วันอังคาร, กรกฎาคม 21, 2026

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยออนไลน์

หน้าแรก บล็อก หน้า 1864

แกนนำ​ 3 นิ้ว​ ร้อง​ ยธ.แก้ปัญหาโควิค​ จี้​”สมศักดิ์” อย่าโทษม็อบนำเชื้อแพร่ในคุก

0

พิมพ์ไทยออนไลน์ // กลุ่มแกนนำ 3 นิ้ว ยื่นร้อง ยธ. แก้ปัญหาโควิด-19 ในเรือนจำ จี้ “สมศักดิ์” อย่าโทษม็อบนำเชื้อแพร่ในคุก

เมื่อวันที่​ 21 พ.ค. 64 ที่บริเวณด้านหน้าอาคารกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.ยธ. พร้อมด้วย นายวัลลภ นาคบัว รองปลัด ยธ. และในฐานะโฆษก ยธ. รับเรื่องจากกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา ,น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา นายเอกชัย หงษ์กังวาน เพื่อเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมแก้ปัญหาโควิด-19 ในเรือนจำ

นายสมยศ กล่าวว่า สืบเนื่องเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยธ. ได้แถลงข่าวถึงสาเหตุการแพร่ระบาดเชื้อโควิดในเรือนจำ มาจากกลุ่มนักโทษการเมือง 7 คน ไม่ให้ความร่วมมือตรวจโควิด เมื่อวันที่ 15 มี.ค.64 ในเวลายามวิกาลนั้นเป็นข้อมูลไม่ครบถ้วนเพราะทุกคนกลัวไม่ได้รับความปลอดภัย รวมทั้ง กรมราชทัณฑ์ยังปฏิเสธว่า น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง ไม่ได้ติดเชื้อโควิดในเรือนจำ ก่อนมาแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว ซึ่งจริงแล้วในทัณฑสถานหญิงกลางมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากแต่กลับถูกปกปิดข้อมูล

นายสมยศ กล่าวอีกว่า วันนี้ในตัวแทนกลุ่มจึงข้อเรียกร้องแก้ปัญหาในเรือนจำ 10 ข้อ คือ 1.ให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์เปิดเผยข้อมูลการแพร่ระบาดอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหากไม่มีข่าวนักโทษแกนนำการเมืองติดเชื้อ สาธารณชนก็จะไม่มีวันทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในเรือนจำ 2.ส่งบุคลากรสาธารณสุขมาช่วยควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อในเรือนจำ ดีกว่าคาดโทษเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ควบคุมนักโทษเพราะได้ทำงานล่วงเวลาและเสี่ยงภัยในการปฏิบัติหน้าที่ 3.ลดความแออัดในเรือนจำ จากจำนวน 3 แสนรายให้เหลือ 2 แสนราย หรือติดกำไลEM ผู้ต้องขังกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการผู้ป่วยจิตเวช รวมทั้ง จ่ายเงินชดเชยเยียวยาผู้ติดเชื้อในเรือนจำ โดยคำนวณตามอัตราประกันภัยทั่วไปจากการโควิด-19 เพราะมาจากความบกพร่องและได้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคของหน่วยงานรัฐ

นายสมยศ กล่าวต่อว่า 4.ให้เปิดเผยความจริงและรายละเอียดการแพร่ระบาดในเรือนจำให้ญาติผู้ต้องขัง และสาธารณชนรับทราบ รวมทั้งจัดให้มีการ สื่อสารเยี่ยมญาติทางออนไลน์ให้นักโทษทุกคน 5.จัดหาวัคซีนให้กับเจ้าหน้าที่และนักโทษโดยเร็ว 6.ประสานงานให้ศาลยุติธรรมให้ประกันตัวผู้ถูกกล่าวหาทุกรายแทนการสั่งคุมขัง ให้ตำรวจทำการสอบสวนตามกระบวนการปกติ หลีกเลี่ยงการขอฝากขัง 7.จัดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับผู้ถูกกักกันโรค เช่น การแจกหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ หรือของใช้จำเป็นสำหรับผู้หญิง คือ ผ้าอนามัยให้เพียงพอ และปรับปรุงคุณภาพอาหาร

