หนังสือพิมพ์, หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย, พิมพ์ไทยออนไลน์, สำนักข่าว, สำนักข่าวพิมพ์ไทยออนไลน์, ข่าวพิมพ์ไทย, pimthai, สื่อมวลชน, สทช, ส.ท.ช., เครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ, ยื่นหนังสือ, ปูนทีพีไอ, TPI, polene, ณัชพล, โรจน์ถาวร, สหภาพ, แรงงาน, ข่าวแรงงาน, ข่าวสหภาพ
ทีพีไอ
วันที่

เว็บวัดท่าซุง
ต้านทุรจิต กับ ส.ท.ช.
เรื่องผีๆกฏของกรรม



สาระน่ารู้

"ผู้หญิงกระพริบตามากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า..ปิ๊งๆ "

Thai WikiPedia


หมวดหมู่ :: สกู๊ปเด่นประจำสัปดาห์ส่งข่าวนี้ให้เพื่อน
นิทานอีสป 2019 การทูตโง่ๆ กับจิงโจ้เจ้าเล่ห์

อัฟเมื่อ วันที่ 09 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา : 09:17:24
นิทานอีสป 2019 การทูตโง่ๆ กับจิงโจ้เจ้าเล่ห์

         พิมพ์ไทยออนไลน์ // “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ...”

        น่าจะเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพเผือกร้อนระดับโลกในมือ “รัฐบาลลุงตู่ - พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในกรณีศึกแย่งตัว “นายฮาคีม อาลีโมฮัมเหม็ด อาลี อัล โอไรบี” นักฟุตบอลชาวบาห์เรน ระหว่างรัฐบาล “ออสเตรเลีย” และ “บาห์เรน” หลังถูกทางการไทยจับกุมตัวระหว่างเดินทางมายังประเทศไทย ตามหมายจับของอินเตอร์โพล ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2561

        “นายฮาคีม” วัย 25 ปี ถูกจับตามหมายแดงของตำรวจสากล (Interpol) ขณะที่เขาและภรรยาได้เดินทางมาฮันนีมูน ณ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ซึ่งเป็นการออกนอกประเทศออสเตรเลียครั้งแรก หลังขอเป็นผู้ลี้ภัยไปยังประเทศออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2560 ขณะเดียวกันทางรัฐบาลบาห์เรนได้ร้องขอให้ไทยส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่บ้านเกิด เรื่องก็เลยชุลมุนวุ่นวาย

        การจับกุมนายฮาคีมของไทยมีจุดเริ่มต้นจากการที่ตำรวจสากลของออสเตรเลีย เป็นฝ่ายแจ้งเตือนเรื่อง นายฮาคีมเดินทางมายังไทยโดยไม่ทราบว่ามี “หมายแดง” ค้างอยู่ กระทั่งมีการจับกุมและเป็นจุดเริ่มต้นกระแสเรียกร้องผ่านแฮชแท็กสั่นสะเทือนประเทศไทย #SaveHaekeem และติดอันดับ 1 ของบัญชีทวิตเตอร์ เพราะหวั่นวิตกว่ารัฐบาลไทยจะส่งตัวนายฮาคีมกลับไปยังบ้านเกิดหลังได้รับการขอตัวจากรัฐบาลบาห์เรน ซึ่งสามารถคาดเดาชะตากรรมได้ว่า สุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร จากนั้นก็ขยายวงเลยเถิดไปเป็น #BoycottThailand ก่อนพลิกกลับเป็น #savethailand เนื่องด้วยมี “ข้อมูลใหม่” อันน่าเชื่อถือว่า เป็น “ความผิดพลาด” ของรัฐบาลออสเตรเลียเอง

        คำถามก็คือ งานนี้รัฐบาลออสเตรเลียมี “วาระซ่อนเร้น” กับ “ไทย” หรือกับ “บาห์เรน” หรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นที่สังคมกำลังตั้งสงสัยว่ารัฐบาลออสเตรเลีย “ตั้งใจ” ให้นายฮาคีมถูกจับในประเทศไทยหรือไม่ หรือมีผลประโยชน์อะไรที่ไม่ลงตัวของสองประเทศ

