอง สิ่งที่ขาดในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว คือ “แรงผลักดันที่ต่อเนื่อง” มาร่วมช่วยกันสนับสนุน ให้สะพานแห่งนี้เป็นมรดกของคนทั้งโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
https://linevoom.line.me/post/1178001269163599018
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
พิมพ์ไทยออนไลน์//โฆษกกระทรวงแรงงาน ย้ำเฝ้าติดตามและเตรียมมาตรการรองรับผลการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น CPALL โยก 3 บริษัทย่อย สู่ Virtual Bank วันที่ 29 พฤษภาคมนี้
ตามที่ กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) ได้ประกาศจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท CPALL เพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญในการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยมีแผนโยกย้าย 3 บริษัทย่อยหลัก ได้แก่ Counter Service, Thai Smart Card และ CPAXT เข้าสู่การจัดกลุ่มภายใต้บริษัทตั้งใหม่ AMC Holding ในการดำเนินธุรกิจ Virtual Bank เพื่อให้ผู้ถือหุ้นจะได้ร่วมกันตัดสินใจและลงมติดังกล่าว ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569
นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและติดตามผล พร้อมย้ำว่า “แผนโยกย้าย 3 บริษัทย่อยดังกล่าว ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนว่าจะส่งผลให้เกิดกำไรหรือขาดทุน จึงต้องเฝ้าติดตามการประชุมและผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด”
โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากการปรับโครงสร้างส่งผลเชิงบวกก็จะสนับสนุน แต่หากเกิดผลกระทบด้านลบก็จะต้องมีมาตรการปรับตัวและปรับกลยุทธ์อย่างเหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ที่ถือครองหุ้นในสัดส่วนประมาณ 3% ซึ่งการลงทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดพอรต์ลงทุนของกองทุนประกันสังคม เพื่อสร้างผลตอบแทนมาดูแลผู้ประกันตน :Cr;มณสิการ รามจันทร์
พิมพ์ไทยออนไลน์// กัวซาเฮ้าส์เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 เป็นต้นแบบธุรกิจโมเดล ที่ทำงานที่บ้านคนเดียวได้และรายได้ทะลุหลักแสนจริงด้วยท่านวดสวยงามด้วยท่ายืนนวด ให้บริการนวดหน้าด้วยศาสตร์ยกกระชับปรับรูปหน้าแบบมือล้วนและกัวซาหน้าเรียว มาตลอด12 ปี


โดยเริ่มสอนให้อาชีพผู้คนตอนที่โควิดระบาด ตั้งแต่ปี2566 ผู้คนต้องการอาชีพจึงหลั่งไหลมาเรียนกัวซาเฮ้าส์ และ สอนเรื่อยมากว่า 300 คนทั่วประเทศ จนลูกศิษย์สามารถมีลูกศิษย์ประสบความสำเร็จในอาชีพด้วยศาสตร์กัวซาเฮ้าส์ อย่างแท้จริง
ด้วยท่านวดลายเส้นกัวซาเฮ้าส์ที่สะพัดทั่วโลกออนไลน์ จะเห็นท่านวดของศาสตร์กัวซาเฮ้าส์ ทำให้ลูกศิษย์มีลูกค้ามีรายได้ มีอาชีพ จนลูกศิษย์ยังเอาไปสอนต่อได้อีก ลูกศิษย์มีรายได้หลักแสนทุกเดือนจริง