“8.กรณีผู้ต้องขังที่ติดเชื้อที่รักษาอยู่ในห้องขังให้ส่งตัวไปรักษายังสถานพยาบาลอื่นๆ เพื่อลดความแออัดของผู้ป่วยในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ 9.จัดการสาธารณูปโภคให้เพียงพอเช่น ไฟฟ้า น้ำประปา และผ้าห่มนอน และ 10.จัดยารักษาโควิดให้เพียงพอกับผู้ป่วยในเรือนจำ รวมทั้งอำนวยความสะดวกการปล่อยตัวนักโทษที่ติดเชื้อและติดตามผลหลังการปล่อยตัวไป” นายสมยศ กล่าว

ด้าน น.ส.วรรณวลี เผยว่า อยากให้ทางเรือนจำได้มีการให้ความรู้แก่ผู้ต้องขังรู้วิธีป้องกันเชื้อโควิดเพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อีกทั้งทราบว่าหน้ากากอนามัยมีไม่พอใช้บางคนต้องนำมาซักและนำกลับมาใช้ใหม่ จึงอยากให้ราชทัณฑ์แจกสิ่งของจำเป็นเพียงพอแก่ผู้ต้องขังทุกคน

ส่วนทาง นายเอกชัย กล่าวว่า ตนเชื่อว่ากรมราชทัณฑ์มีการปกปิดข้อมูลการเสียชีวิตของโควิด เพราะปกติในเรือนจำจะมีการเสียชีวิตจากสาเหตุต่างๆ จึงอยากให้เปิดเผยว่ามีผู้ป่วยหนักหรือน้อยจำนวนเท่าใด นอกจากนี้ อยากให้เปิดเผยผู้ติดโควิดในเรือนจำอื่นๆ นอกเหนือจาก 13 เรือนจำที่มีการเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดเชื้อในเรือนจำคาดว่ามีมานาน แต่ทางกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมกลับไม่นำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้ต้องขังระวังตัว จนเกิดการระบาดเป็นคลัชเตอร์ใหญ่ จากประสบการณ์ที่เคยถูกคุมขัง และรับทราบข้อมูลจากผู้ต้องขังในคดีการเมืองด้วยกัน พบว่าในเรือนจำสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการรักษาผู้ป่วย เนื่องจากยังมีความแออัด

ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจาก นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยธ. เป็นผู้แทนรับเรื่องเพื่อไว้พิจารณาซึ่งมีหลายข้อที่น่าสนใจ ซึ่งตั้งแต่ รมว.ยธ. มารับตำแหน่งได้พยายามแก้ปัญหาในเรือนจำมาตลอด ทั้งเรื่องคุณภาพอาหารหรือลดความแออัด และดูแลผู้ต้องขังที่หลากหลายคดีในภาพรวมไม่ใช่เพราะคดีการเมือง กระทั่งมีการแพร่ระบาดโควิดในเรือนจำ ซึ่งก็ยอมรับในข้อบกพร่องที่ต้องใช้เวลา และที่สำคัญคืองบประมาณการสนับสนุน แต่จะเร่งแก้ไขโดยด่วน

Cr.​:  ทวีศักดิ์​ ชิตทัพ​ ผู้สื่อข่าวพิมพ์ไทยออนไลน์

ผ่าทางตันรถไฟฟ้าสายสีเขียว.. เลิกซื้อเวลา ซุกปัญหาใต้พรม!

0

http://www.natethip.com/news.php?id=3985
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

 

 

 

หนังม้วนเก่า..วาระแห่งชาติแก้ทุจริต ปาหี่ประมูลรถไฟฟ้าสีส้มยังไม่กล้าแตะ

0

http://www.natethip.com/news.php?id=3984
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

 

 

 

ธ.ก.ส.มอบเงินจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

0

http://www.natethip.com/news.php?id=3983
Cr. : ต้นฉบับจาก สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์

(อ่านเพิ่มเติม : ลิ๊งค์เว็บไซต์-เนตรทิพย์ ออนไลน์-ด้านบน)

 

 

 

ผ่าทางตันรถไฟฟ้าสายสีเขียว..เลิกซื้อเวลา ซุกปัญหาใต้พรม!