        -1-
         สำหรับความเป็นมาของนายฮาคีม ก่อนได้สถานะเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศออสเตรเลีย คงต้องย้อนกลับในช่วงเหตุการณ์ที่กลุ่มประเทศอาหรับทั้งในแอฟริกาและเอเชียต่างลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลของตัวเอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อาหรับสปริง” รวมทั้งประเทศบาห์เรนของนายฮาคีม

         ทั้งนี้ รัฐบาลบาห์เรนระบุว่า นายฮาคีมอยู่ในเหตุการณ์ประท้วงดังกล่าว พร้อมตั้งข้อหาหนัก 4 ข้อหาคือ ลอบวางเพลิง, ชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมายมากกว่า 5 คน ,ครอบครองวัตถุไวไฟ และทำรถยนต์ผู้อื่นเสียหาย ซึ่งนายฮาคีมได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยให้การว่า ช่วงเกิดเหตุนั้นกำลังแข่งขันฟุตบอลอยู่ต่างประเทศและมีการถ่ายทอดสดตลอดเกม มีเพียงน้องของเขาเท่านั้นที่ได้เข้าร่วมในเหตุการณ์อาหรับสปริง

        นายฮาคีมอ้างว่า เขาถูกจับ โดนซ้อมและทรมานอย่างหนัก พร้อมถูกขู่ทำร้ายร่างกายว่าจะไม่สามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีก ทางครอบครัวของฮาคีมได้ประกันตัวเขาออกมาสู้คดีหลังถูกขังมา 3 เดือน

        หลังถูกปล่อยตัว นายฮาคีมได้เดินสายเตะบอลในต่างประเทศอีกครั้ง ระหว่างนั้นศาลกลับมีคำสั่งจำคุกฮาคีม 10 ปี เขาจึงหนีออกนอกประเทศเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเรื่องขอลี้ภัยไปยังประเทศออสเตรเลีย และตัดสินใจไม่กลับบาห์เรนอีก ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียใช้ระยะเวลาตรวจสอบนานกว่า 3 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าฮาคีมไม่ได้มีความผิด จนกระทั่งปี 2560 นายฮาคีมได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาล ออสเตรเลีย และสามารถลงเล่นฟุตบอลให้กับทีมพาสโคเวลเอฟซี เมืองเมลเบิร์น

        ต่อมา 27 พ.ย. 2561 นายฮาคีมเดินทางมาฮันนีมูนที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นการออกนอกประเทศออสเตรเลียครั้งแรก โดยทางการออสเตรเลียยืนยันว่า สามารถเดินทางได้ทั่วโลกยกเว้นประเทศบาห์เรน แต่สุดท้ายเขากลับถูกทางการไทยจับกุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้แจ้งการเดินทางมาประเทศไทยของนายฮาคีมเอง

        จากนั้น เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2561 สำนักงานอัยการสูงสุดรับเรื่องร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากบาห์เรน ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำเนินการยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญา ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551

        สรุปง่ายๆ คือทางการไทยจับกุม นายฮาคีมด้วยการอ้างอิงหมายแดงของตำรวจสากล และรับรู้การเดินทางเข้ามายังประเทศไทยจากการแจ้งของรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งออสเตรเลียอ้างว่า ไม่รับรู้เรื่องหมายแดงของนายฮาคีมมาก่อน ทั้งๆ ที่เป็นระบบสากลที่ทุกประเทศต้องตรวจสอบก่อนอยู่แล้ว โดยเฉพาะตัวนายฮาคีมที่มีความสุ่มเสี่ยง กระทั่งต่อมาออสเตรเลียขอถอนให้กลายเป็นโมฆะเพราะขัดกับหลักมนุษยชน อีกทั้งนายฮาคีมได้รับสถานะลี้ภัยจากประเทศออสเตรเลียแล้ว

