วันศุกร์, มกราคม 23, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก หน้า 2

กระแสแรงไม่มีตก ‘สรสินธุ ไตรจักรภพ’ ชี้ กองทุน 36,000 บาทคือโอกาสที่ประชาชนจับต้องได้

0

กระแสแรงไม่มีตก ‘สรสินธุ ไตรจักรภพ’ ชี้ กองทุน 36,000 บาทคือโอกาสที่ประชาชนจับต้องได้

กระแสการเมืองช่วงต้นปีเริ่มขยับอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของ พรรคทางเลือกใหม่ ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังชูนโยบาย “กองทุน 36,000 บาท” เป็นกลไกช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ส่งผลให้เกิดกระแสตอบรับในโลกออนไลน์และพื้นที่สื่อหลักอย่างกว้างขวาง

สรสินธุ ไตรจักรภพ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ เปิดมุมมองว่า กระแสตอบรับที่เกิดขึ้นสะท้อนความจริงอย่างหนึ่งของสังคมไทย โดยเฉพาะคนเมืองที่กำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพ หนี้สิน และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ

“ประชาชนไม่ได้คาดหวังนโยบายที่ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่เขาต้องการโอกาสที่เริ่มต้นได้จริง และรู้สึกว่ารัฐไม่ทอดทิ้งเขาไว้ข้างหลัง”

สรสินธุ ระบุว่า นโยบายกองทุน 36,000 บาท ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแจกเงินแบบไร้ทิศทาง แต่เป็นการสร้าง ‘ฐานตั้งต้น’ ให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอด ทั้งด้านอาชีพ การศึกษา หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของครอบครัว โดยมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้

เขาย้ำว่า พรรคทางเลือกใหม่พยายามสื่อสารนโยบายด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน และไม่หลอกประชาชนด้วยตัวเลขเกินจริง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคได้รับพื้นที่สื่อเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

“การเมืองไทยไม่ควรเป็นเรื่องไกลตัว คนกรุงเทพฯ ต้องการนักการเมืองที่เข้าใจชีวิตจริง ไม่ใช่แค่พูดบนเวทีแล้วหายไป”

ในฐานะผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ สรสินธุ มองว่าบทบาทของตนคือการทำหน้าที่เชื่อมเสียงของประชาชนเข้าสู่สภา โดยเฉพาะคนทำงาน คนรุ่นใหม่ และกลุ่มเปราะบางในเมืองหลวง ที่มักถูกมองข้ามในเชิงนโยบายระดับประเทศ

กระแสตอบรับที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงไม่ใช่เพียงความนิยมชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณว่าประชาชนกำลังมองหา “ทางเลือกใหม่” ที่กล้าพูดความจริง และกล้าเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เริ่มต้นได้ทันที

สวัสดีเช้าวันใหม่วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว

0

https://linevoom.line.me/post/1176861203575981692

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

ราเชน ตระกูลเวียง กับพรรคทางเลือกใหม่จุดยืนการเมืองชัดในยุคความขัดแย้ง กับแนวคิดสร้างความมั่นคงทั้งเศรษฐกิจและสังคม

0

ราเชน ตระกูลเวียง กับพรรคทางเลือกใหม่จุดยืนการเมืองชัดในยุคความขัดแย้ง กับแนวคิดสร้างความมั่นคงทั้งเศรษฐกิจและสังคม

ราเชน ตระกูลเวียง เป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ พรรคการเมืองที่จดแจ้งจัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2561 โดยประกาศยึดหลัก “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นแกนกลางของอุดมการณ์ และแสดงจุดยืนดังกล่าวอย่างเปิดเผยนับตั้งแต่วันก่อตั้งพรรค

จากงานจิตอาสาสู่สนามการเมือง

ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง ราเชนมีบทบาทด้านกิจกรรมสังคมและงานจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง แนวคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อประเทศและการปกป้องสถาบันหลักของชาติ เป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมทัศนคติทางการเมือง และนำไปสู่การตัดสินใจก่อตั้งพรรคการเมืองของตนเอง เพื่อเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่สามารถแสดงจุดยืนได้อย่างตรงไปตรงมา

บทบาททางการเมืองและภาวะผู้นำ

ในฐานะหัวหน้าพรรค ราเชนทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายและเป็นผู้สื่อสารจุดยืนของพรรคต่อสาธารณชน พรรคทางเลือกใหม่เข้าร่วมกระบวนการเลือกตั้งในระบบรัฐสภา มีการเสนอผู้สมัครและแสดงความพร้อมในการทำงานทางการเมือง แม้จะยังไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่ แต่ถูกมองว่าเป็นพรรคที่มีท่าทีชัดและไม่เปลี่ยนไปตามกระแส