0

พิมพ์ไทยออนไลน์ // ทำเอาทุกฝ่ายได้แต่ “อึ้งกิมกี่”

กับเรื่องที่ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีออกมา “กระตุกเบรก” การฉีดวัคซีนต้านโควิดแบบ Walk -in หัวทิ่ม ด้วยเกรงผู้ที่เดินทางไปแล้วไม่ได้คิวฉีดจะออกมาโวยวาย จนกลายเป็นความโกลาหล และอาจก่อให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่เอาได้

พร้อมสั่งให้ทุกฝ่ายหุบปาก รอฟังความชัดเจนจาก “ศูนย์บริหารสถานการณ์ไวรัสโควิด”หรือ ศบค.แทน ทำเอาแผนกระจายการฉีดวัคซีนต้านโควิด “วอล์ก-อิน” ที่เจ้ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตีปี๊บมากว่าสัปดาห์ค้างเติ่ง จนลูกพรรค ภท.ออกมาสัพยอกนายกฯ กลัวผู้คนจะติดโควิดทั้งประเทศก่อนได้ฉีด ขณะผู้ที่รอคิวฉีดแบบไม่ต้องลงทะเบียน “หมอพร้อม”(แต่ระบบและวัคซีนไม่พร้อม) ได้แต่นั่งหาวเรอรอเก้อไปตามๆ กัน

พร้อมกับตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้นกับการบริหารจัดการวัคซีนและการสื่อสารของรัฐ เหตุใดถึงเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่านยิ่งกว่าบ้านทรายทองได้เช่นนี้  แล้วอย่างนี้จะไปเพรียกหาความมั่นใจจากประชาชนคนไทยได้อย่างไร ในเมื่อแม้แต่ระดับนโยบายรัฐยังพายเรือคนละทางกันแบบนี้

 

 

 

เช่นเดียวกับเรื่อง “การเจรจาต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว”ให้กับ บมจ.บีทีเอส( BTS) ที่คาราคาซังมากว่าขวบปี นับตั้งแต่รัฐบาล คสช.ของพลเอกประยุทธ์ใช้อำนาจตาม ม. 44 สั่งให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งคณะกรรมการเจรจาสางปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวนี้หลังจาก กทม.ไม่สามารถแบกรับภาระหนี้ค่าก่อสร้างและค่าจ้างบริหารจัดการเดินรถที่มีอยู่กับบริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานได้

นัยว่า เฉพาะหนี้ค้างที่กองอยู่เบื้องหน้าที่ BTS ยื่นโนตี๊สให้ กทม.ต้องจ่ายในเวลานี้ก็ปาเข้าไปกว่า 30,000 ล้านแล้ว  ยังไม่รวมหนี้ก่อสร้างที่จะทยอยครบดิว และค่าจ้างเดินรถรายปีอีกปีละ 6-7,000 ล้านบาท ซึ่งรวมมูลหนี้ที่ กทม.จะต้องแบกรับในระยะ 8-9 ปีข้างหน้า ก่อนสัมปทานเดิมสิ้นสุดลงในปี 2572 เกือบแสนล้านบาทเลยทีเดียว!

แต่เมื่อกทม.และกระทรวงมหาดไทยนำผลเจรจาที่ได้ข้อยุติข้างต้นเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อปลายปี 2563 โดยเสนอให้ต่อขยายสัญญาสัมปทาน BTS ออกไปอีก 30 ปี(ถึงปี 2602 ) เพื่อแลกกับการให้บริษัทเอกชน BTS แบกรับภาระหนี้ทั้งมวลของกทม.ไป รวมทั้งต้องปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า สายสีเขียวลงมาจากที่ต้องจัดเก็บเต็มอัตราศึก 104 บาทตลอดสายเหลือ 65 บาทตลอดสาย( 68.5 กิโลเมตร) ทั้งยังต้องจ่ายสัมปทานให้กับกทม.อีก 200,000 ล้านบาทด้วย ก็กลับถูกกระทรวงคมนาคม และเครือข่ายในภาคประชาชนออกโรงคัดค้าน ตีโพยตีพายไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐจะต่อขยายสัมปทานให้กับ BTS ด้วยข้ออ้างค่ารถไฟฟ้าที่กำหนดไว้สูงเกินไป พร้อมเสนอให้รัฐดำเนินการเอง หรือไม่ก็เปิดประมูลสัมปทานกันใหม่ 