        อย่างไรก็ตาม ระหว่างนายฮาคีมถูกคุมขัง มีความเคลื่อนไหวทั้งจากรัฐบาลและแวดวงนักกีฬาฟุตบอลออสเตรเลีย รวมถึงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวนายฮาคีม และส่งตัวกลับไปยังออสเตรเลีย โดยให้เหตุผลว่า นายฮาคีม เป็นผู้ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการแล้ว หากไทยพิจารณาส่งตัว นายฮาคีมกลับไปยังบาห์เรน อาจทำให้เขาตกอยู่ในอันตรายได้ และนั่นได้ก่อให้เกิดกระแสในโซเชียลมีเดีย #SaveHakeem กดดันไทยพร้อมกับระบุถึงสิ่งที่ทางการไทยควรทำคือ ปล่อยตัวนายฮาคีมทันที

        “ในนามสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ทราบดีอยู่แล้วว่าคุณฮาคีม อาลี โมฮัมเหม็ด อาลี อัลโอไรบี ( Hakeem al-Araibi) อาศัยอยู่ที่ในประเทศออสเตรเลียมาตั้งแต่ปี 2557 ในห้วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลบาห์เรนไม่เคยแสดงความพยายามหรือแจ้งรัฐบาลออสเตรเลียแม้แต่ครั้งเดียวว่าต้องการตัวฮาคีมกลับประเทศ แต่ทันทีที่ฮาคีมและภรรยาเดินทางมาฮันนีมูนที่ประเทศไทย รัฐบาลบาห์เรนได้ประสานมาที่รัฐบาลไทยอย่างเร่งด่วน เพื่อขอให้ควบคุมตัวฮาคีมและดำเนินการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับประเทศบาห์เรนทันที

        “การกระทำของรัฐบาลบาห์เรน ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่ลำบากมาก ซึ่งจริงๆ แล้วปีนี้เป็นปีที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนชาวไทยและประเทศไทย รัฐบาลออสเตรเลียต้องการให้ฮาคีมกลับไปประเทศออสเตรเลีย เพราะเขาเป็นผู้ลี้ภัย และเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรที่ประเทศออสเตรเลียโดยเร็วที่สุด ฮาคีมเป็นนักฟุตบอลที่รักของแฟนคลับฟุตบอลทีมพาสโคเวลในออสเตรเลียซึ่งเขาเป็นทำสัญญาเป็นนักเตะตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จึงหวังว่าฮาคีมจะได้กลับไปหาครอบครัวและภรรยาของเขาในเร็ววัน”

        นายสกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้ส่งจดหมายถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย สรุปใจความได้ว่า “ต้องการให้ทางประเทศไทยนั้นปล่อยตัว ฮาคีม เพื่อกลับไปหาภรรยาและเล่นฟุตบอลสโมสรในประเทศออสเตรเลียดังเดิม”

        ขณะที่ ฮิวแมนไรท์ วอทช์ ออกมาเคลื่อนไหวว่าหากประเทศไทยส่ง ฮาคีม กลับไปยังประเทศบาห์เรน ประเทศไทยอาจต้องเผชิญแรงกดดันจากทั่วโลกและถูกคว่ำบาตรในการแข่งขันฟุตบอลปี 2022 ดังนั้นประเทศไทยควรพิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องนี้ รวมถึงสโมสรฟุตบอล และนักฟุตบอลทั่วโลกต่างก็ออกมาเรียกร้อง สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ ฟีฟ่า ได้ทำหนังสือส่งถึงประเทศไทยให้ปล่อยตัวฮาคิมเช่นกัน ซึ่งจะว่าไปก็เป็นการเรียกร้องที่เลยเถิดอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการนำกีฬาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเกมการเมืองระหว่างประเทศ

         ล่าสุด 4 ก.พ. 2562ศาลอาญาได้เบิกตัวนายฮาคีมเพื่อสอบปากคำ โดยนายฮาคีมให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดและไม่ยินยอมกลับไปที่บาห์เรน ศาลจึงมีคำสั่งให้นายฮาคีมและทนายของเขายื่นคำคัดค้านคำฟ้องเข้ามาภายในวันที่ 5 เม.ย. 2562และนัดตรวจสอบพยานอีกครั้งในวันที่ 22 เม.ย.2562