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะท้อนลักษณะความเป็นผู้นำของราเชน คือการตัดสินใจถอยจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคชั่วคราว ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในพรรค การตัดสินใจดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง และตอกย้ำแนวคิดว่าผู้นำไม่ควรหลีกเลี่ยงปัญหา

จุดยืนส่วนตัวต่อสังคมและการเมือง

ราเชนแสดงจุดยืนชัดต่อประเด็นการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเห็นว่าสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยต้องดำเนินควบคู่กับความเหมาะสมและความรับผิดชอบต่อสังคม เขามองว่าการอ้างเสรีภาพในลักษณะที่กระทบต่อสถาบันหลักของประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในบริบทสังคมไทย

พรรคทางเลือกใหม่กับแนวคิดเชิงนโยบาย

ในด้านนโยบาย พรรคทางเลือกใหม่พยายามเชื่อมโยงอุดมการณ์ความรักชาติ เข้ากับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงทางสังคม หนึ่งในนโยบายหลักคือ เงินทุนเจ้าบ้าน 36,000 บาท เพื่อกระจายเงินสู่ชุมชนทั่วประเทศ กระตุ้นการใช้จ่ายในร้านค้าท้องถิ่น สร้างการจ้างงาน และก่อให้เกิดการผลิตในระดับฐานราก

นอกจากนี้ พรรคยังเสนอแนวทาง ลดหนี้นอกระบบ ผ่านการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจให้ประชาชน และใช้เงินทุนดังกล่าวเป็นฐานในการ สร้าง SME รายย่อยและผู้ประกอบการชุมชน ช่วยลดการว่างงานและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ในมิติความมั่นคงและสวัสดิการ พรรคทางเลือกใหม่เสนอ เงินผดุงเกียรติทหาร 3,000 บาท เพื่อดูแลทหารผ่านศึก และ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระครอบครัว

ขณะเดียวกัน พรรคยังให้ความสำคัญกับ นโยบายพระและคณะสงฆ์ โดยมองว่าพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานทางจิตใจของสังคมไทย แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมการดูแลสุขภาพพระภิกษุสามเณร โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล การสนับสนุนบทบาทวัดในฐานะศูนย์กลางชุมชนและจิตอาสา รวมถึงการปกป้องสถาบันสงฆ์จากการบิดเบือนหรือแสวงหาประโยชน์ในทางที่ผิด

ความเชื่อมั่นในฐานะทางเลือกทางการเมือง

ราเชนยืนยันว่า พรรคทางเลือกใหม่ไม่ได้ก่อตั้งขึ้นเพียงเพื่อเป็น “ทางเลือก” ในเชิงชื่อ หากแต่ต้องการเป็นทางเลือกที่ประชาชนสามารถพิจารณาได้จริง โดยเชื่อว่าความชัดเจนในจุดยืน ความต่อเนื่องในการทำงาน และความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางการเมือง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถ มั่นใจในตัวราเชน ตระกูลเวียง และทิศทางของพรรคทางเลือกใหม่ ในระยะยาว//

สวัสดีเช้าวันใหม่วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1176852170472742515

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

พรรคทางเลือกใหม่ แสดงความเสียใจต่อเหตุเครนก่อสร้างถล่ม บริเวณถนนพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาคร

0

พรรคทางเลือกใหม่ แสดงความเสียใจต่อเหตุเครนก่อสร้างถล่ม บริเวณถนนพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาคร

จากกรณีเกิดเหตุเครนก่อสร้างถล่มทับรถยนต์ บริเวณหน้าโรงแรมปารีส ถนนพระราม 2 ขาออก ช่องทางด่วน ใกล้สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนที่สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เข้าดำเนินการให้ความช่วยเหลือและควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่เป็นการเร่งด่วน รวมถึงตรวจสอบความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุและประเมินความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

พรรคทางเลือกใหม่ ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอส่งกำลังใจไปยังผู้ประสบเหตุและครอบครัว พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและกำกับดูแลมาตรการด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

ทั้งนี้ พรรคทางเลือกใหม่ขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อรับทราบความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างถูกต้องและเป็นทางการ

ซีอีโอ ทอท.วุ่นไม่จบจนนาทีสุดท้าย ผู้ถือหุ้น AOT ร้องศาลปกครองเบรกเก้าอี้”ปวีณา”

0

แฉหลักฐานขาดคุณสมบัติ-มีลักษณะต้องห้าม ตั้งแต่แรกเข้ารับตำแหน่งใน ทอท.