โดยไม่มีการพูดถึงหนี้ค้างที่กองอยู่เบื้องหน้าก่อนสัมปทานสิ้นสุดในปี 72 ร่วมแสนล้านบาทนั้นจะให้ กทม.และรัฐบาลทำอย่างไร? เพราะล่าสุดนั้น ผู้บริหาร บมจ.บีทีเอส “นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา” ที่นอกจากจะยื่นโนตี๊สไปถึงกทม .แล้ว ยังอัดคลิปทวงหนี้รัฐ(กทม.) ผ่านสื่อโซเชียลให้ทั่วโลกได้เห็นด้วยแล้ว ยิ่งกดดัน กทม.หนักยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไม่เคยมีรัฐบาลใดในประวัติศาสตร์ถูกบริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานลุกขึ้นมาทวงหนี้กัน “โจ๋งครึ่ม”ขนาดนี้ อันเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึง Creditability ของรัฐบาลในเวลานี้ได้เป็นอย่างดี

ทำเอาเส้นทางการพิจารณาต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียวค้างเติ่งคาราคาซังมาจนกระท่ังวันนี้ และแม้จะมีการตีแผ่ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่กระทรวงคมนาคมนำมาอ้างอิง เพื่อ”กระตุกเบรก” การพิจารณาต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียวข้างต้น เป็นข้อมูล “ยกเมฆ” ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะแม้แต่รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน และสายสีม่วงของ รฟม.ใต้ชายคาที่ไปว่าจ้างบริษัทรับเหมายักษ์ บมจ.บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้า (BEM) เดินรถให้ก็ยังกำหนดอัตราค่าโดยสารเอาไว้สูงลิบลิ่วสูงกว่ารถไฟฟ้า สายสีเขียวเสียอีก ทั้งที่รัฐบาลได้จ่ายค่าก่อสร้างงานโยธาและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้หมดแล้ว 

แต่กระนั้น ดูเหมือนข้อมูลทั้งหลายทั้งปวงที่สื่อและนักวิชาการร่วมกันตีแผ่ออกมาชัดซะยิ่งกว่า “แป้ง”ข้างต้น กลับไม่ทำให้รัฐบาล และโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจะได้ตัดสินใจอะไรลงไป ได้แต่ “ซื้อเวลา-ซุกปัญหาใต้พรม” เอาไว้อย่างนั้น จนทำเอา กทม.กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เพราะยิ่งทอดยาวออกไป กทม.ก็ยิ่งแบกรับภาระหนี้และดอกเบี้ยค้างบานตะไทหนักเข้าไปอีก

 คงได้แต่ฝากแง่คิดให้ “นายกฯลุงตู่” ที่เวลานี้คงกำลังสาละวนอยู่กับ “วิกฤตไวรัสโควิด” และการบริหารจัดการในเรื่องวัคซีนจนแทบไม่เป็นอันได้คิดอะไรอีก ก็ไหนลูกพรรคพปชร.เคยโอ่นักโอหนาว่ารัฐบาลของฯพณฯท่านนายกฯลุงตู่ของเรานั้น  ทำงานหนักยิ่งกว่ารัฐบาลชุดไหน ๆ ในประวัติศาสตร์ตัวนายกฯมีการตัดสินใจเฉียบคม เด็ดขาด ยึดมั่นผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง จนถึงขนาดที่มีการเปรียบเปรยและยกย่อง “นายกฯลุงตู่” เทียบชั้น “วินสตัน เชอร์ชิลด์” อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในยุคสงครามโลกครั้งที่สองกันเลยทีเดียว

แล้วเหตุใดกลับจะมา “บ้อท่า” แค่จะขี้ขาดว่าจะเอาอย่างไรกับสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียว ที่กรุงเทพมหานคร(กทม.)และกระทรวงมหาไทย ตั้งแท่นให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)ชี้ขาดว่าจะต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BTSC หรือ “ล้มกระดาน” เปิดประมูลหาเอกชนรายใหม่เข้ามารับสัมปทานกันดี!