          “เรายังไม่ได้ส่งตัวไป เพราะเรื่องอยู่ในกระบวนการของศาล ต้องใช้เวลา และระหว่างนี้ ยังมีทางออกอีกทางหนึ่งหากประเทศออสเตรเลียกับบาห์เรนคุยกัน เรายินดีช่วยให้เกิดความสะดวก เพราะไทยเป็นฝ่ายรับรู้และควบคุมตัวอยู่ ซึ่งหากตกลงกันได้ เช่น ส่งไปประเทศที่ 3 ก็จะทำให้เรื่องง่ายขึ้น เรื่องนี้มีทางออก เพียงแต่เจ้าของเรื่องเขาหันหน้าคุยกัน”นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสคัดค้านส่งตัวนายฮาคีม ที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากประเทศออสเตรเลีย กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน

        -2-
        อย่างไรก็ดี เมื่อวิเคราะห์ความยากลำบากที่ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการจับกุม “นายฮาคีม” อยู่ในขณะนี้นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจาก “ความทะเล่อทะล่า” ที่ทางการไทยไปรับเผือกร้อนมาตั้งแต่ต้น โดยไม่ได้ตรวจสอบ “สถานะ” ของนายฮาคีมให้รอบคอบเสียก่อน

         เรียกว่าตรงกับสุภาษิตไทย “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ” เป๊ะ เพราะไม่ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการจับกุม “นายฮาคีม” เลยแม้แต่เพียงนิดเดียว มีแต่ “เสียกับเสีย”ประการเดียวเท่านั้น

        ที่สำคัญกรณีของ “นายฮาคีม” ทำให้ไทยเสียรังวัดทางการต่างประเทศครั้งใหญ่ เพราะเรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังเดินเกมพลาด สู้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทำเป็นไม่รู้ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหาแล้ว

        ขณะที่ตัวนายฮาคีมเองก็ชะล่าใจด้วยมั่นใจว่าจะไม่มีอะไร ดังที่เขาเปิดเผยว่า “ก่อนมาไทยเขาได้ถามเจ้าหน้าที่รัฐบาลออสเตรเลียแล้วว่าถ้ามาไทย จะปลอดภัยหรือไม่ และได้รับแจ้งว่า น่าจะเป็นเช่นนั้น” ทั้งๆ ที่ถ้าจะรอจนได้ “สัญชาติออสซี่” ก็ใช้เวลาอีกไม่กี่มากน้อย แต่ก็ต้องมาซวยเพราะความห่วยของรัฐบาลออสเตรเลียที่ดันไปแจ้งการเดินทางของนายฮาคีมให้ไทยได้รับทราบ

         อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของ “ทูตดอน” ได้ออกคำแถลงเรื่องนายฮาคีมกับปัญหาระหว่างออสเตรเลียกับบาห์เรน ดังนี้

        หนึ่ง-ประเทศไทยไม่รู้จักนายฮาคีม ไม่มีอคติต่อตัวบุคคลและคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการมาไทยจนถูกจับกุมของนายฮาคีม หากไม่ใช่อินเตอร์โพลของออสเตรเลียที่ได้แจ้งเตือนเรื่องหมายแดงของนายฮาคีมแต่แรก ซึ่งไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอน คือ ให้จับเพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน และหากทางการบาห์เรนไม่ได้มีคำร้องขออย่างเป็นทางการจากรัฐบาลให้จับกุมนายฮาคีมและส่งผู้ร้ายข้ามแดน

        สอง-ทางการออสเตรเลียใช้เวลาหลายวันหลังจากที่นายฮาคีมเดินทางถึงไทยในการแจ้งการยกเลิกหมายแดงของตน ซึ่งในขณะนั้นกระบวนการทางกฎหมายในไทยได้เริ่มขึ้นแล้วและไม่สามารถย้อนกลับได้

        สาม-ขณะนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว ในการเดินตามขั้นตอนของกฎหมาย ฝ่ายบริหารไม่สามารถแทรกแซงฝ่ายตุลาการได้ซึ่งเป็นหลักสากลและเชื่อว่าออสเตรเลียก็ยึดถือหลักการนี้เช่นเดียวกัน