เส้นทางสู่เก้าอี้ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือ ทอท.ของ “น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์” ยังคงเต็มไปด้วยข้อครหาและข้อร้องเรียนจนถึงนาทีสุดท้าย แม้เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เลขานุการบริษัท ทอท.จะมีหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่าที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)ทอท. มีมติเห็นชอบผลการสรรหาและแต่งตั้งนางสาวปวีณา เป็นผู้อำนวยการใหญ่แล้ว โดยให้เริ่มงานในตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

 

แต่ล่าสุดมีรายงานจากแหล่งข่าวกระทรวงคมนาคมว่า ได้รับสำเนาคำฟ้องจากตัวแทนกลุ่มผู้ถือหุ้น ทอท. ที่ได้ยื่นฟ้องบอร์ด ทอท. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิก เพิกถอนมติบอร์ดที่ให้ความเห็นชอบผลการสรรหานางสาวปวีณาเป็นผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กรณี นางสาวปวีณา มีลักษณะต้องห้ามการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตามระเบียบพนักงานของ ทอท. และ พรบ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 8 ตรี ที่ทำให้ขาดคุณสมบัติที่จะสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ตั้งแต่ต้น
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ถือหุ้นยังได้ร้องเรียนและแนบคำฟ้องศาลฯ ดังกล่าวไปยังประธานบอร์ดทอท.และนายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รองนายกฯและรมว.คมนาคมในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ทอท.ด้วย
โดยระบุว่า การที่ฝ่ายบริหารทอท. และประธานบอร์ด ทอท.ละเลยไม่นำพาต่อข้อร้องเรียนในกรณีดังกล่าวจากผู้ถือหุ้น และรายงานข่าวของสื่อมวลชนที่ชี้ให้เห็นปัญหานี้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่บอร์ดก็ยังคงเดินหน้าเห็นชอบผลสรรหาผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่นั้น ซึ่งหากผลในที่สุด ศาลปกครองเห็นว่า มติบอร์ดทอท.ดังกล่าว “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ก็อาจกระทบเป็นคดีอาญาต่อบอร์ดที่มีมติอย่างละเลยดังกล่าว ว่ามีเจตนาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ทั้งนี้ กรณีปัญหาคือ ตามประกาศการสรรหาผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. คุณสมบัติของผู้สมัครต้องเคยดำรงตำแหน่งในระดับไม่น้อยกว่ารองผู้บริหารสูงสุดขององค์กรที่ผู้สมัครเคยทำงาน ไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยในกรณีนางสาวปวีณา ใช้คุณสมบัติเป็นรองผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ถึงปัจจุบัน แต่อาจเป็นผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัตินี้ เพราะมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. มาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิที่จะสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ได้

เนื่องจากนางสาวปวีณาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันของ บริษัท คอนเน็ก ฟาบริเคชั่น จำกัด ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 022555800091 และบริษัท ฐิติพงศ์ รีเทล จำกัด ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 0225560000858 ตลอดนับสิบปีที่ผ่านมา คู่ขนานกับการเป็นพนักงานและผู้บริหาร ทอท. ในหลายปีที่ผ่านมา จึงทำให้นางสาวปวีณา “มีลักษณะต้องห้าม” และต้องสิ้นสภาพ ในการดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.มาตั้งแต่แรก ตาม พรบ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 8 ตรี ที่กำหนดให้ผู้บริหารนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้นๆ แล้ว ยังต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม (7) ที่ระบุไว้ว่า “ไม่เป็นผู้บริหาร หรือพนักงานของรัฐวิสาหกิจอื่น หรือกิจการอื่นที่แสวงหากำไร”

 

ด้วยเหตุนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นจึงขอให้ รมว.คมนาคม ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ทอท.ให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบคอบในประเด็นดังกล่าว ที่อาจไม่ชอบด้วยระเบียบฯ และกฎหมาย ให้เสร็จสิ้นตามข้อร้องเรียน ก่อนที่จะพิจารณาเสนอ ครม. ให้แต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ต่อไป พร้อมกันนี้ยังมีรายงานว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นยังเตรียมฟ้องต่อศาลอาญาทุจริต เพราะเห็นว่าบอร์ด ทอท. มีเจตนาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการละเลย หรือไม่นำพาตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนมีมติ ตามข้อร้องเรียนของผู้ถือหุ้นดังกล่าว

ซีอีโอ ทอท.วุ่นไม่จบจนนาทีสุดท้าย ผู้ถือหุ้น AOT ร้องศาลปกครองเบรกเก้าอี้”ปวีณา”

0

แฉหลักฐานขาดคุณสมบัติ-มีลักษณะต้องห้าม ตั้งแต่แรกเข้ารับตำแหน่งใน ทอท.