เพราะอย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ยิ่งซื้อเวลาก็ยิ่งจะทำให้ผู้คนอิดหนาระอาใจ จนพลอยจะคิดว่ารัฐบาลชุดนี้บ่มี “น้ำอิ๊ว” เอาได้  ก็ในเมื่อนายกฯกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวริบอำนาจตามกฎหมายทั้งหลายทั้งปวงมาอยู่ในมือตนเอง เพื่อให้การบริหารจัดการฉับไว มีประสิทธิภาพ และความเป็นเอกภาพ ก็สมควรจะได้แสดงให้เห็นความเด็ดเดี่ยว ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหารถไฟฟ้า สายสีเขียวที่ว่านี้ด้วย

หาไม่แล้ว การซื้อเวลา-ซุกปัญหาใต้พรมที่ว่านี้ สุดท้ายจะกลายเป็น”หนามยอกอก”ที่แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลเองนั่นแหล่ะจะโยนขี้ว่า เป็นความรับผิดชอบของนายกฯคนเดียวที่ทำให้ประชาชนคนกรุงฝันค้างหรือต้องจ่ายค่าโดยสารแพงระยับ เหมือนดั่งที่กำลังมีความพยายามจะโยนภาระ รับผิดชอบเรื่องการบริหารวัคซีนนี้ให้นายกฯคนเดียวรับไปเต็มๆ 

ไม่รักใคร่ชอบพอกัน คงไม่กล้าเตือนกันตรงๆ ขนาดนี้หรอก “ลุงตู่”จริงไม่จริง!

 

 

 

 

เดอะไนน์ฯติวานนท์ ยินดีต้อนรับ ศูนย์อาหารฯจากร้านดังในตำนาน

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//นายวิศาล สิปิยารักษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายบริหารพื้นที่เช่าและผู้เช่าสัมพันธ์ และรองกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วย นางสาวจรูญรัตน์ สาลี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เดอะไนน์ ติวานนท์ จำกัด (ที่ 2 จากซ้าย) และคณะผู้บริหาร ร่วมแสดงความยินดีแก่ นายศตวรรษ หลักแหลม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายธุรกิจศูนย์อาหาร บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) (ที่ 4 จากซ้าย) ในโอกาสที่ ศูนย์อาหาร ฟู้ด เลเจ้นด์ส บาย เอ็มบีเค (Food Legends By MBK) พร้อมเปิดให้บริการเป็นวันแรก บริเวณ ชั้น 1 ศูนย์การค้า เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ เมื่อวันก่อน :Cr;มณสิการ รามจันทร์

 