        สี่-ขออย่าได้ด่วนสรุปว่าไทยจะส่งตัวนายฮาคีมให้กับบาห์เรน เรื่องนี้ศาลจะพิจารณาตามหลักฐานที่มีอยู่ซึ่งมีพื้นฐานจากหมายจับ/หมายศาลของบาห์เรน เมื่อเขาหนีความผิดตามกฎหมายของประเทศบาห์เรนมา และบาห์เรนได้ขอให้คุมตัวเมื่อมาไทย พร้อมกับส่งเอกสารหลักฐานทางกฎหมายให้ฝ่ายไทย พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่า เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะส่งฟ้องต่อศาลได้ จึงดำเนินการต่อไปแล้ว

         ห้า-ขณะเดียวกันศาลไทยพร้อมรับหลักฐานทุกชิ้นทุกชนิดที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นธรรมต่อนายฮาคีมที่ทนายของนายฮาคีมจะนำส่งให้ศาลพิจารณา

         หก-ไม่มีส่วนใดของไทยที่จะได้ประโยชน์จากการควบคุมตัวนายฮาคีม แต่ในฐานะรัฐอธิปไตยที่มีพันธะทางกฎหมายและความถูกต้องต่อสังคมโลก ไทยได้มาพบว่าเพื่อนที่ดีของไทย 2 ประเทศเกิดแย่งตัวบุคคลคือ นายฮาคีมที่มาประเทศไทย ในภาวะดังกล่าวไทยมีทางเดินอันชอบธรรมเพียงว่า (1) ให้ความร่วมมือทางด้านกฎหมายและ (2) เสนอแนะให้เพื่อนที่ดีทั้งสองนี้ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันด้วย หันหน้าหารือ หาทางออกในปัญหาซึ่งเป็นของตนเองเสีย แทนการผลักดันหาทางออกทางอ้อมจากไทยซึ่งเผอิญจับพลัดจับผลูมาอยู่ในภาพของประเด็นปัญหานี้ซึ่งเพื่อน 2 ประเทศของไทยมีระหว่างกันมาแต่ก่อน

        เจ็ด-การขอให้ออสเตรเลียกับบาห์เรนคุยกัน หาทางออกร่วมกัน จึงเป็นท่าทีโดยชอบธรรมของไทย และไม่ว่าแนวทางออกร่วมกันดังกล่าวจะมาในรูปแบบใด ไทยก็ยินดีจะช่วยส่งเสริมให้เป็นจริงและบรรลุผลสัมฤทธิ์ที่เป็น win-win (ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์) และ

        แปด-ไทยหวังว่าทั้งออสเตรเลียและบาห์เรนจะมีมิตรไมตรีที่ดีเพียงพอที่จะร่วมกันหาทางออกของเรื่องนี้ด้วยความจริงใจ หากผลลัพธ์เป็น win-win เชื่อได้แน่นอนว่า คนไทยและผู้คนในภาคส่วนต่างๆ ของโลกที่รับรู้เรื่องนี้จะสรรเสริญทั้งออสเตรเลียและบาห์เรนอย่างแน่นอน

        ฟังถ้อยแถลงของกระทรวงบัวแก้วและข้อมูลข่าวสารที่ออกมาแล้วก็เห็นกันชัดๆ ว่า งานนี้ ทั้ง “รัฐบาลไทย รัฐบาลบาห์เรนและรัฐบาลออสเตรเลีย” น่าจะมีปัญหาด้วยกันทั้งหมด โดยรัฐบาลไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง “สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง” ก็น่าจะทำงานอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าได้มีการตระเตรียม “คู่มือ” เพื่อรองรับกับสถานการณ์ในลักษณะนี้หรือไม่ เพราะก็รู้ทั้งรู้ว่า ประเทศไทยนั้นเป็นทางผ่านของสารพัดผู้คน และก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีกรณีในลักษณะนี้มาก่อน ด้วยเหตุนี้ จึงต้องใช้คำว่า “สอบตก” และจำต้องแก้ไขอย่าให้เกิดเหตุในลักษณะนี้อีก