เส้นทางสู่เก้าอี้ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือ ทอท.ของ “น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์” ยังคงเต็มไปด้วยข้อครหาและข้อร้องเรียนจนถึงนาทีสุดท้าย แม้เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เลขานุการบริษัท ทอท.จะมีหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่าที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)ทอท. มีมติเห็นชอบผลการสรรหาและแต่งตั้งนางสาวปวีณา เป็นผู้อำนวยการใหญ่แล้ว โดยให้เริ่มงานในตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

 

 

 

 

 

 

แต่ล่าสุดมีรายงานจากแหล่งข่าวกระทรวงคมนาคมว่า ได้รับสำเนาคำฟ้องจากตัวแทนกลุ่มผู้ถือหุ้น ทอท. ที่ได้ยื่นฟ้องบอร์ด ทอท. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิก เพิกถอนมติบอร์ดที่ให้ความเห็นชอบผลการสรรหานางสาวปวีณาเป็นผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กรณี นางสาวปวีณา มีลักษณะต้องห้ามการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตามระเบียบพนักงานของ ทอท. และ พรบ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 8 ตรี ที่ทำให้ขาดคุณสมบัติที่จะสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ตั้งแต่ต้น
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ถือหุ้นยังได้ร้องเรียนและแนบคำฟ้องศาลฯ ดังกล่าวไปยังประธานบอร์ดทอท.และนายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รองนายกฯและรมว.คมนาคมในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ทอท.ด้วย
โดยระบุว่า การที่ฝ่ายบริหารทอท. และประธานบอร์ด ทอท.ละเลยไม่นำพาต่อข้อร้องเรียนในกรณีดังกล่าวจากผู้ถือหุ้น และรายงานข่าวของสื่อมวลชนที่ชี้ให้เห็นปัญหานี้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่บอร์ดก็ยังคงเดินหน้าเห็นชอบผลสรรหาผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่นั้น ซึ่งหากผลในที่สุด ศาลปกครองเห็นว่า มติบอร์ดทอท.ดังกล่าว “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ก็อาจกระทบเป็นคดีอาญาต่อบอร์ดที่มีมติอย่างละเลยดังกล่าว ว่ามีเจตนาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ทั้งนี้ กรณีปัญหาคือ ตามประกาศการสรรหาผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. คุณสมบัติของผู้สมัครต้องเคยดำรงตำแหน่งในระดับไม่น้อยกว่ารองผู้บริหารสูงสุดขององค์กรที่ผู้สมัครเคยทำงาน ไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยในกรณีนางสาวปวีณา ใช้คุณสมบัติเป็นรองผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ถึงปัจจุบัน แต่อาจเป็นผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัตินี้ เพราะมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. มาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิที่จะสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ได้

เนื่องจากนางสาวปวีณาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันของ บริษัท คอนเน็ก ฟาบริเคชั่น จำกัด ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 022555800091 และบริษัท ฐิติพงศ์ รีเทล จำกัด ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 0225560000858 ตลอดนับสิบปีที่ผ่านมา คู่ขนานกับการเป็นพนักงานและผู้บริหาร ทอท. ในหลายปีที่ผ่านมา จึงทำให้นางสาวปวีณา “มีลักษณะต้องห้าม” และต้องสิ้นสภาพ ในการดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.มาตั้งแต่แรก ตาม พรบ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 8 ตรี ที่กำหนดให้ผู้บริหารนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้นๆ แล้ว ยังต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม (7) ที่ระบุไว้ว่า “ไม่เป็นผู้บริหาร หรือพนักงานของรัฐวิสาหกิจอื่น หรือกิจการอื่นที่แสวงหากำไร”

ด้วยเหตุนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นจึงขอให้ รมว.คมนาคม ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ทอท.ให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบคอบในประเด็นดังกล่าว ที่อาจไม่ชอบด้วยระเบียบฯ และกฎหมาย ให้เสร็จสิ้นตามข้อร้องเรียน ก่อนที่จะพิจารณาเสนอ ครม. ให้แต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ต่อไป พร้อมกันนี้ยังมีรายงานว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นยังเตรียมฟ้องต่อศาลอาญาทุจริต เพราะเห็นว่าบอร์ด ทอท. มีเจตนาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการละเลย หรือไม่นำพาตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนมีมติ ตามข้อร้องเรียนของผู้ถือหุ้นดังกล่าว

สวัสดีเช้าวันใหม่วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 ท้องกินข้าว สมองกินข่าว!