ชี้พิกัดร้านเฟอร์นิเจอร์สุดเก๋&ของแต่งบ้านช่วง WFH @พาราไดซ์ พาร์ค

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ Work From Home อยู่บ้านนาน ๆ อาจจะเบื่อกับบรรยากาศแวดล้อมเดิม ๆ ภายในบ้าน งานนี้อยากลุกขึ้นมาแปลงโฉมบ้านสักหน่อย วันนี้พาไปส่องแหล่งเฟอร์นิเจอร์ที่สวย ๆ ชิค ๆ มีเลือกหลายหลายสไตล์ กว่า 40 ร้าน ที่เป็นการจับมือกันระหว่าง พาราไดซ์ พาร์ค ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค กับ สมาคมเฟอร์นิเจอร์ไทย ร่วมกันสนับสนุนในการนำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากดีไซน์เนอร์ไทยคุณภาพดี ให้มารวมตัวกันที่ โซน Furniture Paradise ชั้น 2 พาราไดซ์ พาร์ค เรียกว่ามาซื้อของแต่งบ้านที่นี่มีหมด ครบทุกสไตล์ จบที่เดียวเริ่มต้นที่สาวกเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ชื่นชอบความทันสมัยเหมือนรีสอร์ท ต้องมา ร้าน DEESAWAT แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทยที่มีประสบการณ์ด้านการทำเฟอร์นิเจอร์ไม้มากว่า 40 ปี โดยเฉพาะงานประเภท เฟอร์นิเจอร์สนาม (Outdoor Furniture) หลายคนคิดว่า เฟอร์นิเจอร์สนาม (Outdoor Furniture) เหมาะที่โรงแรมหรือรีสอร์ทหรือเปล่า ต้องบอกว่าไม่ เพราะแบรนด์นี้ดีไซน์ที่เน้นความเป็นไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่มากขึ้น แต่ละชิ้นที่ออกแบบมา ใช้งานได้จริง ให้ฟิลอบอุ่น สามารถวางในบ้านได้หลายมุม จะตั้งในบ้านหรือนอกบ้านได้หมด ไม่ว่าจะเป็น “ชุดโต๊ะพร้อมม้านั่งยาวและเก้าอี้ไม้ระแนง” ยิ่งตั้งบริเวณสวนนอกบ้าน เป็นอีกมุมพักผ่อนมีสไตล์ โดยเฉพาะยิ่งช่วงนี้ทานข้าวที่บ้านน่าจะดีที่สุด และถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการทานข้าวกับครอบครัวในช่วงหยุดสุดสัปดาห์อีกด้วย นอกจากนี้ “ชุดโซฟาไม้พร้อมเบาะ” ดูเก๋ไม่เบา เพิ่มบรรยากาศบ้านให้มีสไตล์ยิ่งขึ้น สำหรับใครที่ Work From Home ทำงานอยู่หน้าคอมพ์ หรือประชุมทั้งวัน ลองแว้บมาเปลี่ยนอิริยาบท ผ่อนคลายสักนิด กับ “โซฟากลมหวายเทียม” บอกเลยว่า นอกจากดีไซน์สวย ทนทาน แล้วนั่งแล้วสบายจริง จนแทบไม่อยากลุกส่วนใครที่ชอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ไสตล์มินิมอลเข้ากับตกแต่งบ้านเทรนด์ปัจจุบัน ร้าน BENJA อีกแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทยที่น่าสนใจไม่แพ้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์นอกเลย แต่ละชิ้นผลิตโดยช่างฝีมือที่มีประสบการณ์ยาวนานในการผลิตงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ ทำให้มีความโดดเด่น ทั้งในด้านคุณภาพ และความสวยงาม ประยุกต์ให้เข้ากับสมัยนิยม และสถานการณ์ตอนนี้ที่ยังคง Work From Home ยาว ๆ หรือบางครอบครัวคุณลูก ๆ ต้องเริ่มเรียนออนไลน์กันแล้ว อาจจะเริ่มมองหาโต๊ะและเก้าอี้ ดี ๆ นั่งสบาย ขอแนะนำ “ชุดโต๊ะเก้าอี้ทำงานไม้” ที่โดดเด่นด้วยการเล่นสนุกกับความโค้งมนของไม้ เต็มด้วยความทันสมัย ไม่ใช่แค่สวยแต่รูป แต่ใช้งานได้จริง ยิ่งเพิ่มบรรยากาศทำงานของคุณ หรือคุณลูก ๆ ในทุก ๆ วันหรืออยากเพิ่มบรรยกาศการทุกช่วงเวลาที่อยู่บ้าน โดยเฉพาะการทานอาหาร กับ “ชุดโต๊ะทานอาหารมน” อีกหนึ่งงานที่ออเดอร์เยอะในช่วงนี้ ด้วยการออกแบบที่ดูดีมีดีเทลล้วยังที่เหมาะกับพื้นที่บ้านจำกัด หรือคอนโด เป็นต้น และสามารถปรับจำนวนที่นั่งเข้ากับจำนวนสมาชิกในบ้านอีกด้วย