        ขณะที่ “กระทรวงการต่างประเทศ” ที่ต้องเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ในการจัดการกับปัญหาก็ดูเหมือนจะมีสภาพที่ไม่แตกต่างกัน ก็ไม่รู้ว่าได้มีระบบประสานงานเพื่อรองรับคดีความในลักษณะนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะเป็น “หน้าที่” โดยตรง ซึ่งควรจะตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายออกมา เพราะจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศจนไม่อาจประเมินค่าความเสียหายได้

        ส่วนรัฐบาลบาห์เรนกับรัฐบาลออสเตรเลียก็น่าจะมีปัญหาระหว่างกันพอสมควร ไม่รู้ว่ามีการเจรจาต่อรองผลประโยชน์กันไปมากน้อยแค่ไหนต่อกรณี “นายฮาคีม” โดยเฉพาะรัฐบาลออสเตรเลียที่มี นายสกอตต์ มอร์ริสัน เป็นนายกฯ น่าจะมี “วาระซ่อนเร้น” ชนิดที่ชวนให้หาคำตอบเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน

        เพราะนอกจากจะ “ทำพลาด” เองด้วยการแจ้งว่านายฮาคีมเดินทางมาประเทศไทยแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่างานนี้มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลออสเตรเลียอาจตั้งใจจะให้นายฮาคีมถูกจับในประเทศไทยก็เป็นได้ เพียงแต่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ด้วยเหตุที่ประชาชนชาวออสซี่รับไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์และกดดันอย่างหนัก จนรัฐบาลจิงโจ้ต้องพลิกสถานการณ์ก่อนที่ทุกอย่างจะพัง

        ที่สำคัญคือ เมื่อย้อนดูเรื่องราวเก่าๆ ของรัฐบาลออสเตรเลีย ก็เห็นว่า ไม่ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนเท่าใดนัก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตอนเกิดปัญหา “โรฮิงญา” นายโทนี แอบบ็อตต์ นายกฯ ออสซี่ในขณะนั้นก็ใช้นโยบายปิดกั้นผู้ลี้ภัยทางเรืออย่างเข้มข้น โดยประกาศว่า “ออสเตรเลียจะไม่ทำอะไรก็ตามที่อาจส่งเสริมให้คนเหล่านั้นคิดว่าพวกเขาสามารถล่องเรือมาได้ หรือร่วมมือกับแก๊งค้ามนุษย์เพื่อมาแสวงหาชีวิตใหม่ในต่างแดนได้”

         หลักฐานประการสำคัญที่สอดรับกันคือข้อมูลที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ซึ่งได้เข้าพบเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และออกมาเปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย ยอมรับว่าเป็นผู้แจ้งหมายจับแดงของอินเตอร์โพลกรณีนายฮาคีมมาให้ สตม. เป็นผู้ควบคุมตัวไว้เอง นั่นจึงเป็นเหตุให้รัฐบาลออสเตรเลียต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด จำเป็น

ต้องกดดันให้รัฐบาลไทยส่งตัว นายฮาคีมกลับประเทศออสเตรเลีย

         “เอกอัครราชทูตออสเตรเลียหวังว่าทุกฝ่ายจะพิจารณาจากความจำเป็นและข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทั้งยังเรียกร้องให้ ตม.ใช้อำนาจบริหารเข้าสนับสนุนในการให้ข้อมูลแก่ศาลเพื่อประกอบการไต่สวน ซึ่งได้แจ้งไปว่า ในประเทศไทยอำนาจบริหารไม่อาจก้าวล่วงอำนาจศาลได้ สถานทูตต้องเป็นฝ่ายดำเนินการส่งข้อมูลความจำเป็นทั้งหมดในกระบวนการไต่สวน เพื่อประกอบการตัดสินใจของศาลเอง” บิ๊กโจ๊กกล่าวอ้าง