ทิศทางเข้าสู่สถาบัน กัวซาเฮ้าส์ เนื่องจากได้เข้าไปเรียนเพิ่มเติมที่โรงเรียนวิทยากรสุขภาพและความงามสยามอินเตอร์ จึงได้รู้จักผอ.อำภา ชาญรบ จนได้รับการสนับสนุนจากผอ.ได้เป็นสถาบันกัวซาเฮ้าส์ เมื่อเดือนมกราคม 2569
นอกจากนี้ได้ส่งลูกศิษย์เข้าร่วมการแข่งขัน ได้เหรียญทอง มาได้ด้วยศาสตร์กัวซาเฮ้าส์ของครูนุ่น โดยที่น้องมาเริ่มเรียนกับครูนุ่น เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 และเมื่อเดือนมกราคม 2569 น้องปังมาก ทำรายได้ต่อเดือน หลักแสนทุกเดือนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้เหรียญทองคนแรก เป็นลูกศิษย์ คุณจุ๊บ พรชนก จากร้าน บ้านชมชนกกัวซาเฮ้าส์ภูเก็ต นวดหน้ากับแชมป์ได้เลย เหรียญทองคนที่2 ของการแข่งขันคือคุณโรส จากร้าน Cherish Guasha House โคราช
และได้มีการ MOU ความร่วมมือในการพัฒนานักเรียนให้เข้าสู่ผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยมีการส่งต่อนักเรียนไปเรียนในโรงเรียนที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้นักเรียนสามารถขึ้นทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายของกรมสนับสนุนสุขภาพโดยโรงเรียนวิทยาการสุขภาพและความงามสยามอินเตอร์ ทำให้นักเรียนมั่นใจได้ว่าเทคนิคขั้นสูงและถูกต้องตามหลักสูตรที่กระทรวงรองรับจะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จได้ทุกคน :Cr;มณสิการ รามจันทร์
https://linevoom.line.me/post/1177992832060641013
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
https://linevoom.line.me/post/1177983974557529231
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์
(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)
สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตภาคเหนือผนึกพลังรัฐ–เอกชน–ภาคสังคม ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตคนพิการทางจิต
ผ่านโครงการ “Together as one family : หลายดวงใจ หนึ่งครอบครัวเดียวกัน”
ภาคีเครือข่ายด้านคนพิการทางจิต ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จัดงานแถลงข่าวและเสวนา ภายใต้โครงการ “การพัฒนาศักยภาพคนพิการทางจิตภาคเหนือ และผู้ดูแลคนพิการ ในการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชและการส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “Together as one family : หลายดวงใจ หนึ่งครอบครัวเดียวกัน” เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดอคติ และผลักดันโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมสำหรับคนพิการทางจิตและครอบครัว
ภายในเวทีเสวนา ผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมสะท้อนมุมมองสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการทางจิตอย่างรอบด้าน
นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการต้องดำเนินควบคู่ทั้งด้านการศึกษา อาชีพ สวัสดิการ และการเข้าถึงสิทธิ พร้อมผลักดัน “Inclusive Society” หรือสังคมที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุน รวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนและมีศักดิ์ศรี


ขณะที่ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ได้สะท้อนว่า “สุขภาพจิตเป็นเรื่องของทุกคน” และผู้ป่วยจิตเวชสามารถใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้ หากได้รับความเข้าใจและการดูแลที่เหมาะสม โดยครอบครัวถือเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงชุมชนและสังคมต้องร่วมกันลดการตีตรา เปิดพื้นที่แห่งความเข้าใจ และสร้างโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างปกติให้กับผู้ป่วยจิตเวช
ด้าน คุณท็อดด์ ทองดี (Todd Lavelle) ศิลปินและพิธีกรชาวอเมริกัน ซึ่งร่วมทำงานด้านสังคมกับเครือข่ายคนพิการทางจิตมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า รู้สึกประทับใจในความเข้มแข็งของครอบครัวคนพิการทางจิต และเชื่อว่าศิลปวัฒนธรรม ดนตรี และกิจกรรมสร้างสรรค์ สามารถเป็น “สะพาน” เชื่อมความเข้าใจระหว่างผู้คน ลดอคติ และสร้างมุมมองใหม่ต่อผู้ป่วยจิตเวชในสังคม พร้อมยืนยันที่จะใช้บทบาทของตนเองในการสนับสนุนสังคมแห่งความเท่าเทียมต่อไป



ขณะที่ นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยและภาคเหนือ กล่าวสรุปปิดท้ายว่า สิ่งที่คนพิการทางจิตและครอบครัวต้องการมากที่สุดจากสังคม คือ “ความเข้าใจและการไม่ตีตรา” รวมถึงการเปิดโอกาสในการทำงาน การใช้ชีวิต และการยอมรับจากสังคมอย่างเท่าเทียม พร้อมขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนและผลักดันโครงการจนเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม พร้อมเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมแห่งโอกาสและความเข้าใจร่วมกัน
ทั้งนี้ โครงการ “Together as one family : หลายดวงใจ หนึ่งครอบครัวเดียวกัน” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณหนองจองคำ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยภายในงานจะมีกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพคนพิการทางจิต การแสดงศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันผลักดันสังคมแห่งความเข้าใจและโอกาสอย่างยั่งยืน