ต่อกันร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้ ที่มีสินค้าโดดเด่นอีกจำนวนมากมาย อย่าง ร้าน Interwood Timber ที่มีการนำเข้าไม้ธรรมชาติจากหลายประเทศมาแปรรูปเพื่อใช้ทำงานโครงสร้างและงานตกแต่งต่าง ๆ ตอนนี้เฟอร์นิเจอร์มาใหม่ ที่กำลังมาแรงในช่วงที่หลายคนต้องอยู่บ้านมากขึ้น กับ “LOFA DAYBED” โซฟานอนแบบใหม่สุดเก๋ เน้นตอบโจทย์คนที่ชอบตกแต่งบ้านสไตล์สไตล์มินิมอล เพิ่มมุมบ้านให้ดูมีลูกเล่นมากขึ้น หรือตกแต่งห้องที่มีพื้นที่จำกัดนี่เป็นแค่ไอเดียสินค้าเฟอร์นิเจอร์บางส่วนที่มาแนะนำในช่วง Work From Home ถ้าอยากเห็นสินค้าจริง ๆ แวะมาชม มาเลือกซื้อ หรือจะมาสอบถามกันได้ที่ โซน Furniture Paradise ชั้น 2 พาราไดซ์ พาร์ค เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 10.30 น. – 21.00 น. และ เสาร์–อาทิตย์ เวลา 10.00 น. – 21.00 น. ที่สำคัญหากคุณแวะมาชมสินค้าแล้วอาจเปลี่ยนความคิดที่ว่า เฟอร์นิเจอร์ ส่วนใหญ่มักจะราคาแพง เพราะที่นี่ นอกจากสินค้าดีไซน์สวย คุณภาพดี มีรสนิยม ราคาจับต้องได้ แอบกระซิบว่าแต่ละร้านเขามีโปรโมชั่นสลับกันไป ในทุก ๆ เดือน อีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285 พร้อมติดตามกิจกรรม และโปรโมชั่นดี ๆ ของศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค ได้ที่ www.paradisepark.co.th หรือเฟซบุ๊กเพจ Paradise Park อินสตาแกรม paradisepark_th และยูทูป paradiseparkchannel :Cr;มณสิการ รามจันทร์

 

MBK หนุนหน่วยงานภาครัฐนำรถพระราชทานตรวจโควิด-19 แก่ประชาชน

0

พิมพ์ไทยออนไลน์//เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ สนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ สร้างความมั่นใจร้านค้า ผู้มาใช้บริการ ร่วมกับสำนักงานเขตปทุมวัน ศูนย์บริการสาธารณสุข 5 จุฬาลงกรณ์ พร้อมด้วยสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง นำรถพระราชทานตรวจโควิด-19 ให้บริการประชาชน  ณ บริเวณลานเอ็ม บี เค อเวนิว ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ทั้งนี้เป็นความร่วมมือกันของสำนักงานเขตปทุมวัน กับ ศูนย์บริการสาธารณสุข 5 จุฬาลงกรณ์ และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) นำรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย พระราชทานให้บริการตรวจคัดกรองหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ด้วยวิธีการ SWAB แก่ประชาชนในพื้นที่เขตปทุมวัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ในการสนับสนุนพื้นที่ โดยมี นางมาศวัลย์ ปิ่นสุวรรณ ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน แพทย์หญิงจิรวัฒน์ องค์พิพัฒนกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข 5 จุฬาลงกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการให้บริการ นายสาธิต สายศร รองกรรมการผู้อำนวยการสายปฏิบัติการ นายวิศาล สิปิยารักษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายบริหารพื้นที่เช่าและผู้เช่าสัมพันธ์ และ รองกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาด นางสาวอรวรรณ จึงประเสริฐศรี ผู้อำนวยการฝ่ายบริการ และ นางสาวศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ และ อำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานและประชาชนที่มารับบริการ โดยมีประชาชนทั่วไป พนักงาน และผู้ประกอบการร้านค้า ให้ความสนใจเข้ารับการตรวจจำนวน 1,027 คน ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
สำหรับศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ประกอบด้วย เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ พาราไดซ์ พาร์ค พาราไดซ์ เพลส เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 และ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ศูนย์การค้าน้องใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้บริการ ยึดมั่นและดำเนินตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ปฎิบัติภายใต้ 3 มาตรการหลัก คือ คัดกรอง ป้องกัน ปลอดภัย ที่มีความสอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ของผู้คนในสังคม เพื่อสร้างความมั่นใจในการให้บริการและความปลอดภัยขั้นสูงสุดให้กับผู้มาใช้บริการ พนักงาน และผู้ประกอบการร้านค้า อาทิ การทำความสะอาดอย่างเข้มข้นทุกจุดสัมผัส การฉีดพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและอบโอโซนทั่วทุกพื้นที่ภายในศูนย์ฯ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ในส่วนของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ยังได้มีการลงทุนติดตั้งนวัตกรรมฆ่าเชื้อด้วยแสง UVC ที่เครื่องปรับอากาศส่วนกลางภายในศูนย์ฯทุกเครื่อง และระบบกรองอากาศ HEPA Filter ทั่วอาคารเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์หมุนเวียนตลอดเวลา
ขณะเดียวกัน เอ็ม บี เค มีนโยบายดูแลสังคมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 อาทิ ร่วมบริจาคเงิน น้ำดื่มMBK และ ข้าว มาบุญครองให้กับโรงพยาบาลสนาม หน่วยงานราชการ ชุมชน รวมถึงสนับสนุนพื้นที่ในการสร้างงานสร้างอาชีพช่วยเหลือภาคประชาชนและหน่วยงานกลุ่มต่าง ๆ อาทิ ผู้ด้อยโอกาส เกษตรกร สื่อมวลชน มัคคุเทศก์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด -19
เอ็ม บี เค ขอยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย ผู้ประกอบการร้านค้า พร้อมส่งกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ร่วมกันแก้ไข ป้องกัน การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด – 19 ตลอดจนประชาชนชาวไทย เพื่อร่วมกันก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน:Cr;มณสิการ รามจันทร์