         ก่อนที่สถานทูตออสเตรเลียจะปฏิเสธในวันถัดมาคือวันที่ 7 ก.พ.ว่ารัฐบาลออสเตรเลียไม่เคยออกหมายจับแดงดังกล่าว แต่เป็นรัฐบาลบาห์เรนเป็นผู้ออกเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 ก่อนที่นายฮาคีมจะเดินทางมายังกรุงเทพฯ พร้อมระบุว่าในตอนแรกรัฐบาลออสเตรเลียไม่ทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้ทำการแจ้งให้รัฐบาลไทยทราบถึงการเดินทางมายังประเทศไทยของนายฮาคีม ซึ่งการแจ้งนั้นเป็นไปตามระเบียบการดำเนินงานของตำรวจสากล แต่เมื่อทราบแล้วได้รัฐบาลออสเตรเลียได้ทำการขอถอนหมายจับดังกล่าวในทันที

        “ขณะนี้รัฐบาลออสเตรเลียกำลังดำเนินการทบทวนกระบวนการการทำงานของเรา เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต”

        แปลไทยเป็นไทย รัฐบาลออสเตรเลียทะเล่อทะล่าไฟเขียวให้นายฮาคีมเดินทางมายังประเทศไทยได้ โดยมิได้มีการตรวจสอบสถานะของเขาให้ชัดเจนว่ามี “หมายแดง” ติดอยู่หรือไม่อย่างไร และเมื่อกลับตัวไม่ทัน รัฐบาลออสเตรเลียก็พยายามจะขว้างงูให้พ้นคอ งัดกลยุทธ์เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น โดยโยนความกดดันมาให้รัฐบาลไทยแบบหน้าด้านๆ

        หมายแดงและการจับกุมนายฮาคีมเหมือนฉากที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดย “จิงโจ้เจ้าเล่ห์” เป็นผู้กำกับการแสดง โดยอาศัยความไร้เดียงสาทางการทูตของไทยมาเป็นตัวช่วยในปฏิบัติการ ซึ่งผลก็ออกมาตามเป้าหมายทุกประการ

         อย่างไรก็ดี ตอนนี้สิ่งเดียวที่รัฐบาลไทยทำได้ต่อกรณี “นายฮาคีม” อาจจะมีเพียงหาทางให้ “บาห์เรน” กับ “ออสเตรเลีย” พูดคุยกัน และคาดหวังว่าจะจบ WIN-WIN ให้ได้เร็วที่สุด ดังที่อัยการไทยแถลงยืนยันว่า เรื่องทั้งหลายทั้งปวงจะยุติก็ต่อเมื่อบาห์เรนกับออสเตรเลียคุยกันรู้เรื่อง ซึ่งและเชื่อเหลือเกินว่า สุดท้ายแล้ว ปัญหาจะจบลงด้วยดี.

ขอขอบคุณ ผู้จัดการสุดสัปดาห์
https://mgronline.com/daily/detail/9620000013587

 

 

 

 

hots ©

 
pimthaionline, pimthaionline.net, pimthaionline.com, หนังสือพิมพ์, หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย, พิมพ์ไทยออนไลน์, สำนักข่าว, สำนักข่าวพิมพ์ไทยออนไล,น์ ข่าวพิมพ์ไท,ย pimthai, สื่อมวลชน, สทช, ส.ท.ช., เครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ, ยื่นหนังสือ, ปูนทีพีไอ, TPI, polene, ณัชพล, โรจน์ถาวร, ประธานเครือข่าย, สหภาพ, แรงงาน, ข่าวแรงงาน, ข่าวสหภาพ
PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle Copyright © 2006 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.09 วินาที

pimthaionline, pimthaionline.net, pimthaionline.com, หนังสือพิมพ์, หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย, พิมพ์ไทยออนไลน์, สำนักข่าว, สำนักข่าวพิมพ์ไทยออนไล,น์ ข่าวพิมพ์ไท,ย pimthai, สื่อมวลชน, สทช, ส.ท.ช., เครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ, ยื่นหนังสือ, ปูนทีพีไอ, TPI, polene, ณัชพล, โรจน์ถาวร, ประธานเครือข่าย, สหภาพ, แรงงาน, ข่าวแรงงาน, ข่าวสหภาพ