0

https://linevoom.line.me/post/1176843501869273746

Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

 

 

เปิดแล้ว!! วธ.เปิดลงทะเบียนศิลปินทัศนศิลป์หนุนมาตรการลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//วธ.โดย สศร.เชิญชวนศิลปินเจ้าของงานศิลปะด้านทัศนศิลป์มายื่นขึ้นทะเบียนทางเว็บไซต์สศร.ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อรับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี หนุนผลงานศิลปินไทยไปสู่ระดับสากล

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมาย
นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานงานแถลงข่าวการขึ้นทะเบียนศิลปินผู้เป็นเจ้าของงานศิลปะด้านทัศนศิลป์ โดยมีนางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ผู้แทนกรมสรรพากร นายปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ศิลปิน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 1 หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพฯ

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ออกกฎหมายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะและมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้สร้างสรรค์ งานศิลปะและส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ศิลปะของไทยไปสู่ระดับสากล ซึ่งในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดย สศร.ได้ขับเคลื่อนมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะตามนโยบายรัฐบาลโดยเมื่อเร็วๆนี้ได้ดำเนินการออกประกาศสศร.เรื่องการขึ้นทะเบียนศิลปินผู้เป็นเจ้าของงานศิลปะด้านทัศนศิลป์ ซึ่งเป็นไปตามอำนาจในกฎกระทรวง ฉบับที่ 400 (พ.ศ. 2568) ออกความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรและตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 465) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข

ทั้งนี้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ที่กำหนดให้ศิลปินไทยที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรัฐและเป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบุคคลธรรมดาสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีจากการซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทในแต่ละปีภาษี สำหรับการซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๘ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๗๐ โดยต้องเป็นการซื้อจากศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ศิลปินศิลปาธร สาขาทัศนศิลป์ หรือศิลปินที่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม หรือซื้อจากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่จำหน่ายงานศิลปะหรือจัดประมูลงานศิลปะ เฉพาะงานศิลปะที่จัดทำหรือสร้างสรรค์โดยศิลปินข้างต้นเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ใช้สิทธิจะต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป หรือใบรับพร้อมเอกสารแสดงรายละเอียดผลงานศิลปะ เพื่อประกอบการใช้สิทธิทางภาษี

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า ขั้นตอนดำเนินการขึ้นทะเบียนศิลปินผู้เป็นเจ้าของงานศิลปะด้านทัศนศิลป์ตามประกาศสศร.นั้น สศร.ได้เปิดให้ยื่นคำขอในการขึ้นทะเบียนศิลปินฯตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ https://reg.oac.go.th โดยสศร.ได้เปิดให้ศิลปินฯยื่นขึ้นทะเบียนไปจนกว่า สศร.จะออกประกาศเพิ่มเติมซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนศิลปินฯ ที่สศร.จะพิจารณาแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่พิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนศิลปินฯและประกาศรายชื่อศิลปินฯที่ได้รับการขึ้นทะเบียน หลังจากนั้นสศร.จะจัดส่งข้อมูลรายชื่อของศิลปินฯไปยังกรมสรรพากรเพื่อเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลภาษีของกรมสรรพากร เพื่อให้ศิลปินฯได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ภายในงานแถลงข่าวยังมีการเปิดเวทีการเสวนาเพื่อให้ความรู้ในหัวข้อ “มาตรการลดหย่อนภาษี มีผลต่อการส่งเสริมโอกาสในตลาดศิลปะอย่างไร” โดย นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับผู้แทนจากกรมสรรพากร นายปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ และนางสาวสุคนธ์ทิพย์ นาคเกษม ผู้แทนแกลเลอรี ถ่ายทอดข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของมาตรการภาษีในการขับเคลื่อนตลาดศิลปะไทย สอดคล้องกับวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐกับศิลปิน และภาคตลาดศิลปะ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน และนี่คือก้าวสำคัญแห่งพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและศิลปิน เพื่อยกระดับศิลปะของไทยสู่สากล ด้วยความเชื่อมั่นว่า เมื่อศิลปะเบ่งบาน สร้างงาน สร้างคน เศรษฐกิจย่อมมีพลัง ความคิดสร้างสรรค์จะเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญชวนศิลปินเจ้าของผลงานศิลปะด้านทัศนศิลป์
มาขึ้นทะเบียนกับสศร. เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากศิลปินเป็นจำนวนมาก และช่วยขับเคลื่อนงานศิลปะของศิลปินไทยไปสู่ระดับสากล กระตุ้นตลาดงานศิลปะในประเทศไทย ศิลปินสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดของประกาศ สศร. รวมถึงติดตามความคืบหน้าการดำเนินการได้ที่เพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย” นายประสพ กล่าว :Cr;มณสิการ รามจันทร์