กรมบังคับคดี​ไกล่เกลี่ยขายทอดตลาด​ข้อพิพาทชำระหนี้ได้

0

พิมพ์ไทยออนไลน์​// “กรมบังคับคดีแนะลูกหนี้ขอไกล่เกลี่ยกทรขายทอดตลาด​ ข้อพิพาทเพื่อเจรจาตกลงเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ได้

จากกรณี​ทีา​ นายวิเชียร ยอรัมย์ ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับความเดือดร้อน บ้านที่อาศัยอยู่ถูกยึดและอาจถูกขายทอดตลาด เนื่องจากครอบครัวลำบากไม่สามารถชำระหนี้ตามข้อตกลงได้ นั้น
เมื่อวันที่​ 21พ.ค.64 นางอรัญญา ทองน้ำตะโก อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดวิเชียรบุรี หมายเลขแดงที่ ผบ.3533/2563 ระหว่างบริษัท พระนคร ยนตรการ จำกัด โจทก์ นายชูชัย ยอรัมย์ ที่ 1 นายไพฑูรย์ ยอรัมย์ ที่ 2 จำเลย โดยโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 18931 ต.กันจุ อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ มีชื่อนายฉัตรชัย ยอรัมย์ ผู้ถือกรรมสิทธิ์และในฐานะผู้รับมรดกของนายไพฑูรย์ ยอรัมย์ จำเลยที่ 2 ในที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์ ต่อมานายชูชัย ยอรัมย์ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และสามารถตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 1 ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 4, 000 บาท ภายในวันที่ 6 มิถุนายน 2564 ส่วนที่เหลือจะผ่อนชำระภายใน.18 เดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 4, 000 บาท
เจ้าพนักงานบังคับคดีได้งดการบังคับคดีไว้ 3 เดือนตามคำขอของโจทก์แล้ว แต่หากนายวิเชียร์ ยอรัมย์ บุตรของจำเลยที่ 2 เกรงว่าจะไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ก็สามารถให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้อีก ซึ่งหากเจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถเจรจาตกลงเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ได้ และมีการชำระหนี้ครบตามข้อตกลงก็จะไม่ต้องขายทอดตลาดบ้านและที่ดินที่ยึดไว้
กรมบังคับคดี ๐ ๒๘๘๑ ๔๙๙๙ หรือสายด่วนกรมบังคับคดี ๑๑๑๑ กด ๗๙ เว็บไซต์ www.led.go.th

Cr.​: ทวีศักดิ์​ ขิตทัพ​ ผู้สื่อข่าวพิมพ์ไทยออนไลน์